รัสเซียระบุว่ายูเครนส่งโดรนไปโจมตีทำเนียบผู้นำ กระทบบรรยากาศการเจรจา

นาย Sergei Lavrov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ระบุว่ากองทัพยูเครนพยายามปฏิบัติการทางทหารที่เป็นอันตรายและไม่เป็นผลดีต่อการรักษาบรรยากาศการเจรจาสันติภาพระหว่างกัน โดยยูเครนส่งอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนระยะไกล จำนวน 91 เครื่อง เข้าไปโจมตีบริเวณทำเนียบประธานาธิบดีวลาร์ดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ในทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของภูมิภาค Novgorod ช่วงเวลากลางคืน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รัสเซียไม่ไว้วางใจท่าทีของยูเครน และประกาศว่าจะทบทวนการเจรจาและจุดยืนของรัสเซียต่อการพูดคุยกับยูเครน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าผู้นำรัสเซียอยู่ในทำเนียบหรือที่พักดังกล่าวหรือไม่ แต่ย้ำว่ากองทัพรัสเซียสามารถตรวจจับโดรนทั้งหมดและยิงทำลายไปแล้ว โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว รัสเซียใช้เหตุการณ์นี้โจมตียุทธวิธีของยูเครนว่าเป็นการก่อการร้าย และแม้ว่ารัสเซียจะยังส่งผู้แทนไปเจรจาสันติภาพกับยูเครนและสหรัฐฯ ต่อไป แต่ก็จะทบทวนเงื่อนไขและท่าทีบางประการ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถปกป้องความมั่นคงปลอดภัยของรัสเซียได้ ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัสเซียดังกล่าว โดยยืนยันว่ารัสเซียเปิดเผยข้อมูลที่เป็นเท็จเพื่อล้มเลิกการเจรจาสันติภาพ และรัสเซียจะใช้ข้อมูลนี้เป็นข้ออ้างในการยกระดับการโจมตียูเครนต่อไป โดยเฉพาะอาคารสำคัญที่เป็นที่ทำการของหน่วยงานภาครัฐของยูเครนในกรุงเคียฟ ซึ่งก่อนหน้านี้ รัสเซียเคยพยายามโจมตีมาแล้วหลายครั้ง นอกจากนี้ ผู้นำยูเครนกระตุ้นให้นานาชาติเพิ่มการกดดันรัสเซียให้ยุติการเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่มีหลักฐาน เพราะทำให้บรรยากาศการฟื้นฟูความสัมพันธ์หยุดชะงัก เหตุการณ์ครั้งนี้มีขึ้นหลังจากผู้นำยูเครนเดินทางไปรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประเด็นความตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โดยเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยว่าการพูดคุยมีความคืบหน้าและคาดว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนอาจยุติได้ในปี 2569 ด้านผู้นำยูเครนยอมรับบทบาทของสหรัฐฯ ที่ประสานงานระหว่างทั้ง…

พรรค USDP ของเมียนมามั่นใจได้คะแนนนำในการเลือกตั้ง

สมาชิกพรรค Union Solidarity and Development Party หรือ USDP ที่เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่และทรงอิทธิพลในเมียนมา รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 แสดงความมั่นใจว่าได้รับคะแนนนำในการเลือกตั้งรอบที่ 1 เมื่อ 28 ธันวาคม 2568 โดยเปิดเผยว่าได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย 82 ที่นั่ง จากทั้งหมด 102 ที่นั่ง จากผลการเลือกตั้งในเมืองสำคัญต่าง ๆ รวมทั้งกรุงเนปยีดอ เท่ากับมีแนวโน้มจะได้ครองเสียงข้างมากในสภา และจะได้เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล ความเชื่อมั่นของพรรค USDP สอดคล้องกับการประเมินของนักวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ ที่คาดว่าพรรค USDP จะได้คะแนนจากการเลือกตั้งมากที่สุด เพราะได้เปรียบในการส่งผู้แทนลงสมัครจำนวนมาก และไม่มีคู่แข่งที่สำคัญจากพรรคฝ่ายค้านกว่า 40 พรรคการเมืองที่ถูกตัดสินยุบพรรคไปแล้ว รวมทั้งถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม เมียนมาจะยังมีการเลือกตั้งรอบต่อไปในต้นปี 2569 จึงยังต้องติดตามผลลัพธ์และบรรยากาศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ยังคงมีการสู้รบและการปะทะระหว่างกองทัพกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาล และชนกลุ่มน้อย เริ่มปรากฏกระแสการเรียกร้องให้อาเซียนคัดค้านผลการเลือกตั้งของเมียนมา เพราะเป็นการเลือกตั้งที่ “ไร้ทางเลือก” ประชาชนจำนวนมากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แตกต่างจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2558 และปี…

