ผู้นำสหรัฐฯ คัดค้านกฎหมายควบคุม AI

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 11 ธันวาคม 2568 ออกคำสั่งผู้บริหาร (executive order) สกัดกั้นไม่ให้รัฐต่าง ๆ ออกกฎหมายควบคุมการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) เนื่องจากมีมุมมองว่ากฎหมายควบคุมดังกล่าวจะทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบในการแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำโลกด้าน AI และไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติชัดเจนว่าต้องการให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำโลกอันดับ 1 ด้านเทคโนโลยี AI เพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ต้องการให้มีกฎหมายหรือระเบียบใดขัดขวางเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าว นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังวิจารณ์ว่า รัฐที่มีกฎหมายควบคุม AI จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ “Woke AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่มีอคติและอุดมการณ์ทางสังคมและการเมือง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยี และธุรกิจนี้ให้ก้าวหน้าเหนือประเทศอื่น ๆ ตัวอย่าง Woke AI ที่ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวถึง เช่น กรณีรัฐโคโลราโดห้าม AI ไม่ให้ใช้ฟังก์ชัน algorithmic discrimination หรือระบบอัลกอริทึมที่มีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติ เพราะเชื่อว่าจะทำให้สังคมอเมริกันแตกแยก แต่ประธานาธิบดีทรัมป์กลับมีมุมมองว่า…

เกาหลีเหนืออาจพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธเพื่อการส่งออก

ท่าทีของนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือในที่ประชุมคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี (WPK) ระหว่าง 9-11 ธันวาคม 2568 น่าสนใจมาก เนื่องจากเป็นการประชุมสำคัญที่ผู้นำสูงสุเดของเกาหลีเหนือได้แสดงวิสัยทัศน์ที่มีนัยต่อการดำเนินนโยบายด้านการทหารและความมั่นคงในต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะกรณีที่นายคิม จองอึน เชิดชูและยกย่องบทบาทของทหารเกาหลีเหนือที่เดินทางไปร่วมปฏิบัติการทางทหารกับรัสเซียในสงครามยูเครน แม้จะมีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิต แต่ก็เป็นการแสดงบทบาทของเกาหลีเหนือในเวทีโลก ท่าทีดังกล่าวยิ่งตอกย้ำว่า เกาหลีเหนือมีแนวโน้มจะสนับสนุนรัสเซียด้านการทหารและความมั่นคงต่อไป โดยจะเป็นฐานการลงทุน เพื่อพัฒนาและผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่รัสเซียจำเป็นต้องใช้ในสงครามยูเครน ตามข้อตกลงที่ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศลงนามกันไว้ ซึ่งตอบสนองผลประโยชน์แห่งชาติของทั้ง 2 ฝ่าย ความร่วมมือระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียที่แน่นแฟ้นและใกล้ชิดมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งด้านการทหารและการค้าอาวุธ อาจทำให้เกาหลีเหนือปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธในประเทศ จากเดิมที่เน้นพัฒนาและยกระดับขีปนาวุธพิสัยไกลและอาวุธนิวเคลียร์ ไปเป็นอุตสาหกรรมอาวุธที่เน้นผลิตระเบิด รถถัง กระสุนปืนใหญ่ ขีปนาวุธพิสัยใกล้ และอากาศยานไร้คนขับแทน เนื่องจากเป็นอาวุธที่ตอบสนองความต้องการของรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นลูกค้าหลักของเกาหลีเหนือ ดังนั้น เกาหลีเหนืออาจให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธเพื่อการส่งออกไปรัสเซียมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะยังไม่ละทิ้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากยังคงเป็นเครื่องมือที่ค้ำประกันความมั่นคงของเกาหลีเหนือได้ในระยะยาว ตั้งแต่รัสเซียปฏิบัติการทางทหารในยูเครน มีรายงานว่า เกาหลีเหนือเป็นแหล่งอาวุธในการสู้รบของรัสเซีย จากนั้นเกาหลีเหนือเริ่มส่งทหารไปปฏิบัติการสนับสนุนรัสเซียจำนวนมากกว่า 14,000 นาย บางส่วนเข้าไปสู้รบในสมรภูมิแนวหน้าด้วย เนืองจากรัสเซียขาดกำลังพล แต่กองกำลังของเกาหลีเหนือจะเน้นปฏิบัติการในภูมิภาค Kursk ทางตะวันตกของรัสเซีย ล่าสุด มีรายงานว่าเกาหลีเหนือส่งแรงงานก่อสร้างไปฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานรัสเซียที่ได้รับความเสียหายจากสงครามด้วย การที่ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเสริมสร้างความร่วมมือใกล้ชิดกับรัสเซีย รวมทั้งมีแนวโน้มจะส่งเสริมอุตสาหกรรมอาวุธมากขึ้น…

