แนวคิดจักวรรดินิยมของผู้นำสหรัฐฯ คุกคามโคลอมเบีย อิหร่าน และกรีนแลนด์

เหตุการณ์ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สั่งทหารบุกไปจับตัวผู้นำเวเนซุเอลาถึงในเมืองหลวงของประเทศ เมื่อ 3 มกราคม 2569 ทำให้ผู้นำประเทศอื่น ๆ ที่มีนโยบายขัดแย้งกับสหรัฐฯ รู้สึกไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้ที่มีที่ตั้งใกล้กับสหรัฐฯ จึงมีปัจจัยเสี่ยงว่าจะเผชิญชะตากรรมเหมือนผู้นำเวเนซุเอลา นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงผู้นำในละตินอเมริกาเท่านั้นที่วิตกเกี่ยวกับปฏิบัติการบุกไปลักพาตัวผู้นำต่างประเทศของสหรัฐฯ เพราะผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวพาดพิงถึงสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอนในประเทศอื่น ๆ รวมทั้งความคาดหวังที่จะเข้าไป “ครอบครอง” ทรัพยากรในดินแดนอื่น ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันนักวิเคราะห์ให้ความสนใจกับแนวคิดในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของผู้นำสหรัฐฯ ที่อาจกลับไปใช้รูปแบบการขยายอิทธิพลแบบจักวรรดินิยม หรือ imperialism ในภูมิภาคอเมริกาใต้มากขึ้น รวมทั้งใช้ประโยชน์จากเหตุการณ์ในเวเนซุเอลา เพื่อข่มขู่ผู้นำประเทศอื่น ๆ ว่าสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือด้านการข่าวกรองและการทหารที่พร้อมเปลี่ยนแปลงการเมืองในต่างประเทศได้ แม้นานาชาติจะกังวลกับปฏิบัติการของสหรัฐฯ และบางส่วนประณามเหตุการณ์นี้ แต่ยังไม่มีประเทศใด หรือองค์กรระหว่างประเทศออกมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ สะท้อนว่ายังไม่มีแรงกดดันจากนานาชาติที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายของสหรัฐฯ ได้เลย แม้กระทั่งรัสเซียที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดของผู้นำเวเนซุเอลาที่ถูกควบคุมตัวไป ก็มีเพียงการประณามปฏิบัติการของสหรัฐฯ แต่ไม่มีมาตรการตอบโต้ที่เป็นรูปธรรม ทำให้นักวิเคราะห์เชื่อว่ารัสเซียอาจได้ประโยชน์ เพราะประเด็นนี้ทำให้ทั่วโลกหันเหความสนใจไปจากสงครามในยูเครน และอาจเป็นเหตุผลให้รัสเซียลองทำปฏิบัติการในลักษณะเดียวกันเช่นสหรัฐฯ กับผู้นำยูเครนก็ได้ ขณะที่จีน แม้มีท่าทีแข็งกร้าว แต่ก็เพียงประกาศปกป้องคุมครองผลประโยชน์ของตนที่เข้าไปลงทุนในเวเนซุเอลา ผู้นำประเทศที่ออกมาป้องปรามสหรัฐฯ ไม่ให้ปฏิบัติการในลักษณะเดียวกันกับเวเนซุเอลา จะเป็นประเทศที่รู้ตัวว่าตกเป็นเป้าหมายของสหรัฐฯ  เช่น โคลอมเบีย  ประธานาธิบดีทรัมป์วิจารณ์ผู้นำโคลัมเบียอย่างชัดเจนว่าเป็นผู้นำที่ “ป่วย”…