การชุมนุมประท้วงในอิหร่าน ประชาชนไม่พอใจค่าเงินอ่อนรุนแรง

รัฐบาลอิหร่านเผชิญความท้าทายในการควบคุมความสงบเรียบร้อยในประเทศ โดยมีรายงานเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ว่า ชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันชุมนุมที่กลางเมืองเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน และเมืองสำคัญอื่น ๆ ในประเทศ เพื่อประท้วงรัฐบาล เนื่องจากไม่พอใจที่ค่าเงินเรียลอิหร่าน อ่อนค่าลงอย่างมาก อยู่ที่ 1.38 ล้านเรียลอิหร่าน/ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และเจ้าของร้านค้าหลายแห่งประท้วงด้วยการปิดกิจการ เพื่อกดดันให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ค่าเงินตกต่ำ ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้น และปัญหาเงินเฟ้อ รวมทั้งคัดค้านนโยบายขึ้นภาษีต่อประชาชนที่รัฐบาลอิหร่านวางแผนว่าจะเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปี 2569 ขณะที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลบางส่วนเข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าวด้วย ปัญหาค่าเงินอ่อนค่าของอิหร่านเป็นผลจากการที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านเพราะมีโครงการพัฒนานิวเคลียร์ก่อนหน้านี้ ตลอดจนสหประชาชาติ (UN) เมื่อ กันยายน 2568 ก็เริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านอีก เพื่อตอบโต้อิหร่านที่พัฒนาโครงการขีปนาวุธ ประกอบกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อิหร่านทำสงครามกับอิสราเอลเมื่อ มิถุนายน 2568 รวมทั้งความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นกับสหรัฐฯ ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่อย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน แม้ว่านาย Mohammad Reza Farzin ประธานธนาคารกลางอิหร่านลาออกจากตำแหน่งแล้ว แต่การชุมนุมประท้วงยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เริ่มมีการรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจปะทะกับผู้ชุมนุม รวมทั้งมีรายงานว่าเป็นการชุมนุมประท้วงที่รัฐบาลอิหร่านวิตกกังวล เพราะผู้ชุมนุมประท้วงเป็นกลุ่มที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ อาจทำให้เกิดบรรยากาศที่นำไปสู่การปฏิวัติอิสลาม หรือ 1979 Islamic…

บรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา

เมียนมาจัดการเลือกตั้งทั่วไประยะแรกเมื่อ 28 ธันวาคม 2568 โดยเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญ แต่เผชิญกระแสวิจารณ์จากประชาชนและนานาชาติว่าไม่โปร่งใสและยุติธรรม เนื่องจากมีการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างเข้มงวด มีการกวาดล้างและจับกุมผู้ที่วิจารณ์การเมืองและการเลือกตั้งไปแล้วมากกว่า 200 คน ขณะที่ประชาชนมีข้อจำกัดในการเลือกผู้แทนทางการเมือง เพราะพรรคการเมืองฝ่ายค้านไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ได้ รวมทั้งยังมีรายงานการก่อเหตุรุนแรงและการโจมตีระหว่างกองทัพกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในหลายพื้นที่ ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งในเมียนมาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่ปลอดภัย สหราชอาณาจักรและสภายุโรปไม่ยอมรับการเลือกตั้งในเมียนมา ขณะที่อาเซียนระบุว่าการเลือกตั้งในเมียนมาเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการทางการเมืองของเมียนมา สำหรับผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งในเมียนมา มีรายงานว่า มีประมาณ กว่า 160 คน ซึ่งมาจากหลายประเทศ เช่น จีน รัสเซีย เบลารุส คาซัคสถาน และสถานเอกอัครราชทูตประจำเมียนมา ผู้นำรัฐบาลเมียนมาไม่สนใจกระแสวิจารณ์ดังกล่าวและเดินหน้าจัดการเลือกตั้ง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ เป้าหมายเพื่อทำให้ระบบการเมืองเมียนมากลับสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบมีหลายพรรคการเมือง ทั้งนี้ พลเอกอาวุโส มินอ่องไลง์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ไปลงคะแนนเลือกตั้ง พร้อมกับให้สัมภาษณ์สำนักข่าว BBC ว่าเชื่อมั่นในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าจะยุติธรรมและเสรี รวมทั้งกระตุ้นให้ชาวเมียนมาออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยในประเทศ สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจมุมมองของประชาชนชาวเมียนมาต่อการเลือกตั้ง โดยประชาชนที่ไปลงคะแนนเลือกตั้งเปิดเผยความรู้สึกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ๆ เพราะรู้สึกหวาดกลัว แต่เมื่อได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้วก็รู้สึกสบายใจเพราะได้ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ส่วนผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งครั้งแรก (first-time voter) ระบุว่าตัดสินใจไปลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะหวังว่ารัฐบาลหลังจากการเลือกตั้งจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพง และต้องการผู้นำที่สร้างความเท่าเทียมในประเทศ…

ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยความตกลงรัสเซีย-ยูเครน มีความคืบหน้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ มีมุมมองเชิงบวกต่อการเจรจาความตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยเมื่อ 28 ธันวาคม 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า ความตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครนมีความคืบหน้าอย่างมาก หลังจากสหรัฐฯ เป็นตัวกลางในการพูดคุยระหว่างผู้แทนทั้งสองฝ่าย โดยมีตัวผู้นำสหรัฐฯ เองเข้าร่วมหลายครั้ง เพื่อเผลักดันให้มีการลงนามอย่างเป็นทางการในข้อตกลงที่สหรัฐฯ เสนอเพื่อยุติสงคราม และแก้ไขปัญหาในพื้นที่ พร้อมกันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่าผู้นำยูเครนเห็นด้วยกับรายละเอียดและเงื่อนไขส่วนใหญ่ในข้อตกลงแล้ว และกำลังเจรจาเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความตกลงร่วมกันร้อยละ 100 เป้าหมายสำคัญของยูเครน คือ การให้สหรัฐฯ ค้ำประกันความมั่นคงในระยะยาวหลังจากยุติสงคราม อย่างไรก็ตาม ยังคงมีประเด็นการควบคุมดินแดนบางส่วนในยูเครนที่ยังไม่บรรลุข้อตกลงระหว่างกัน ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ก็ยอมรับว่าการเจรจาเพื่อจัดทำเงื่อนไขเรื่องดินแดนในยูเครนเป็นประเด็นที่ยากที่สุด โดยเฉพาะการควบคุมพื้นที่ในภูมิภาคดอนบาส เพราะปัจจุบันกองทัพรัสเซียใช้กำลังทหารควบคุมพื้นที่ไว้ตั้งแต่ปฏิบัติการทางทหารเมื่อปี 2565 ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ เสนอให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เศรษฐกิจเสรี (free economic zone) การทำความตกลงสันติภาพและยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยมีผู้นำสหรัฐฯ เป็นผู้ผลักดัน อาจไม่สำเร็จได้โดยเร็ว แม้ว่าจะมีความคืบหน้า และยูเครนยอมยกเลิกความมุ่งมั่นที่จะเป็นสมาชิกเนโตแล้ว แต่ประเทศยุโรป รวมทั้งยูเครนเอง ต้องการให้รัสเซียถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากดินแดนของยูเครน ซึ่งเป็นประเด็นที่รัสเซียไม่เห็นด้วย พร้อมยืนยันว่าประชาชนในภูมิภาคดอนบาส ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซีย ด้านประชาชนยูเครนมีความเห็นว่า ความพยายามของสหรัฐฯ ไม่มีคุณค่า และไม่มีอำนาจมากพอที่จะกดดันรัสเซียให้ยุติการโจมตี เพราะที่ผ่านมา รัสเซียละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้ง เช่น…