จีนจะเก็บภาษีสินค้าคุมกำเนิด เพื่อกระตุ้นการเพิ่มประชากร

รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการเพิ่มจำนวนประชากรชาวจีน เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมีนโยบายและมาตรการกระตุ้นการเพิ่มพูนประชากรในประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น ส่งเสริมการมีบุตร และให้สิทธิประโยชน์ ล่าสุด สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจกรณีรัฐบาลจีนจะเพิ่มภาษีสินค้าและยาที่ใช้ในการป้องกันการตั้งครรภ์และคุมกำเนิด รวมทั้งถุงยางอนามัย ที่อัตราร้อยละ 13 เพื่อให้ถุงยางอนามัยและสินค้าควบคุมการตั้งครรภ์มีราคาสูงขึ้น และคาดว่า หากสินค้าและยาที่เกี่ยวข้องกับการคุมกำเนิดสูงขึ้น อาจส่งผลให้ประชากรชาวจีนเพิ่มขึ้นได้ โดยจะเริ่มใช้มาตรการขึ้นภาษีสินค้าและยาประเภทดังกล่าวตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป จีนใช้นโยบายดังกล่าวเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี เป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปภาษีของจีน อย่างไรก็ตาม การที่สินค้าดังกล่าวจะถูกเก็บภาษีเพิ่ม สะท้อนว่ารัฐบาลจีนต้องการแก้ไขวิกฤตอัตราการเกิดต่ำในประเทศอย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้ จีนยกเลิกนโยบายส่งเสริมให้มีบุตรคนเดียว หรือ One Child Policy เมื่อปี 2558 แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มประชากร มีรายงานว่ารัฐบาลจีนไม่ได้ประชาสัมพันธ์นโยบายดังกล่าวในวงกว้าง ทั้งที่เสนอเป็นกฎหมายแล้วตั้งแต่ ธันวาคม 2567 นอกจากนี้ ครอบครัวชาวจีนบางส่วนที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว เพราะไม่มีผลต่อการตัดสินใจมีบุตร ซ้ำยังสะท้อนว่าปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้ชาวจีนไม่มีลูก เป็นเพราะค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรนั้นสูงกว่าค่ายาหรือสินค้าควบคุมกำเนิดอย่างมาก ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขแสดงความกังวลว่ามาตรการจะเพิ่มภาษีสินค้าและยาที่ใช้ในการป้องกันการตั้งครรภ์และคุมกำเนิด รวมทั้งถุงยางอนามัย ที่อัตราร้อยละ 13 ดังกล่าว อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขอนามัย รวมทั้งส่งผลกระทบต่ออัตราการทำแท้งอย่างปลอดภัยในจีน และการควบคุมโรคติดต่อ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลจีนต้องเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ…