จีนกับเกาหลีใต้จะขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรม

สื่อมวลชนจีนรายงานเมื่อ 5 มกราคม 2569 เกี่ยวกับแนวโน้มการขยายความร่วมมือระหว่างจีนกับเกาหลีใต้ หลังจากที่ผู้นำทั้ง 2 ประเทศพบหารือกันเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์เมื่อต้นปี 2569 โดยสื่อรายงานว่า จีนกับเกาหลีใต้จัดการประชุมในกรอบ China-South Korea Business Forum ที่กรุงปักกิ่ง มีผู้แทนระดับสูงของทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วม และเป็นสัญญาณที่ดีว่าบริษัทชั้นนำของจีนและเกาหลีใต้จะเพิ่มพูนความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนในธุรกิจด้านเทคโนโลยี และวัฒนธรรมระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในลักษณะ win-win cooperation ระหว่างนักธุรกิจของทั้ง 2 ประเทศ โดยกิจกรรมครั้งนี้มีผู้แทนจากรัฐบาลและบริษัทของจีนและเกาหลีใต้เข้าร่วมประมาณ 400 คน รวมทั้งผู้แทนจากบริษัทชั้นนำของเกาหลีใต้ ได้แก่ Samsung Electronics, Hyundai Motor Group และ LG Group การประชุม Business Forum จัดโดยสภาส่งเสริมการค้าของจีน (CCPIT) และหอการค้าและอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ (KCCI) เป็นการประชุมร่วมกันครั้งแรก โดยเน้นประเด็นนวัตกรรมด้านการผลิตในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงปลอดภัย เพราะเป็นผลประโยชน์ร่วมของทั้งจีนและเกาหลีใต้ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยอุตสาหกรรมและการส่งออกเทคโนโลยีสมัยใหม่ นอกจากนี้ การประชุมดังกล่าวยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการและนักธุรกิจแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนาสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง ชีวการแพทย์…

ความคืบหน้ากรณีสหรัฐฯ – เวเนซุเอลา

กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ สั่งปฏิบัติการบุกเข้าไปควบคุมตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลาและภริยาเมื่อ 3 มกราคม 2568 เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีค้ายาเสพติดในศาลนครนิวยอร์ก ปัจจุบันยังคงมีพัฒนาการที่น่าสนใจ ทั้งความเคลื่อนไหวในเวเนซุเอลาที่ต้องเร่งรักษาบรรยากาศด้านความมั่นคง และขั้นตอนต่อไปของสหรัฐฯ ที่ผู้นำสหรัฐฯ จะหารือกับบริษัทน้ำมันรายใหญ่ในประเทศ เพื่อให้พร้อมเข้าไป “บริหารจัดการ” น้ำมันในเวเนซุเอลา   ซึ่งผู้บริหารของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Exxon Mobil, ConocoPhillips และ Chevronจะเข้าร่วมการหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์  ปัจจุบัน บริษัท Chevron เป็นบริษัทเดียวที่เข้าไปลงทุนในแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลา โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เชื่อมั่นว่า บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ พร้อมและต้องการเข้าไปบริหารทรัพยากรธรรมชาติในเวเนซุเอลา แม้ว่าจะเริ่มปรากฏกระแสวิจารณ์ว่า การส่งบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เข้าไปในเวเนซุเอลาอาจไม่ได้ทำกำไรได้รวดเร็ว หรือคุ้มค่าที่จะเสี่ยงเข้าไปลงทุน เพราะโครงสร้างพื้นฐานของเวเนซุเอลาอาจไม่เอื้อให้ลงทุน นอกจากนี้ สถานการณ์ทางการเมืองของเวเนซุเอลายังไม่แน่นอน และรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยังไม่ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรกน้ำมันเวเนซุเอลา ชาวอเมริกันจำนวน 1 ใน 3 ไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการบุกไปจับตัวผู้นำเวเนซุเอลา จากผลสำรวจความคิดเห็นเมื่อ 5 มกราคม 2568 และไม่เห็นด้วยกับการให้รัฐบาลสหรัฐฯ ปกครองเวเนซุเอลาแทน แต่ผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันร้อยละ 65…

