ไทยเผชิญปัญหาผู้อพยพจากเมียนมาเพิ่มขึ้น

จากข้อมูลการสำรวจพบว่าชาวเมียนมาที่อพยพเข้าไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2567 มีจำนวนกว่า 2 ล้านคน สอดคล้องกับตัวเลขจำนวนชาวเมียนมาในไทยตั้งแต่ปี 2562 – 2568 ในพื้นที่เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 85 ขณะที่ในพื้นที่ชายแดนเพิ่มขึ้นเท่าตัว นอกจากนี้ จำนวนนักเรียนเมียนมาในระบบการศึกษาไทยเพิ่มขึ้นจาก 49,000 คนในปี 2562 เป็น 79,000 คนในปี 2567 ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการอพยพ ได้แก่ ความไม่สงบในเมียนมาร์ การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ การบังคับเกณฑ์ทหาร และภัยธรรมชาติ ซึ่งประเด็นที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อไทยคือ พบว่าชาวเมียนมาที่อพยพเข้าไทยมากถึงร้อยละ 60 เดินทางเข้ามาโดยไม่มีใบอนุญาต ทำให้เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ และผลักดันให้บางส่วนเข้าสู่วงจรอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การค้ายาเสพติด และแก๊งคอลเซนเตอร์

สถานการณ์เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชายังคงซบเซา

จากปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ส่งผลให้สถานการณ์เศรษฐกิจบริเวณ 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จ.อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ ตราด จันทบุรี และสระแก้ว ยังคงชะลอตัว เนื่องจากภาคธุรกิจและประชาชนยังไม่เชื่อมั่นต่อสถานการณ์ จึงไม่เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ นักเดินทางไม่กล้าเข้าไปท่องเที่ยว และยังขาดแคลนแรงงาน รวมถึงการค้าขายระหว่างทั้งสองประเทศหยุดชะงัก จึงไม่เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินที่จะมาเพิ่มกำลังซื้อของคนในพื้นที่ ในขณะที่เอกชนยังคงมีรายจ่ายเพื่อการดำเนินธุรกิจตามปกติ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะแย่ลงและซบเซาไปจนถึงสิ้นปี 2568 ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า ตั้งแต่เริ่มการปะทะเกิดขึ้น ทำให้เกิดมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ประมาณ 17,000 ล้านบาทต่อเดือน

คนไทยโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ป่วยด้วยโรค NCDs เพิ่มขึ้น

สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง  (NCDs) ในไทยอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอายุน้อย เช่น กลุ่ม Gen Y (อายุ 30-40 ปี) ข้อมูลจาก สธ.ระบุว่า อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยใหม่ขยับลงมาอยู่ที่ 30 ปี จากเดิมที่มักพบในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น อาหารรสจัด ฟาสต์ฟู้ด และโซเดียมสูง การขาดกิจกรรมทางกาย หรือการนั่งทำงานเป็นเวลานาน ความเครียดเรื้อรัง รวมถึงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ โดยโรค NCDs เช่น หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และมะเร็ง เป็นสาเหตุการเจ็บป่วยและเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศ เฉลี่ยวันละกว่า 1,000 คน คิดเป็นร้อยละ 81ของสาเหตุการเสียชีวิต อีกทั้งโรคเหล่านี้ต้องควบคุมอาการไปตลอดชีวิต ทำให้นอกจากจะกระทบต่อชีวิตประชาชนแล้ว ยังส่งผลต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศด้วย

สังคมไทยตระหนักต่อปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น

ปัญหาสุขภาพจิตและการฆ่าตัวตายในไทยกำลังเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ เนื่องจากสถิติการฆ่าตัวตายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและวัยรุ่น ซึ่งมีสาเหตุจากความเครียดและปัจจัยหลายด้าน เช่น ปัญหาทางเศรษฐกิจ ความกดดันทางสังคม และความคาดหวังจากครอบครัว  หลายภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิต ทั้งในแง่การเรียกร้องความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมหรือคำพูดจากบุคคลสาธารณะ การแก้ไขปัญหาจากภาครัฐ รวมถึงการรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและความใส่ใจต่อผู้ที่ประสบปัญหาสุขภาพจิต เพราะเห็นตรงกันว่า หากไม่มีการสนับสนุนหรือมาตรการรองรับ สถานการณ์อาจมีแนวโน้มแย่ลง และส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง

เนปาลจะมีการเลือกตั้งในมีนาคม 2569 : รักษาการผู้นำเนปาลเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง

  สถานการณ์การเมืองและความรุนแรงในเนปาลยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกติดตาม หลังจากเกิดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่มีความรุนแรงและทำให้รัฐบาลเนปาลไร้เสถียรภาพ ล่าสุดเมื่อ 14 กันยายน 2568 นางซูซิลา การ์กิ อายุ 73 ปี รักษาการนายกรัฐมนตรีเนปาลปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งแรกและเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมยุติการก่อความรุนแรง ตลอดจนให้คำมั่นว่าจะปราบปรามการคอร์รัปชันและการทุจริต ซึ่งเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ชาวเนปาลจำนวนมาก เฉพาะอย่างยิ่งประชากรกลุ่ม Gen Z ที่เป็นผู้เริ่มต้นการชุมนุมครั้งนี้ ไม่พอใจและรวมตัวกันประท้วงเมื่อต้น กันยายน 2568 จนลุกลามบานปลายเป็นการชุมนุมที่มีเหตุรุนแรง นางการ์กิ (อายุ 73 ปี/2568) เคยดำรงตำแหน่งประธานผู้พิพากษาศาลสูงสุดเนปาล สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการเมื่อ 12 กันยายน 2568 จากนั้นได้เข้าพบหารือกับแกนนำผู้ชุมนุม คือ นาย Sudan Gurung รวมทั้งประธานาธิบดี Ramchandra Paudel และผู้บัญชาการทหารบก จนมีมติร่วมกันว่าจะจัดการเลือกตั้งใหม่ในห้วง มีนาคม 2569 สำหรับความเสียหายจากการประท้วงในเนปาลครั้งนี้ที่ตึงเครียดและมีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อ 8 กันยายน 2568 เริ่มจากกรณีชาวเนปาลไม่พอใจที่รัฐบาลสั่งห้ามใช้งานสื่อสังคมออนไลน์จำนวน 26 แพลตฟอร์ม จึงรวมตัวกันประท้วงคัดค้านนโยบายดังกล่าว พร้อมทั้งแสดงความไม่พอใจต่อปัญหาเศรษฐกิจและการคอร์รัปชันในประเทศ โดยมีนาย Sudan Gurung…

โรมาเนียและโปแลนด์ตรวจพบโดรนรัสเซียปฏิบัติการเหนือน่านฟ้า

  ปฏิบัติการด้านการทหารของรัสเซียในยุโรปมีแนวโน้มขยายพื้นที่นอกสมรภูมิยูเครน โดยมีรายงานเมื่อ 15 กันยายน 2568 ว่า โรมาเนียพบโดรนรัสเซียปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าโรมาเนียเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 50 นาที จากนั้นเปลี่ยนเส้นทางไปปฏิบัติภารกิจในยูเครน โดย บ.รบรุ่น F-16 ของโรมาเนียเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างใกล้ชิด แต่ตัดสินใจไม่ยิงทำลาย เนื่องจากวิตกว่าจะเป็นอันตราย การที่โดรนรัสเซียเข้าไปปฏิบัติการในน่านฟ้าโรมาเนียเท่ากับเป็นการละเมิดอธิปไตยและเสี่ยงอันตรายอย่างมาก โรมาเนียจึงประณามการกระทำดังกล่าวของรัสเซียว่าเป็นพฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบ และสะท้อนว่ารัสเซียไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ โรมาเนียยังเรียกเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำโรมาเนียเข้าพบเพื่อคัดค้านการกระทำของรัสเซียด้วย เหตุการณ์ในโรมาเนียเกิดขึ้นเช่นเดียวกับในโปแลนด์ยืนยันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า พบโดรนหรืออากาศยานไร้คนขับของรัสเซียปฏิบัติการในน่านฟ้า จึงปฏิบัติการสกัดกั้นและยิงทำลาย เพราะเป็นการบุกรุก แม้ว่าจะสามารถยับยั้งปฏิบัติการของโดรนรัสเซียได้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศยุโรป เฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกเนโต วิตกว่ารัสเซียกำลังขยายขอบเขตการปฏิบัติการทางทหารที่เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคยุโรปตะวันออก และทะเลดำ กระทรวงกลาโหมรัสเซียยังไม่มีท่าทีต่อข้อกล่าวหาของโรมาเนีย แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาของโปแลนด์ ด้านประธานาธิบดียูเครนให้ความเห็นว่าสมาชิกเนโตควรเร่งเตรียมความพร้อมระบบป้องกันภัยทางอากาศและเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซียเพื่อส่งสัญญาณกดดันรัสเซียให้ยุติการปฏิบัติการทหารที่เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาค รวมทั้งให้ความเห็นว่ารัสเซียกำลังทดสอบโรมาเนียและต้องการให้ประเทศยุโรปตะวันออกเข้าร่วมสงคราม นักวิเคราะห์ประเมินว่าความเคลื่อนไหวของรัสเซียครั้งนี้อาจเป็นเทคนิค “escalate to deescalate” หรือการแสดงแสนยานุภาพทางการทหารและขยายขอบเขตพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อป้องปรามไม่ให้ประเทศในยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะสมาชิกเนโต สนับสนุนยูเครนหรือเสริมสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์ที่จะเป็นภัยคุกคามต่อรัสเซียในอนาคต โดยปฏิบัติการของรัสเซียมีขึ้นหลังจากสมาชิกเนโตประกาศเพิ่มความร่วมมือเพื่อความมั่นคงทางอากาศ และเริ่มปฏิบัติการ Eastern Sentry เมื่อ 12 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านการสนับสนุนยุทโธปกรณ์จากเดนมาร์ก ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เยอรมนี และประเทศสมาชิกอื่น…