ผู้นำสหรัฐฯ ออกวีซ่าบัตรทองให้ชาวต่างชาติที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 10 ธันวาคม 2568 ออกนโยบายวีซ่าบัตรทอง หรือ Trump Gold Card เพื่อให้ชาวต่างชาติที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง สมัครเพื่อรับสิทธิเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว และได้รับอนุญาตให้พำนักในสหรัฐฯ ในระยะยาว ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าวีซ่าประเภทนี้เหมือนกับ Green Card หรือบัตรผู้อยู่อาศัยถาวรที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะออกให้ชาวต่างชาติ แต่ดีกว่า เพราะจะได้รับสิทธิพิเศษในการพิจารณาเอกสารเป็นอันดับแรก ๆ และมีโอกาสได้สิทธิในการพำนักแบบถาวร กลุ่มเป้าหมายที่ผู้นำสหรัฐฯ กำหนดไว้ คือ นักลงทุน นักธุรกิจ และผู้ที่มีรายได้สูงจากต่างประเทศ สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการสมัครวีซ่าดังกล่าวต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างร้อย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสามารถลงทะเบียนสมัครวีซ่าดังกล่าวได้แล้วในปัจจุบัน แลกกับสิทธิประโยชน์ทั้งในฐานะบุคคล (individual) และฐานะผู้ดำเนินธุรกิจ (business) โดยผู้ที่ต้องการสิทธิประโยชน์แบบบุคคลจะเสียค่าวีซ่าบัตรทอง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นเมื่อผ่านกระบวนการคัดกรองของสหรัฐฯ แล้วจะได้รับสิทธิการพำนักในสหรัฐฯ นานกว่าปกติ ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนแบบนักธุรกิจ จะเสียค่าวีซ่าบัตรทอง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากผ่านการคัดกรอง ก็จะได้รับสิทธิในฐานะผู้ถือบัตร Trump Corporate Gold Card…

มุมมองนักวิเคราะห์สื่อต่างประเทศต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

  นักวิเคราะห์ในต่างประเทศเริ่มประเมินสาเหตุและแนวโน้มสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา โดยเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ และบทบาทของกองทัพ สำหรับมุมมองที่น่าสนใจ เช่น สำนักข่าว BBC ประเมินว่าสาเหตุที่ทำให้ความตึงเครียดและความขัดแย้งในครั้งนี้ยืดเยื้อ รวมทั้งไม่สามารถยุติการใช้กำลังทหารระหว่างกันได้ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีแนวทางการจัดการปัญหาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยฝ่ายไทยต้องการแก้ไขปัญหาแบบทวิภาคี และไม่ต้องการให้นานาชาติเข้าไปแทรกแซงหรือมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาชายแดนระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่กัมพูชา พยายามดึงนานาชาติ ทั้งมหาอำนาจและสมาชิกอาเซียน เข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขความตึงเครียดครั้งนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์ของสำนักข่าว BBC ระบุว่าสาเหตุที่กัมพูชาใช้แนวทางดังกล่าวเพราะเชื่อว่าจะเพิ่มความได้เปรียบในการเจรจากับไทย เพราะกัมพูชามีอำนาจต่อรองน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม กองทัพกัมพูชาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องบริเวณพื้นที่พรมแดน สะท้อนว่ามีความมุ่งหมายและตั้งใจที่จะยั่วยุฝ่ายไทย การที่ไทยและกัมพูชามีมุมมองต่อแนวทางแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน ทำให้ไม่มีความพร้อมที่จะปฏิบัติตามความตกลงที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไปร่วมผลักดันและเป็นพยานที่มาเลเซีย เมื่อตุลาคม 2568 สถานการณ์นี้อาจสะท้อนว่า บทบาทของผู้นำสหรัฐฯ ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชา เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ให้ข้อเสนอหรือสนับสนุนการทูตที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง พร้อมประเมินว่าหากมีความตกลงครั้งใหม่ที่ต่างประเทศเป็นผู้หลักดัน ก็มีโอกาสสูงมากที่จะไม่สำเร็จหรือค้ำประกันสันติภาพได้ระยะยาว ปัจจัยการเมืองภายในของกัมพูชามีผลต่อสถานการณ์และความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะบทบาทของสมเด็จฯ ฮุนเซน ซึ่งแม้ว่าจะพยายามเผยแพร่ข้อมูลว่ากัมพูชาถูกประเทศเพื่อนบ้านข่มเหง แต่สมเด็จฮุนเซนฯ เป็นฝ่ายตั้งใจปล่อยข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลไทย และกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนชาวไทยสนับสนุนกองทัพไทยมากขึ้น สำนักข่าวต่างประเทศบางส่วนอ้างความคิดเห็นของนักวิชาการไทยในต่างประเทศ ที่เชื่อมโยงสถานการณ์ความตึงเครียดไทย-กัมพูชา เข้ากับการเมืองไทย และสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความตึงเครียดยืดเยื้อ คือ ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศ…