ทำไม ? สหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา

เพราะอะไรสหรัฐฯ จึงปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา เหตุผล คือ ปราบปรามยาเสพติดที่มีผู้นำเวเนซุเอลาเกี่ยวข้อง หรือเพื่อจะครอบครองทรัพยากรน้ำมัน หรือ….. เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจีนในภูมิภาคละตินอเมริกา บทความนี้ น่าจะพอให้คำตอบได้บ้าง….. แผนการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่อการบุกไปควบคุมตัวผู้นำเวเนซุเอลาเมื่อ 3 มกราคม 2569 ไม่ได้เริ่มกระทันหัน แต่เตรียมการมานานหลายเดือน โดยสหรัฐฯ เริ่มด้วยการโจมตีเรือของเวเนซุเอลาในทะเลแคริเบียนและแปซิฟิกตะวันออกอย่างต่อเนื่อง กองทัพสหรัฐฯ เพิ่มจำนวนเรือและเครื่องบินรบในภูมิภาค ที่พร้อมจะโจมตีละตินอเมริกาได้ตลอดเวลา เหตุผลที่สหรัฐฯ บอกกับประชาคมโลกในตอนนั้น คือ เพื่อสกัดกั้นและทำลายขบวนการค้ายาเสพติดและลักลอบค้าอาวุธ ที่ใช้การเดินทางด้วยเรือ หลบหนีการตรวจสอบและการจับกุม แต่สิ่งที่แตกต่างจากในอดีต คือ สหรัฐฯ เลือกใช้การโจมตีทำลายเรือขบวนการค้ายาเสพติด ไม่รอการควบคุมหรือยึดเรือเพื่อนำไปดำเนินการสอบสวนตามกฎหมายอีกต่อไป  รวมทั้งไม่หยุดการยิงโจมตีดังกล่าว แม้เวเนซุเอลาประกาศว่าพร้อมรับมือ เนื่องจากเป็นการละเมิดอธิปไตย และกฎหมายระหว่างประเทศ “ผู้นำสหรัฐฯ” คนปัจจุบัน คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปฏิบัติการบุกโจมตีเวเนซุเอลาเกิดขึ้นได้จริง เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำโลกในแบบที่ไม่ทำตามหลักการหรือวิธีการเดิม ๆ  ประกอบกับบุคคลใกล้ชิดของประธานาธิบดีทรัมป์ก็ค่อนข้างเป็นกลุ่มนักการเมืองสายเหยี่ยว (Hawkish) หรือนิยมใช้เครื่องมือทางการทหารเพื่อบริหารความมั่นคงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์คงคิดอย่างดีแล้วว่าคุ้มค่าจะถูกวิจารณ์ว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ กับการที่ได้แสดงให้โลกเห็นว่า สหรัฐฯ ยังมีพลังอำนาจมากพอที่จะทำอะไรก็ได้ในต่างประเทศ และได้โอกาสครอบครองแหล่งพลังงานของโลก ที่มีข้อมูลว่าเวเนซุเอลามีน้ำมันสำรองติดอันดับ…

สหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลา และจับตัวประธานาธิบดี

  สหรัฐฯ จับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา และภริยา และพาไปยังสหรัฐฯ แล้ว หลังจากเมื่อ  3 มกราคม 2569  สหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารโจมตีเป้าหมายพลเรือนและทหารในกรุงการากัส ซึ่งเป็นเมืองหลวง และเมืองอื่น ๆ  โดยมีระเบิดหลายครั้งในกรุงการากัส  รัฐบาลเวเนซุเอลาประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ  และได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ รวมทั้งระดมกำลัง เพื่อต่อต้านการรุกรานของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โพสต์ลงใน Truth Social เมื่อ 3 มกราคม 2569 ประกาศความสำเร็จในปฏิบัติการโจมตีต่อเวเนซุเอลา ซึ่งได้มีการคุมตัวประธานาธิบดีมาดูโร และภริยา พร้อมกับโพสต์รูปประธานาธิบดีมาดูโร ขึ้นจากบนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Iwo Jima ซึ่งต่อมาสื่อรายงานภาพประธานาธิบดีมาดูโรกำลังอยู่ที่สำนักงานยาเสพติดของสหรัฐฯ และจะถูกนำไปขึ้นศาลของสหรัฐฯ เพื่อพิจารณาคดีอย่างเร็วที่สุด ใน 5 มกราคม 2569 ในการแถลงข่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ Mar-a-Lago resort รัฐฟลอริดา พร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม…

