ฝรั่งเศสและเยอรมนีคัดค้านนโยบายต่างประเทศของผู้นำสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสและประธานาธิบดีฟรังค์-วัลเทอร์ ชไตน์ไมเออร์ ของเยอรมนี เมื่อ 8 มกราคม 2569 แสดงความคิดเห็นต่อนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เชิงลบ เพราะไม่เห็นด้วยกับกรณีผู้นำสหรัฐฯ ประกาศจะถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศและความร่วมมือต่าง ๆ ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงทำให้โลกตกอยู่ในการควบคุมของกลุ่มโจร (robbers den) ตลอดจนทำให้ระเบียบโลกถูกทำลาย เพราะที่ผ่านมา สหรัฐฯ เป็นประเทศมหาอำนาจที่มีพลังและเป็นผู้กำหนดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ปัจจุบัน มหาอำนาจกลับดำเนินนโยบายที่สร้างความแตกแยก ด้วยการหันหลังให้พันธมิตรและกฎหมาย รวมทั้งสถาบันและความร่วมมือระดับพหุภาคี ด้านประธานาธิบดีของเยอรมนีเรียกร้องให้ทั่วโลกช่วยกันรักษาระเบียบโลก รวมทั้งหลักคิดประชาธิปไตยต่อไป ท่าทีของผู้นำฝรั่งเศสและเยอรมนีมีขึ้นในช่วงที่ผู้นำทั้ง 2 กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมภายในประเทศ ซึ่งเป็นท่าทีที่สอดคล้องกัน สะท้อนว่า ฝรั่งเศสและเยอรมนีกังวลกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ที่สหรัฐฯ วิจารณ์สถานการณ์ด้านความมั่นคงในยุโรปในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ว่าเป็นปัญหาที่ยุโรปจะต้องแก้ไขเอง ประกอบกับต้นปี 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งปฏิบัติการบุกโจมตีเวนซุเอลา ขู่ว่าต้องการครอบครองกรีนแลนด์ และประกาศถอนตัวสหรัฐฯ ออกจากการเป็นสมาชิกความร่วมมือระดับพหุภาคีหลายองค์กร ทั้งนี้ ผลการสำรวจความเห็นของชาวเยอรมนีส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76 มีมุมมองว่าสหรัฐฯ ไม่ใช่พันธมิตรที่เยอรมนีพึ่งพาได้อีกต่อไป คาดว่าปัจจุบันประเทศในยุโรปกังวลกับท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ เพราะนอกจากจะบั่นทอนความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ -ยุโรปแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือของยุโรปเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากรัสเซียด้วย เพราะสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะไม่สนับสนุนงบประมาณในระยะยาว หากไม่เป็นประโยชน์ต่อชาวอเมริกัน…

ชาวอเมริกันต่อต้านความรุแรงในการกวาดล้างผู้อพยพของผู้นำสหรัฐฯ

กรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ใช้อาวุธต่อกลุ่มผู้ประท้วง ทำให้ชาวอเมริกันในเมือง Minneapolis รัฐมินเนโซตา สหรัฐฯ รวมตัวกันชุมนุมประท้วงและแสดงออกว่าไม่พอใจกรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (Immigration and Customs Enforcement- ICE) ของสหรัฐฯ ก่อเหตุยิงนาง Renee Nicole Good สตรีชาวอเมริกันวัย 37 ปี ทำให้เสียชีวิต  เจ้าหน้าที่ ICE อ้างว่านาง Renee Nicole Good เป็นผู้ประท้วงต่อต้านกฎหมายผู้อพยพของสหรัฐฯ และเป็นผู้ก่อเหตุขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และก่อเหตุรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ด้วยการขับรถยนต์พุ่งชน กรณีดังกล่าวทำให้เกิดกระแสไม่พอใจและวิจารณ์ว่าเจ้าหน้าที่ ICE ทำเกินกว่าเหตุ สร้างความหวาดกลัว และอาจเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้นโยบายปราบปรามและควบคุมผู้อพยพของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญการคัดค้านมากขึ้น  ขณะที่ผู้ว่าการรัฐมินเนโซตาไม่พอใจบทบาทและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ICE เพราะเป็นอันตรายและภัยคุกคามต่อความปลอดภัยสาธารณะ ด้านกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ซึ่งควบคุมดูแลปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ICE ระบุว่าเหตุดังกล่าว เกิดขึ้นระหว่างที่เจ้าหน้าที่ยกระดับการปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายในสหรัฐฯ ชื่อว่า Operation Metro Surge โดยมีเจ้าหน้าที่ ICE จำนวน 2,000 นาย สำหรับกลุ่มเป้าหมาย…