กองทัพจีนจะจัดการฝึกทางทหารบริเวณช่องแคบไต้หวัน

กองทัพจีน ประกาศเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 ว่า ได้เริ่มจัดการฝึกทางทหารบริเวณช่องแคบไต้หวัน โดยเป็นการฝึกร่วมกันของทั้งกองทัพอากาศและกองทัพเรือ รหัส Justice Mission 2025 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของจีน รวมทั้งส่งสัญญาณให้นานาชาติเห็นว่าจีนพร้อมป้องกันไต้หวันจากการแทรกแซงจากต่างชาติ รวมทั้งกลุ่มแบ่งแยกดินแดนและผู้ที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องอิสรภาพในไต้หวันด้วย การฝึกร่วมทางทหารของจีนในพื้นที่ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวัน ทำให้รัฐบาลจีนไม่พอใจอย่างมาก ขณะเดียวกัน จีนยังคงไม่พอใจท่าทีของผู้นำญี่ปุ่น ที่เคยระบุว่าญี่ปุ่นพร้อมจะเคลื่อนไหวทางการทหารเพื่อปกป้องไต้หวันจากการรุกรานโดยจีน อย่างไรก็ตาม กองทัพจีนไม่ได้กล่าวถึงญี่ปุ่นโดยตรงในถ้อยแถลงเกี่ยวกับการฝึกร่วมทางทหารครั้งนี้ แต่การที่จีนจะจัดการฝึกรอบเกาะไต้หวัน เน้นการลาดตระเวนร่วมและฝึกสกัดกั้นภัยคุกคามตามจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่าง ๆ บริเวณไต้หวัน เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณป้องปรามญี่ปุ่นเช่นกัน ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของจีนสะท้อนว่าจีนไม่ต้องการให้ต่างประเทศสนับสนุนความมั่นคงให้ไต้หวัน เพราะจะไม่เป็นผลดีต่อแผนการรวมชาติของจีน ดังนั้น การที่สหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อต้น ธันวาคม 2568 และอยู่ระหว่างรอให้ฝ่ายนินตบัญญัติสหรัฐฯ รับรอง ทำให้จีนไม่พอใจอย่างมากและตอบโต้แล้วอย่างน้อย 2 แนวทาง ได้แก่ การตอบโต้โดยตรงไปยังสหรัฐฯ คือ การขึ้นบัญชีคว่ำบาตรบริษัทอุตสาหกรรมอาวุธของสหรัฐฯ จำนวน 20 แห่ง และบุคคลสัญชาติอเมริกัน 10 คน ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดังกล่าว ส่วนแนวทางที่…

FBI จะย้ายสำนักงานใหญ่

สำนักงานใหญ่ของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (Federal Bureau of Investigation-FBI) จะย้ายจากอาคาร J. Edgar Hoover ไปยังอาคาร Ronald Reagan Building และ International Trade Center ซึ่งเคยเป็นที่ทำการของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (U.S. Agency for International Development – USAID) ก่อนที่จะถูกปิดตัวไปในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วาระ 2 นี้ นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI ประกาศปิดสำนักงานใหญ่ในอากคารดังกล่าวเมื่อ 26 ธันวาคม 2568 สาเหตุที่ย้ายก็เพื่อให้เจ้าหน้าที่ FBI มีสถานที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัย  ปลอดภัยทางโครงสร้าง และระบบต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีแผนที่จะกระจายบุคคลากรออกไปยังรัฐต่าง ๆ ซึ่งเป็นการประหยัดเงินภาษีประชาชน รวมทั้งให้บรรลุเป้าหมายในภารกิจของ FBI ในการปกป้องมาตุภูมิ และต่อสู้กับอาชญากรที่ก่อความรุนแรง ในการดำเนินงานปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ นอกจากนี้ อาคาร…

มุมมองการรายงานของสื่อต่างประเทศต่อการหยุดยิงไทย-กัมพูชา

สื่อต่างประเทศเมื่อ 27-28 ธันวาคม 2568 รายงานไปทิศทางเดียวกันถึงความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศมีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 โดยเริ่มตั้งแต่ 12.00 น. เป็นเวลา 72 ชั่วโมง ซึ่งจะมีการสังเกตการณ์จากอาเซียนให้ทำตามข้อตกลง ทั้งนี้ หากเป็นไปการดำเนินการตามข้อตกลง ไทยจะส่งคืนทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย กลับกัมพูชา อย่างไรก็ดี ในมุมมองของสื่อส่วนใหญ่ แม้จะไปในทิศทางบวกที่ไทย-กัมพูชา สามารถทำข้อตกลงหยุดยิงได้เป็นการชั่วคราว แต่ก็มีการสอดแทรกความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งว่า หลังจากพ้น 72 ชั่วโมง เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการไปอยู่ที่พักพิงจะสามารถกลับถิ่นฐานเดิมได้เมื่อไร รวมทั้งการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระยะยาว นอกจากนี้ ยังรายงานบทบาทของไทยที่พร้อมจะกลับมาปฏิบัติการทหารอีกครั้ง หากถูกรุกราน สื่อยังวิจารณ์ถึงบทบาทของสหรัฐฯ ที่ไม่ได้เข้ามาเป็นสักขีพยานในการทำข้อตกลงเหมือนกับที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมเมื่อ กรกฎาคม 2568 ที่มาเลเซีย แต่บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็มีมากขึ้นทั้งก่อน และหลังข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้  รวมทั้งมีแถลงการณ์แสดงความยินดีที่ทั้งสองประเทศมีข้อตกลงหยุดยิง จากนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ พร้อมกับเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศปฏิบัติตามการตกลงครั้งนี้ และข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ “Kuala Lumpur Peace Accords” ด้วย…