สื่อต่างประเทศรายงานเชิงบวกให้กับกัมพูชากรณีไทยยึดดินแดน

สื่อต่างประเทศเมื่อ 2-4 มกราคม 2569 ไม่ได้มีการรายงานความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชามากนัก หลังการหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 เนื่องจากไปให้ความสำคัญกับการรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ แต่ในส่วนที่รายงาน เป็นการรายงานเชิงบวกให้กับกัมพูชา โดยอ้างท่าทีรัฐบาลกัมพูชาที่กำลังกระจายข่าวไปในเวทีระหว่างประเทศว่า ไทยยึดครองดินแดนในช่วงปะทะทางทหาร ซึ่งเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ  กัมพูชายังอ้างว่าได้ทำตามข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee-GBC) ไทย-กัมพูชา ที่จันทบุรี ในเรื่องข้อมูลข่าวสาร ด้วยการประกาศการควบคุมการรายงานของสื่อตนเองด้วย เพื่อให้ข่าวสารออกไปยังประชาคมโลกในทิศทางเดียวกัน สื่อกัมพูชาเมื่อ 3 มกราคม 2569 เผยแพร่ข่าวสารทางการจากรัฐบาลกัมพูชาที่แถลงต่อผู้สื่อข่าวว่าไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเขตแดนใด ๆ ที่เกิดขึ้นโดยกำลังทหาร และโจมตีประเด็นที่ไทยวางคอนเทนเนอร์ที่ติดธงไทย วางรั้วลวดหนาม และทำให้บ้านเรือนชาวกัมพูชาได้รับความเสียหาย กัมพูชาพร้อมจะนำประเด็นนี้เข้าสู่กระบวนการกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เมื่อ 2 มกราคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวสารของกัมพูชาก็ตอกย้ำข่าวสารในทิศทางเดียวกันไปยังเวทีระหว่างประเทศว่า ไทยผนวกดินแดน หลังการหยุดยิงด้วยการวางตู้คอนเทนเนอร์ และรั้วลวดหนาม ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า สื่อต่างประเทศไม่ได้มีการรายงานการชี้แจงของศูนย์แถลงข่าวร่วมไทย-กัมพูชา เมื่อ 3 มกราคม 2569 ที่กองทัพบกชี้แจงว่ากรณีกัมพูชากล่าวหาไทยดังกล่าวไม่ได้เป็นความจริง เนื่องจากดินแดนที่ยึดกลับมาเป็นของไทยก่อนหน้านี้ ด้านเว็บไซต์สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ /กรุงเทพฯ…

กัมพูชาชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ

ผู้นำระดับสูงของรัฐบาล และหน่วยงานทางเศรษฐกิจของกัมพูชาชี้ให้เห็นความจำเป็นในการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้ทิศทางในการประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องเมื่อต้น ธันวาคม 2568 ว่า การสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และทำให้ประเทศมีเสถียรภาพ จะทำให้ประเทศมีความยืดหยุ่น และอ่อนแอลดลง จากการเผชิญภัยคุกคามจากนอกประเทศ ที่ประชุมเน้นได้ย้ำความสำเร็จด้านเศรษฐกิจเมื่อปี 2568 และเตรียมพร้อมกับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจในปี 2569 ด้วยความเป็นหนึ่งเดียวของชาวกัมพูชา รวมทั้งความรักชาติ และความรับผิดชอบอย่างมืออาชีพ ที่ประชุมได้เปิดเผยตัวเลขการลงทุนในกัมพูชาเมื่อปี 2568 ว่า การดึงดูดโครงการลงทุน ทำให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในประเทศอย่างแข็งแกร่ง  การอนุมัติโครงการลงทุนมากกว่า 600 โครงการ สะท้อนความมั่นใจของนักลงทุนที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา  เจ้าหน้าที่ระดับสูงข้างต้นยังกระตุ้นเจ้าหน้าที่กัมพูชาให้ทำงานหนักขึ้นในปี 2569 เพื่อดึงดูดการลงทุนให้มากขึ้น และเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกับยืนยันเป้าหมายการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงของกัมพูชาภายในปี 2573 นอกจากนี้ ในการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชา เมื่อ 25 ธันวาคม 2568 ได้มีการประเมินเกี่ยวกับความคืบหน้าของความพยายามของรัฐบาลกัมพูชาในการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจทางชายฝั่งของกัมพูชา ที่จังหวัดพระสีหนุที่เรียกว่า โครงการ Special Program to Promote Investment in Preah Sihanouk Province (ปี 2567-2568) ซึ่งรัฐบาลเร่งสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในโครงการในพื้นที่ดังกล่าว โดยประธาน…