ซีเรียเผชิญความรุนแรง กองทัพปะทะกลุ่มติดอาวุธ SDF

รัฐบาลซีเรียเผชิญความท้าทายด้านการควบคุมสถานการณ์ความมั่นคงในเมือง Aleppo เมืองสำคัญทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ หลังจากกลุ่มกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย ((Syrian Democratic Forces – SDF) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ด ปะทะกับกองทัพซีเรียอย่างรุนแรง ส่งผลให้รัฐบาลเมือง Aleppo ต้องประกาศมาตรการฉุกเฉินและสั่งให้ประชาชนมากกว่า 100,000 คนอพยพออกจากเมืองไปยังพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากการประทะที่ผ่านมาทำให้มีประชาชนเสียชีวิตแล้ว 22 คน และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 170 คน สาเหตุที่กลุ่ม SDF ปะทะกับกองทัพรัฐบาลซีเรียอย่างตึงเครียด เป็นเพราะไม่พอใจกระบวนการเจรจาเพื่อให้กลุ่ม SDF มีบทบาททางการเมืองตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เนื่องจากกลุ่ม SDF เป็นกองกำลังที่มีอิทธิพลในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศ อย่างไรก็ตาม นาย Mazloum Abdi หรือ Mazloum Kobani ผู้บัญชาการกลุ่ม SDF ปฏิเสธว่าเป็นฝ่ายเริ่มการโจมตี และให้ความเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการเจรจาทางการเมือง พร้อมระบุว่า กองทัพซีเรียเพิ่มการควบคุมและอิทธิพลในพื้นที่ของกลุ่ม SDF ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีมุมมองว่ารัฐบาลซีเรียควรเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการและบริหารความสัมพันธ์กับกลุ่มติดอาวุธในประเทศ เพราะกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ มีอิทธิพลมาก และมีแนวทางชัดเจนว่าไม่ต้องการวางอาวุธ ดังนั้น กระบวนการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงและการเมืองของซีเรีย ควรร่วมมือและสร้างความไว้วางใจกับกองกำลังต่าง ๆ…

ในปี 2569 วิกฤตในเยเมนสะเทือนเอกภาพชาติอาหรับ

สถานการณ์ด้านความมั่นคงในเยเมน ประเทศในตะวันออกกลาง กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต หลังจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในเยเมน หรือ Southern Transitional Council (STC) ประกาศเมื่อต้นปี 2569 ว่าต้องการจัดการลงประชามติเพื่อแยกเป็นอิสระ จากรัฐบาลเยเมน ซึ่งปัจจุบันได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย การประกาศเจตจำนงและความมุ่งหวังทางการเมืองดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่าง STC กับรัฐบาลเยเมน แต่สถานการณ์นี้มีความซับซ้อน เพราะทั้ง STC และรัฐบาลเยเมน มีมหาอำนาจในภูมิภาคหรือชาติอาหรับขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลัง คือ STC ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ส่วนรัฐบาลเยเมน ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย …เท่ากับว่า ความวุ่นวายทางการเมืองและความแตกแยกในเยเมน จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกลุ่มอาหรับด้วย รัฐบาลเยเมนยังไม่ยอมรับคำประกาศของกลุ่ม STC แต่เสนอให้มีการประชุมเจรจากันก่อน โดยขอให้ซาอุอีอาระเบียเข้าไปมีบทบาทในฐานะประเทศตัวกลางการประชุม อย่างไรก็ตาม กลุ่ม STC ปฏิเสธเข้าร่วมการประชุม โดยปฏิบัติการทางทหารยึดพื้นที่ทางตอนใต้ และพร้อมจะยึดจังหวัด Hadramaut และจังหวัด Al-Mahra ซึ่งมีพรมแดนติดกับซาอุดีอาระเบีย มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศเยเมน และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ คืนจากรัฐบาลเยเมนด้วย ซึ่งการต่อสู้ในจังหวัด Hadramaut ทางตะวันออกของเยเมน มีความสำคัญอย่างมาก ทั้งกลุ่ม STC…