Dark Tourism โอกาสสำหรับประเทศที่เผชิญโศกนาฏกรรม

  การเผชิญกับโศกนาฏกรรมไม่ใช่เรื่องดีและไม่มีใครอยากเจอ แต่เมื่อต้องเจอและผ่านพ้นช่วงเวลาแย่ ๆ ไปแล้ว ก็เป็นเวลาที่ต้องหาเรื่องดี ๆ จากเรื่องแย่ ๆ ที่จบสิ้นไป หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมไม่ว่าจากสงคราม ภัยธรรมชาติ หรือการใช้ความรุนแรงกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งจุดหมายปลายทางสายดาร์ก (Dark Destination) ดังกล่าวได้รับความนิยมจากบรรดานักท่องเที่ยวไม่น้อยและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้หลายประเทศที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายดังกล่าว Dark Tourism เป็นคำที่ J.John Lennon และ Malcom Foley นักวิชาการเจ้าของหนังสือ “Dark Tourism : The Attraction to Death and Disaster” ใช้เรียกการเดินทางเยี่ยมชมสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความตาย โศกนาฏกรรม สงคราม และความทุกข์ทรมานหรือภัยพิบัติ การเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่เรียกได้ว่าเป็นสายดาร์ก ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย ทั้งจุดท่องเที่ยวที่เป็นพื้นที่ประสบเหตุและมีเรื่องเล่ามากมายตั้งแต่อดีตที่เกิดขึ้น ตามธรรมชาติและที่เป็นฝีมือของมนุษย์ด้วยกันเอง เช่น ค่ายกักกัน Auschwitz ในโปแลนด์ ที่เป็นปลายทางลำดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ โดยมีรายงานว่าเมื่อปี 2567 มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปมากถึง 1.8…

“72 ปี วรรณกรรม “ถกเขมร” (พ.ศ.2496 – 2568)”

เหตุการณ์ความขัดแย้งไทยกับกัมพูชา จนทำให้เราต้องสูญเสียจำนวนมาก ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความรู้สึกความเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเรา  ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองประเทศนี้ก็ไม่สามารถยกประเทศหนีกันไปไหนได้ ตามที่มีการพูด ๆ กัน  บทความเรื่อง “72 ปี วรรณกรรม “ถกเขมร” (พ.ศ.2496 – 2568)” ขอจุดประกายให้ท่านกลับไปหยิบขึ้นมาอ่านอีกครั้ง หรือไปหาอ่าน หากท่านยังไม่เคยได้สัมผัสเรื่องนี้  โดยเรื่อง“ถกเขมร” ซึ่งมี พล.ต.หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้ประพันธ์ ช่วยให้รู้เรื่องราว ประวัติศาสตร์ ความสนุกสนาน และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของเพื่อนบ้านของเราที่กำลังขัดแย้งอยู่ในขณะนี้ที่น่าสนใจเลยทีเดียว ในแวดวงวรรณกรรม บทประพันธ์รวมถึงภาพยนตร์ที่เล่าขานถึงสถานการณ์ภายในของเขมร หรือกัมพูชาในช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างเขมรฝ่ายต่าง ๆ คงจะไม่พลาดที่จะต้องกล่าวถึงหนังสือเรื่อง 4 ปี นรกในเขมร โดยผู้เขียนคือ ยาสึโกะ นะอิโต สตรีชาวญี่ปุ่นที่สมรสกับนักการทูตชาวกัมพูชา ที่ต่อมาได้กลายเป็นเหยื่อของความรุนแรงของความแตกแยกและสงครามกลางเมืองในกัมพูชา แปลเป็นภาษาไทยโดยผุสดี นาวาวิจิตร และจำนวนพิมพ์หลายครั้งเลยทีเดียว หากย้อนไปถึงภาพยนตร์ ก็จะพบเรื่อง The Killing Fields ในปี 1984…