“ศูนย์ข้อมูล” สนามแข่งการลงทุนที่จะเข้มข้นขึ้นและโอกาสของไทย

ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้รับความนิยม รวมทั้งถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายและต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างพื้นฐานหรือองค์ประกอบต่าง ๆ ที่จะทำให้เกิดการพัฒนา AI ก็มีความสำคัญมากไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ “ศูนย์ข้อมูล” หรือ Data Center หรือสถานที่เก็บรักษาและมีระบบประมวลผลที่ช่วยให้ AI ทำงานได้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่หลากหลาย ดังนั้น ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากทั่วโลกจะได้เห็นการเติบโตของอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI แล้ว เรายังได้เห็นว่าบริษัทผู้ครอบครองเทคโนโลยี AI และคลังข้อมูลหลายแห่ง มีความต้องการขยายฐานการตั้งศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ที่มีพลังงานไฟฟ้ามากพอ และมีความมั่นคงปลอดภัยในเชิงกายภาพ เพื่อให้เป็นแหล่งทรัพยากรส่งเสริมการพัฒนา AI รวมทั้งช่วยให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (digital transformation) เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งระดับประเทศและระดับองค์กร ไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายแห่งได้ประกาศความมุ่งมั่นที่จะเป็นศูนย์กลาง data center ของภูมิภาค และนี่คือบทความที่จะเสนอแนะว่า ไทยยังมีโอกาสอีก หากยังรักษาบทบาทในแวดวงนี้ได้อย่างต่อเนื่องและจริงจังด้านการเตรียมพร้อม เพราะ “ศูนย์ข้อมูล” กำลังจะเป็นสนามการลงทุนที่ได้รับความสนใจ มีมูลค่ามหาศาล และมีความท้าทายที่ต้องพร้อมบริหารจัดการเช่นกัน ศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนา AI…