กัมพูชาฉลองเนื่องในวันครบรอบชัยชนะเหนือกลุ่มเขมรแดง

รัฐบาลและประชาชนชาวกัมพูชาใน 7 มกราคม 2569 ฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 47 ปี วันที่ได้รับชัยชนะเหนือกลุ่มเขมรแดง นำไปสู่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา พร้อมยกย่องบทบาทของกลุ่มแนวร่วมสามัคคีสงเคราะห์ชาติกัมพูชา หรือ Kampuchean United Front for National Salvation (KUFNS) องค์กรที่ก่อตั้งโดยชาวกัมพูชาเพื่อปลดปล่อยชาวกัมพูชาจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พร้อมกันนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้กล่าวถึงบทบาทการสนับสนุนจากเวียดนาม ที่ช่วยเหลือ KUFNS ในการโค่นล้มอำนาจของกลุ่มเขมรแดงด้วย สมเด็จฯฮุนเซน ประธานวุฒิสภาและผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองของกัมพูชา ใช้โอกาสการเฉลิมฉลองครั้งนี้กล่าวถึงความยากลำบากของประชาชนและประเทศชาติในช่วงที่พล พต อดีตผู้นำกัมพูชาปกครองประเทศด้วยการกดขี่ข่มเหง และกำจัดผู้เห็นต่างทางการเมืองด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชน จากนั้นก็ยกย่องบทบาทของขบวนการ KUFNS ที่เสียสละเพื่อประชาชนชาวกัมพูชา โดยมีเวียดนาม เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ช่วยเหลือเป็นอย่างดี ดังนั้น ชาวกัมพูชาจะไม่ลืมประวัติศาสตร์ดังกล่าว นอกจากนี้ สมเด็จฯฮุนเซนยังระบุด้วยว่า  7 มกราคม 2522 เป็นหมุดหมายสำคัญให้กัมพูชาเริ่มฟื้นตัวจากภาวะสงคราม มีอิสรภาพ เสรีภาพ และประชาธิปไตย รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) สมเด็จฯฮุนเซนยังกล่าวถึงบทบาทสำคัญของพรรค CPP ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเน็ต ว่าทำให้กัมพูชาประสบความสำเร็จหลายประการ โดยเฉพาะมีความคืบหน้าในการดำเนินยุทธศาสตร์ห้าเหลี่ยม (Pentagonal…