หน่วยข่าวกรองยูเครนประเมินรัสเซีย-จีน ขยายความร่วมมืออุตสาหกรรมอาวุธ

ประธานาธิบดียูเครนเมื่อ 10 ธันวาคม 2568 เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับจีนที่กำลังเพิ่มพูนและใกล้ชิดกันมากขึ้น และอาจเป้นความท้าทายด้านความมั่นคงของโลก โดยผู้นำยูเครนอ้างรายงานของหน่วยข่าวกรองยูเครน ที่ระบุว่า ปัจจุบันรัสเซียกับจีนเพิ่มความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมอาวุธ ซึ่งจีนสนับสนุนเทคโนโลยีและทรัพยากรให้รัสเซียจำนวนมาก แลกเปลี่ยนกับการที่จีนจะเข้าไปลงทุนและขยายบทบาทในพื้นที่ภูมิภาคตะวันออกของรัสเซียที่มีทรัพยากรธรรมชาติปริมาณมาก ซึ่งในประเด็นนี้ ผู้นำยูเครนประเมินว่าจีนมีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จ เพราะรัสเซียเผชิญแรงกดดันจากประเทศอื่น ๆ จากกรณีปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อปี 2565 และมีเพียงจีนที่ยังคงร่วมมือกับรัสเซียอย่างใกล้ชิดทั้งด้านการค้า การทหาร และการทูต กลไกที่จีนและรัสเซียใช้ในการขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมอาวุธและความมั่นคง คือ กรอบความร่วมมือ Shanghai Cooperation Organisation (SCO) ที่มีจีนเป็นผู้นำ และใช้เป็นกรอบการเพิ่มการแลกเปลี่ยนการค้า การลงทุน และความรู้เรื่องอุตสาหกรรมอาวุธกับประเทศสมาชิก โดยเฉพาะกับรัสเซีย นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนประกาศเมื่อ พฤศจิกายน 2568 ว่าจะเพิ่มการลงทุนในรัสเซีย ซึ่งแม้ว่าจะเน้นอุตสาหกรรมทั่วไป แต่ผู้นำยูเครนประเมินว่าภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว จีนจะหาโอกาสขยายการลงทุนด้านอุตสาหกรรมที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งของกองทัพได้ เช่น อุตสาหกรรมการบิน อวกาศ อาหารและเศรษฐกิจดิจิทัล สำหรับมุมมองของผู้นำยูเครนต่อจีน ก็ไม่ได้เป็นในเชิงบวก โดยให้ความเห็นว่าที่ผ่านมา จีนกำหนดจุดยืนไม่เข้าข้างฝ่ายใด ขณะเดียวกันก็แสดงบทบาทอย่างจำกัดในเวทีระหว่างประเทศด้านการผลักดันสันติภาพระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ดังนั้น อาจเป็นไปได้ว่าจีนได้รับประโยชน์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ พลังงาน และการเมืองระหว่างประเทศจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และการที่ประเทศตะวันตกคว่ำบาตรรัสเซียจนต้องหันไปพึ่งพาจีนมากขึ้น…

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐฯ เป็นผลดีต่อรัสเซีย

โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียเมื่อ 7 ธันวาคม 2568 เปิดเผยมุมมองของรัสเซียต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ (U.S. National Security Strategy) ที่เผยแพร่ฉบับล่าสุดเมื่อ 4 ธันวาคม 2568 ว่า เป็นผลดีต่อรัสเซีย เนื่องจากสะท้อนว่าสหรัฐฯ มีมุมมองสอดคล้องทิศทางเดียวกันกับรัสเซียเรื่องสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการยุติสงครามในยูเครน การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซีย และการเตือนยุโรปว่ากำลังเผชิญกับภาวะอารยธรรมล่มสลาย รวมทั้งการไม่ขยายจำนวนสมาชิกเนโต ทั้งหมดนี้เป็นผลดีต่อความมั่นคงของรัสเซีย รัสเซียจะใช้ประโยชน์จากยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ฉบับใหม่ที่ระบุว่าสหรัฐฯ จะเป็นผู้นำด้านการใช้กลไกการทูตแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับรัสเซีย นอกจากนี้ สหรัฐฯ ถือว่าการเจรจาเพื่อให้เกิดเสถียรภาพในยูเครนและยุโรป รวมทั้งการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซียนั้นเป็นผลประโยชน์สำคัญ (core interest) ของสหรัฐฯ มีข้อสังเกตว่า ……. สหรัฐฯ ไม่ได้กำหนดให้รัสเซียเป็นภัยคุกคามของสหรัฐฯ ในยุทธศาสตร์ฉบับนี้ ซึ่งแตกต่างจากยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับก่อน ๆ ที่จะกำหนดชัดเจนว่ารัสเซียเป็น 1 ในประเทศที่มีพฤติกรรมเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ ทั้งในมิติการขยายอิทธิพลในต่างประเทศ การทหาร และการปฏิบัติการทางไซเบอร์ เมื่อรัสเซียได้ประโยชน์จากยุทธศาสตร์ความมั่นคงฉบับนี้ อาจมีนัยว่าประเทศยุโรปกำลังไม่พอใจและไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ เพราะเป็นการตอกย้ำท่าทีของรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในที่ประชุม Munich Security Conference ที่เตือนให้ยุโรปเพิ่มความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของตัวเอง แก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ และฟื้นฟูอัตลักษณ์ชาติตะวันตกและวิถีอารยธรรมยุโรป…