ผู้นำสหราชอาณาจักรเห็นต่างกับผู้ชุมนุม Unite the Kingdom

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักรเมื่อ 15 กันยายน 2568 ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของชาวอังกฤษที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมขวาจัด เพื่อคัดค้านนโยบายการรับผู้อพยพ ซึ่งประเด็นที่นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์คัดค้าน คือกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมใช้ธงชาติสหราชอาณาจักรเป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหว และก่อเหตุความวุ่นวาย รวมทั้งความรุนแรงระหว่างการชุมนุมประท้วง หรือความเคลื่อนไหว Unite the Kingdom เมื่อ 13-14 กันยายน 2568 ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บวนมาก รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 26 คน จากการปะทะกับผู้ชุมนุมกลางกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ยืนยันว่าชาวอังกฤษมีสิทธิในการชุมนุมประท้วงอย่างสันติ แต่ไม่ควรใช้ความรุนแรง ปัจจุบันมีการควบคุมตัวผู้ชุมนุมแล้วอย่างน้อย 25 ราย เนื่องจากมีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงและก่อความไม่สงบ การชุมนุมประท้วงในสหราชอาณาจักรมีประชาชนเข้าร่วมมากกว่า 110,000-150,000 คน เป้าหมายเพื่อคัดค้านนโยบายเกี่ยวกับผู้อพยพและผู้ลี้ภัย โดยไม่ต้องการให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรรับผู้อพยพและผู้ลี้ภัยเพิ่ม ซึ่งเป็นกระแสสังคมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากมีรายงานว่าผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในสหราชอาณาจักรมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย แย่งอาชีพ และก่ออาชญากรรมในสหราชอาณาจักรบ่อยครั้ง เช่น กรณีผู้ลี้ภัยชาวเอธิโอเปียก่อเหตุทำร้ายเด็กชาวอังกฤษเมื่อ 4 กันยายน 2568 ซึ่งเป็น 1 ในชนวนสำคัญของการชุมนุมประท้วงครั้งนี้ แกนนำในการจัดงานชุมนุม คือ นาย Stephen Yaxley-Lennon หรือที่เป็นที่รู้จักในชื่อ…

ญี่ปุ่นเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียจากการรุกรานยูเครน

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นแสดงบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น ท่ามกลางการเมืองในประเทศที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีบุคคลใดดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากที่นายอิชิบะ ชิเกรุ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศผ่านสื่อมวลชนว่าจะลาออกจากตำแหน่ง เมื่อ 7 กันยายน 2568   ซึ่งกำหนดจะเลือกหัวหน้าพรรคในต้นตุลาคม 2568 เพื่อจะให้รัฐสภารับรองให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป ส่วนในเวทีระหว่างประเทศ ญี่ปุ่นยังแสดงความชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายเดียวกับสหรัฐฯ ที่พร้อมร่วมมือกันกดดันรัสเซีย เพื่อให้ยุติสงครามกับยูเครนด้วยการเพิ่มการคว่ำบาตร ญี่ปุ่นประกาศเมื่อ 12 กันยายน 2568 เพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซีย โดยมุ่งเป้าเรื่องพลังงานที่เป็นรายได้สำคัญของรัสเซีย ด้วยการกดเพดานราคาการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียให้ลดลงเหลือ 47.60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากที่กำหนดโดยที่ประชุม G7 เมื่อปี 2565 อยู่ที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล รวมทั้งอายัดทรัพย์สินบุคคล 14 ราย และองค์กร 51 ราย ส่วนนิวซีแลนด์ก็ประกาศพร้อมกับญี่ปุ่นลดเพดานราคาน้ำมันในระดับเท่ากัน อย่างไรก็ดี แม้ญี่ปุ่นเพิ่มการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย แต่ยังรักษาผลประโยชน์แห่งชาติด้านความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการนำเข้าก๊าซ LPG ผ่านท่อก๊าซ Sakhalin-2 เพื่อใช้ในประเทศ สหราชอาณาจักรก็กดดันเรื่องการส่งออกน้ำมันของรัสเซีย พร้อมกับญี่ปุ่นและนิวซีแลนด์ ด้วยการคว่ำบาตรเรือบรรทุกน้ำมันบังหน้าของรัสเซีย 70 ลำ รวมทั้งคว่ำบาตรอีก 30…

เหตุลอบสังหารนักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายขวาในสหรัฐฯ

สหรัฐฯ เผชิญเหตุความรุนแรงที่เป็นผลจากแรงจูงใจทางการเมือง โดยเมื่อ 10 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 12.20 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายชาร์ลี เคิร์ก ชาวอเมริกันอายุ 31 ปี นักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนนโยบาย MAGA ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกยิงที่คอระหว่างเข้าร่วมปราศรัยในกิจกรรมที่มหาวิทยาลัย Utah Valley University ในรัฐยูทา สหรัฐฯ โดยกิจกรรมดังกล่าวมีผู้สนใจเข้าร่วมประมาณ 3,000 คน ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่านายเคิร์กได้รับการช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงควบคุมเหตุการณ์และเร่งค้นหาตัวผู้ก่อเหตุ อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่านายเคิร์กเสียชีวิตแล้ว ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพิ่มเติม และมีรายงานเมื่อ 12 กันยายน 2568 ว่าผู้นำสหรัฐฯ ประกาศจะมอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom เพื่อเป็นเกียรติแก่นายเคิร์กด้วย เจ้าหน้าที่ประเมินว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการลอบสังหาร แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลผู้ต้องสงสัย หรือมูลเหตุจูงใจ ปัจจุบันมีการควบคุมพื้นที่เกิดเหตุและบริเวณโดยรอบอย่างเข้มงวด เนื่องจากเมื่อ 12…

การชุมนุมประท้วงในฝรั่งเศส ท่ามกลางวิกฤตการเมือง

  ชาวฝรั่งเศสจำนวนมากทั่วประเทศชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลและประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ภายใต้แคมเปญ “Block Everything” เริ่มตั้งแต่ 10 กันยายน 2568 เนื่องจากประชาชนไม่พอใจแผนการลดงบประมาณ นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาการเมือง ประกอบกับคัดค้านกรณีประธานาธิบดีมาครงของฝรั่งเศส แต่งตั้งนายเซบาสเตียง เลอกอร์นู อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและบุคคลใกล้ชิดของประธานาธิบดีมาครง เป็นนายกรัฐมนตรีแทนนายฟรองซัวส์ บาอิรู ซึ่งต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะรัฐสภาลงมติ 364 ต่อ 194 เสียงเมื่อ 8 กันยายน 2568 ไม่ไว้วางใจนายบาอิรู เพราะเสนอการตัดลดงบประมาณ 44,000 ล้านยูโร เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศ การลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในระหว่างการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีมาครง ทำให้รัฐบาลค่อนข้างขาดเสถียรภาพ ฝ่ายค้านเรียกร้องให้ประธานาธิบดีมาครงลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ขณะที่ประชาชนเริ่มกดดันให้รัฐบาลแสดงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทั้งความแตกแยกทางการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่เช่นนั้นจะกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง ดังนั้น การที่ประธานาธิบดีมาครงแต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดเป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งทำให้ชาวฝรั่งเศสไม่พอใจ เพราะต้องการความเปลี่ยนแปลง จึงเริ่มการชุมนุมประท้วง Block Everything ประกอบด้วยกลุ่มแรงงานร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ แสดงพฤติกรรมอารยขัดขืนและปิดถนน เป้าหมายเพื่อให้ประธานาธิบดีลาออกจากตำแหน่ง หรืออย่างน้อยให้แต่งตั้งนักการเมืองจากฝ่ายเสรีนิยมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงการประนีประนอมทางการเมือง สำหรับการชุมนุมประท้วง Block Everything ก่อนหน้านี้เป็นกระแสเคลื่อนไหวในสื่อสังคมออนไลน์…