ซาอุดีอาระเบียโจมตีพื้นที่ตอนใต้ของเยเมน ก่อนการเจรจายุติความขัดแย้ง

สถานการณ์ด้านความมั่นคงในเยเมนไม่แน่นอนและตึงเครียด หลังจากมีรายงานเมื่อ 7 มกราคม 2569 ว่า กองทัพซาอุดีอาระเบีย ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลเยเมน ปฏิบัติการโจมตีพื้นที่ตอนใต้ของเยเมน เพื่อหวังทำลายขีดความสามารถในการสู้รบของกลุ่มติดอาวุธ Southern Transitional Council (STC) ซึ่งเคลื่อนไหวและมีอิทธิพลอยู่ในพื้นที่ตอนใต้ของเยเมน ทั้งนี้ การโจมตีดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคต่อการสร้างบรรยากาศความมั่นคงในเยเมน รวมทั้งความพยายามของรัฐบาลเยเมนที่จะประชุมหารือกับผู้นำกลุ่ม STC เพื่อหาแนวทางอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าปัจจุบัน นาย Aidarous al-Zubaidi ผู้นำของกลุ่ม STC เดินทางไปต่างประเทศแล้ว ด้านผู้นำรัฐบาลเยเมนก็ประกาศให้นาย Aidarous al-Zubaidi มีสถานะเป็นกบฏ เป็นสัญญาณว่าการประชุมเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายอาจไม่เกิดขึ้น แต่การที่นาย Aidarous al-Zubaidi ออกนอกประเทศ อาจเป็นโอกาสให้รัฐบาลเยเมน ร่วมกับซาอุดีอาระเบีย ยกระดับการปราบปรามอิทธิพลของกลุ่ม STC ควบคู่กับเร่งสร้างความมั่นคงในประเทศ ความไม่แน่นอนในเยเมน ประกอบกับซาอุดีอาระเบียมีแนวโน้มจะขยายปฏิบัติการทางทหารเพื่อปราบปรามกองกำลังของกลุ่ม STC อาจะทำให้บรรยากาศความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทวีความตึงเครียด เพราะในขณะที่ซาอุดีอาระเบียสนับสนุนรัฐบาลเยเมน แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) ให้การสนับสุนกลุ่ม STC มาโดยตลอด…

จีนจะคว่ำบาตรการส่งออกไปญี่ปุ่น ตอบโต้กรณีแทรกแซงไต้หวัน

กระทรวงพาณิชย์จีนเมื่อ 6 มกราคม 2569 ประกาศจะใช้มาตรการคว่ำบาตรการส่งออกสินค้าประเภท dual-use หรือสินค้าที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และการทหาร ไปญี่ปุ่น เพื่อตอบโต้ที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีถ้อยแถลงแข็งกร้าวต่อประเด็นไต้หวัน นอกจากนี้ มาตรการคว่ำบาตรการส่งออกสินค้าดังกล่าวจะทำให้จีนเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของชาติได้ เพราะต่อจากนี้ จีนจะไม่ส่งสินค้าที่ญี่ปุ่นอาจนำไปใช้ในการพัฒนาและเพิ่มพูนขีดความสามารถด้านการทหารของกองทัพ ทั้งนี้ จีนยังไม่เปิดเผยรายการสินค้าประเภท dual-use ที่จะห้ามส่งออกไปญี่ปุ่น แต่มาตรการดังกล่าวจะรวมทั้งสินค้า บริการ และเทคโนโลยีที่เป็นกลุ่ม dual-use เช่น แร่แรร์เอิร์ธ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนเครื่องบินและอากาศยาน เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ และเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นคัดค้านมาตรการดังกล่าวและมีถ้อยแถลงให้จีนยกเลิกมาตรการนี้ โดยวิจารณ์ว่ามาตรการคว่ำบาตรการส่งออกของจีนไม่สอดคล้องกับหลักปฏิบัติระหว่างประเทศ ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นนำเข้าแร่แรร์เอิร์ธจากจีนประมาณร้อยละ 63 จากการนำเข้าทั้งหมด และเห็นว่าการที่จีนสั่งห้ามส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทาง   ไปยังญี่ปุ่นครั้งนี้ มุ่งเป้าเฉพาะญี่ปุ่น แตกต่างอย่างมากจากแนวปฏิบัติสากล นักวิเคราะห์ประเมินว่าหากจีนจำกัดการส่งออกแร่หายากเป็นเวลา 3 เดือน เช่นเดียวกับเมื่อปี 2553 จะสร้างความเสียหายให้ภาคธุรกิจญี่ปุ่นประมาณ 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นมีถ้อยแถลงเมื่อ พฤศจิกายน 2568 ว่าหากจีนโจมตีไต้หวัน จะเท่ากับเป็นสถานการณ์ที่คุกคามญี่ปุ่นด้วย ดังนั้น ญี่ปุ่นอาจใช้มาตรการด้านการทหารเพื่อตอบสนองต่อสถานการณดังกล่าว ท่าทีครั้งนั้นทำให้จีนไม่พอใจที่ญี่ปุ่นแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความมั่นคงและบูรณภาพแห่งดินแดนของจีน จากนั้นเป็นต้นมา…