ลาว : สายสัมพันธ์พิเศษกับเวียดนาม

ในภูมิภาคอาเซียนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ที่ถือว่า “สนิท” กันมาคู่หนึ่งของภูมิภาคอาเซียนคือลาวกับเวียดนาม โดยเริ่มจาก สิ่งที่เรียกว่า “สายสัมพันธ์พิเศษ”  สิ่งที่ทำให้ลาวกับเวียดนามสองประเทศ เป็นมากกว่าเพื่อนบ้านธรรมดา คงต้องย้อนกลับไปช่วงสงคราม ทั้งสองประเทศมีรากฐานมาจากแนวคิดทางการเมืองที่เหมือนกัน คือ  คอมมิวนิสต์ และตอนนั้นมีคู่ตรงข้ามร่วมกันก็คือ ฝรั่งเศส ที่เป็นเจ้าอาณานิคม และต่อมาก็คือสหรัฐฯ ที่พยายามกำจัดลัทธิคอมมิวนิสต์  เวียดนามที่นำโดยโฮจิมินห์เป็นเสมือนพี่ใหญ่ รวมกลุ่มกับนักปฏิวัติลาว ที่นำโดยนายไกสอน พมวิหาน และคำไต สีพันดอน รัฐบุรุษคนสำคัญของลาว ทำการต่อสู้เพื่อเอกราชของประเทศ  ซึ่งอาจจะคุ้น ๆ กับเส้นทางโฮจิมินห์ที่การลำเลียงกำลังพลส่วนใหญ่ได้ตัดผ่านประเทศลาว  ทั้งสองประเทศได้ร่วมต่อสู้จนมาเป็นลาวและเวียดนามในปัจจุบัน สนธิสัญญาที่มีร่วมกัน…… จากรากฐานข้างต้นทำให้ความสัมพันธ์ และความร่วมมือทั้งสองประเทศใกล้ชิดสนิทสนม โดยทางการเมือง ทั้งสองประเทศมีพรรคประชาชนปฏิวัติลาว และพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเป็นสิ่งเชื่อมความสัมพันธ์และความร่วมมือ จนเวียดนามได้ชื่อว่าเป็น “พี่ใหญ่” ที่ทรงอิทธิพลทางการเมืองในภูมิภาคอินโดจีน (ลาว กัมพูชา และเวียดนาม) ซึ่งทั้งสามประเทศมีสิ่งที่เรียกว่า “สนธิสัญญาพิเศษ” (Special Treaty) 2 ฉบับที่สำคัญ ได้แก่ 1) สนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพและความร่วมมือ (Treaty of Amity and…

จีนกับรัสเซียลาดตระเวนทางอากาศในทะเลตะวันออก

ความร่วมมือด้านการทหารระหว่างจีนกับรัสเซียยังคงใกล้ชิดและมีการฝึกร่วมกัน โดยกองทัพจีนกับรัสเซียจัดการฝึกร่วมเพื่อลาดตระเวนทางอากาศเหนือน่านฟ้าทะเลจีนตะวันออก และมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ประจำปี 2568 หรือการฝึกเชิงยุทธศาสตร์ครั้งที่ 10 เมื่อ 9 ธันวาคม 2568 โดยฝ่ายจีนส่งเครื่องบินรบหลายรุ่นเข้าร่วม เช่น เครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น H-6K bomber เครื่องบินรบรุ่น Su-30 และ J-16 และเครื่องบินตรวจการณ์และควบคุมทางอากาศรุ่น KJ-500A ส่วนรัสเซียส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์รุ่น Tu-95 และเครื่องบินควบคุมทางอากาศรุ่น A-50 เข้าร่วมการฝึก การฝึกร่วมดังกล่าวเป็นไปเพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามของทั้ง 2 ประเทศ ให้มีความพร้อมและปฏิบัติการร่วมกันได้อย่างราบรื่น และส่งเสริมความไว้วางใจระหว่างกองทัพจีนและรัสเซีย ประกอบกับเป็นการแสดงให้นานาชาติเห็นว่า จีนกับรัสเซียยังคงมีความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและสนับสนุนความมั่นคงระหว่างกัน ในห้วงที่นานาชาติกำลังกดดันรัสเซียให้ยุติสงครามในยูเครน แม้ว่าการฝึกลาดตระเวนร่วมดังกล่าวจะเป็นไปตามกำหนดการและเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ทำให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกหวาดระแวงและมีความเคลื่อนไหวในลักษณะป้องปรามจีนและรัสเซีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยมีรายงานเมื่อ 10 ธันวาคม 2568 ว่า เกาหลีใต้และญี่ปุ่นส่งเครื่องบินรบปฏิบัติการลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าในห้วงเวลาที่จีนและรัสเซียฝึกร่วมกัน โดยเกาหลีใต้ระบุว่าเครื่องบินของรัสเซียกับจีนรุกล้ำเขตน่านฟ้าของเกาหลีใต้ หรือ KADIZ โดยไม่ได้ขออนุญาต เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ดังนั้น กองทัพเกาหลีใต้จำเป็นต้องส่งเครื่องบินรบขึ้นไปเตรียมความพร้อมและรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นมาตรการเชิงยุทธวิธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นระบุว่าจำเป็นต้องติดตามความเคลื่อนไหวของจีนและรัสเซียอย่างใกล้ชิด รวมทั้งส่งเครื่องบินรบขึ้นไปปฏิบัติการตามมาตรการปกป้องน่านฟ้าจากการรุกล้ำและภัยคุกคาม…

ความเสียหาย รวมทั้งท่าทีสหรัฐฯ จีนต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เมื่อ 9-10 ธันวาคม 2568 เน้นท่าทีของรัฐบาลต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ความเสียหายที่เกิดขึ้น ความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ และสาเหตุของการปะทะครั้งนี้ สื่อยังให้ความสนใจท่าทีของผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ ฝ่ายไทย คือ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา คือ สมเด็จฯ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภา ประธานพรรคประชาชนกัมพูชา (พรรครัฐบาล) และอดีตผู้นำประเทศ  ต่างฝ่ายต่างย้ำว่าจำเป็นต้องปฏิบัติการทางทหารเพื่อป้องกันความปลอดภัยของประชาชนและกำจัดภัยคุกคามของชาติ จากข้อสังเกตการรายงานของสื่อต่างประเทศ พบว่าฝ่ายกัมพูชาเน้นการเปิดเผยข้อมูลความสูญเสีย มีพลเรือนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากจากการปฏิบัติการทางทหารของไทย ขณะที่ฝ่ายไทยรายงานว่า มีทหารเสียชีวิต 4 นาย และได้รับบาดเจ็บ 68 ราย ปัจจุบันต่างประเทศมีข้อมูลว่า ฝ่ายไทยอพยพประชาชนมากกว่า 400,000 คน และมีศูนย์พักพิงชั่วคราวมากกว่า 500 แห่งในพื้นที่ 4 จังหวัดที่มีพรมแดนติดกับกัมพูชา ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาอพยพประชาชนประมาณ 55,000 คน ส่วนประเด็นความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางไปไทยและกัมพูชาจำนวนมากในช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ สื่อยุโรปรายงานเกี่ยวกับเหตุปะทะเกิดขึ้นบริเวณพรมแดน รวมทั้งให้ระมัดระวังการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของชาวยุโรป ซึ่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงด้วย เช่น เกาะช้าง เกาะหมาก…