แนวคิดจักวรรดินิยมของผู้นำสหรัฐฯ คุกคามโคลอมเบีย อิหร่าน และกรีนแลนด์

เหตุการณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สั่งทหารบุกไปจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาถึงในเมืองหลวงของประเทศ เมื่อ 3 มกราคม 2569 ทำให้ผู้นำประเทศอื่น ๆ ที่มีนโยบายขัดแย้งกับสหรัฐฯ รู้สึกไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้ที่มีที่ตั้งใกล้กับสหรัฐฯ จึงมีปัจจัยเสี่ยงว่าจะเผชิญชะตากรรมเหมือนผู้นำเวเนซุเอลา นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงผู้นำในละตินอเมริกาเท่านั้นที่วิตกเกี่ยวกับปฏิบัติการบุกไปลักพาตัวผู้นำต่างประเทศของสหรัฐฯ เพราะผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวพาดพิงถึงสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอนในประเทศอื่น ๆ รวมทั้งความคาดหวังที่จะเข้าไป “ครอบครอง” ทรัพยากรในดินแดนอื่น ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันนักวิเคราะห์ให้ความสนใจกับแนวคิดในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของผู้นำสหรัฐฯ ที่อาจกลับไปใช้รูปแบบการขยายอิทธิพลแบบจักวรรดินิยม หรือ imperialism ในภูมิภาคอเมริกาใต้มากขึ้น รวมทั้งใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ในเวเนซุเอลา เพื่อข่มขู่ผู้นำประเทศอื่น ๆ ว่าสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือด้านการข่าวกรองและการทหารที่พร้อมเปลี่ยนแปลงการเมืองในต่างประเทศได้ แม้นานาชาติจะกังวลกับปฏิบัติการของสหรัฐฯ และบางส่วนประณามเหตุการณ์นี้ แต่ยังไม่มีประเทศใด หรือองค์กรระหว่างประเทศออกมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ สะท้อนว่ายังไม่มีแรงกดดันจากนานาชาติที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ ได้เลย แม้กระทั่งรัสเซียที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของผู้นำเวเนซุเอลาที่ถูกควบคุมตัวไป ก็มีเพียงการประณามปฏิบัติการของสหรัฐฯ แต่ไม่มีมาตรการตอบโต้ที่เป็นรูปธรรม ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่ารัสเซียอาจได้ประโยชน์ เพราะประเด็นนี้ทำให้ทั่วโลกหันเหความสนใจไปจากสงครามในยูเครน และอาจเป็นเหตุผลให้รัสเซียลองทำปฏิบัติการในลักษณะเดียวกันเช่นสหรัฐฯ กับผู้นำยูเครนก็ได้ ขณะที่จีน แม้มีท่าทีแข็งกร้าว แต่ก็เพียงประกาศปกป้องคุมครองผลประโยชน์ของตนที่เข้าไปลงทุนในเวเนซุเอลา ผู้นำประเทศที่ออกมาป้องปรามสหรัฐฯ ไม่ให้ปฏิบัติการในลักษณะเดียวกันกับเวเนซุเอลา จะเป็นประเทศที่รู้ตัวว่าตกเป็นเป้าหมายของสหรัฐฯ  เช่น โคลอมเบีย  ประธานาธิบดีทรัมป์วิจารณ์ผู้นำโคลัมเบียอย่างชัดเจนว่าเป็นผู้นำที่ “ป่วย”…

จีนกับเกาหลีใต้จะขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรม

สื่อมวลชนจีนรายงานเมื่อ 5 มกราคม 2569 เกี่ยวกับแนวโน้มการขยายความร่วมมือระหว่างจีนกับเกาหลีใต้ หลังจากที่ผู้นำทั้ง 2 ประเทศพบหารือกันเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์เมื่อต้นปี 2569 โดยสื่อรายงานว่า จีนกับเกาหลีใต้จัดการประชุมในกรอบ China-South Korea Business Forum ที่กรุงปักกิ่ง มีผู้แทนระดับสูงของทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วม และเป็นสัญญาณที่ดีว่าบริษัทชั้นนำของจีนและเกาหลีใต้จะเพิ่มพูนความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนในธุรกิจด้านเทคโนโลยี และวัฒนธรรมระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในลักษณะ win-win cooperation ระหว่างนักธุรกิจของทั้ง 2 ประเทศ โดยกิจกรรมครั้งนี้มีผู้แทนจากรัฐบาลและบริษัทของจีนและเกาหลีใต้เข้าร่วมประมาณ 400 คน รวมทั้งผู้แทนจากบริษัทชั้นนำของเกาหลีใต้ ได้แก่ Samsung Electronics, Hyundai Motor Group และ LG Group การประชุม Business Forum จัดโดยสภาส่งเสริมการค้าของจีน (CCPIT) และหอการค้าและอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ (KCCI) เป็นการประชุมร่วมกันครั้งแรก โดยเน้นประเด็นนวัตกรรมด้านการผลิตในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงปลอดภัย เพราะเป็นผลประโยชน์ร่วมของทั้งจีนและเกาหลีใต้ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมและการส่งออกเทคโนโลยีสมัยใหม่ นอกจากนี้ การประชุมดังกล่าวยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการและนักธุรกิจแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนาสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง ชีวการแพทย์…

ความคืบหน้ากรณีสหรัฐฯ – เวเนซุเอลา

กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ สั่งปฏิบัติการบุกเข้าไปควบคุมตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาและภริยาเมื่อ 3 มกราคม 2568 เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีค้ายาเสพติดในศาลนครนิวยอร์ก ปัจจุบันยังคงมีพัฒนาการที่น่าสนใจ ทั้งความเคลื่อนไหวในเวเนซุเอลาที่ต้องเร่งรักษาบรรยากาศด้านความมั่นคง และขั้นตอนต่อไปของสหรัฐฯ ที่ผู้นำสหรัฐฯ จะหารือกับบริษัทน้ำมันรายใหญ่ในประเทศ เพื่อให้พร้อมเข้าไป “บริหารจัดการ” น้ำมันในเวเนซุเอลา   ซึ่งผู้บริหารของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Exxon Mobil, ConocoPhillips และ Chevronจะเข้าร่วมการหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์  ปัจจุบัน บริษัท Chevron เป็นบริษัทเดียวที่เข้าไปลงทุนในแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลา โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เชื่อมั่นว่า บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ พร้อมและต้องการเข้าไปบริหารทรัพยากรธรรมชาติในเวเนซุเอลา แม้ว่าจะเริ่มปรากฏกระแสวิจารณ์ว่า การส่งบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เข้าไปในเวเนซุเอลาอาจไม่ได้ทำกำไรได้รวดเร็ว หรือคุ้มค่าที่จะเสี่ยงเข้าไปลงทุน เพราะโครงสร้างพื้นฐานของเวเนซุเอลาอาจไม่เอื้อให้ลงทุน นอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองของเวเนซุเอลายังไม่แน่นอน และรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยังไม่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรกน้ำมันเวเนซุเอลา ชาวอเมริกันจำนวน 1 ใน 3 ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการบุกไปจับตัวผู้นำเวเนซุเอลา จากผลสำรวจความคิดเห็นเมื่อ 5 มกราคม 2568 และไม่เห็นด้วยกับการให้รัฐบาลสหรัฐฯ ปกครองเวเนซุเอลาแทน แต่ผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันร้อยละ 65…