สื่อต่างประเทศนำเสนอบทบาทของจีนและสหรัฐฯ กรณีไทย-กัมพูชา

สื่อต่างประเทศเมื่อ 30-31 ธันวาคม 2568 ลดการรายงานสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชาอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังมีข้อมูลที่รายงานแล้ว ส่งเชิงลบต่อไทยอยู่  ได้แก่ การที่ไทยยังไม่ยอมส่งตัวเชลยศึกกัมพูชา จำนวน 18 คน โดยไทยอ้างว่า ยังมีโดรนของกัมพูชาละเมิดดินแดนไทยอยู่ ทั้งที่ฝ่ายกัมพูชาออกมายืนยันว่า ไม่ใช่ของกัมพูชา นอกจากนี้ ยังรายงานว่า ไทยไม่มีท่าทีตอบรับการประชุมคณะชายแดนไทยทั่วไป ที่กัมพูชาในต้นมกราคม 2569 ขณะที่สมเด็จฯ ฮุนเซนระบุว่า ต้องมีการเจรจาพื้นที่ที่ไทยยึดไปในการประชุมดังกล่าว เนื่องจากกัมพูชาไม่ยอมรับการยึดครองของไทย อย่างไรก็ดี มีประเด็นวิเคราะห์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทของจีน และสหรัฐฯ ในการเป็น “peacemaker”ในความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเน้นทิศทางไปที่แรงผลักดันของจีนมากกว่า โดยหยิบยกความสำเร็จของจีนที่สามารถทำให้รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย และกัมพูชาเดินทางไปหารือ 3 ฝ่าย ที่มณฑลยูนนานได้เมื่อ 28-29 ธันวาคม 2568 และสะท้อนให้เห็นวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของแนวทางของจีนที่ดำเนินนโยบายแบบเงียบ ๆ มาก่อนหน้านี้ ซึ่งบทบรรณาธิการของ The Global Times สื่อของจีน เมื่อ 29 ธันวาคม 2568 ระบุว่า แนวทางของจีนต่างกับแนวทางของตะวันตกที่ใช้เงื่อนไขทางการเมือง และผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้านสื่อกัมพูชานอกจากรายงานเชิงบวกถึงการชื่นชมจีนในบทบาทครั้งนี้แล้ว…

การทำลายอนุสาวรีย์ของชุมชนชาวจีนในปานามาอาจเป็นสัญญาณลดอิทธิพลจีน 

สื่อมวลชนจีนรายงานเมื่อ 30 ธันวาคม 2568 ว่า รัฐบาลจีนแสดงความห่วงกังวลกรณีรัฐบาลท้องถิ่นในปานามา สั่งทำลายอนุสาวรีย์ที่เป็นสัญลักษณ์ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างจีน-ปานามา และเป็นสัญลักษณ์ของชุมชนชาวจีนในปานามา โดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า แต่มีการเผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ที่แสดงให้เห็นการรื้อทำลายอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2547 เพื่อฉลองใช้ชุมชนชาวจีนที่ไปอยู่อาศัยในปานามานานกว่า 150 ปี และชาวจีนที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคลองปานามา โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งนี้ อนุสาวรีย์ดังกล่าวออกแบบในลักษณะสถาปัตยกรรมจีน ตั้งอยู่ในเมือง Panama City ใกล้กับบริเวณประตูทางเข้าคลองปานามา สถานเอกอัครราชทูตจีนในปานามา ระบุว่ารัฐบาลท้องถิ่นของปานามารื้อทำลายอนุสาวรีย์ดังกล่าว เป็นการส่งสัญญาณทำลายบรรยากาศความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน และเสี่ยงกระทบความรู้สึกระหว่างชาวจีนกับชาวปานามา นอกจากนี้ นาง Xu Xueyuan เอกอัครราชทูตจีน/ปานามา โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เรียกร้องให้รัฐบาลท้องถิ่นของปานามาอธิบายเหตุการณ์ดังกล่าว โดยอ้างว่าอนุสาวรีย์แห่งนี้เป็นตัวแทนชีวิต เลือดเนื้อและความทุ่มเทของชุมชนชาวจีนที่อยู่ในปานามา นานกว่า 171 ปี รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์ความเป็นมิตรระหว่างจีนกับปานามา ดังนั้น การรื้อทำลายอนุสาวรีย์ดังกล่าวควรมีการแจ้งล่วงหน้า รวมทั้งชี้แจงเหตุผลที่ชัดเจน รัฐบาลท้องถิ่นของปานามา ระบุว่าจำเป็นต้องรื้อถอนและทำลายอนุสาวรีย์ดังกล่าว ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยสาธารณะ พร้อมปฏิเสธว่าไม่มีเหตุผลทางการเมือง ตลอดจนไม่ชี้แจงเหตุผลที่ต้องดำเนินการรื้อถอนในช่วงเวลากลางคืนด้วย อย่างไรก็ดี รัฐบาลปานามานำโดยประธานาธิบดี José Raúl Mulino ประณามการดำเนินการรื้อถอนอนุสาวรีย์ดังกล่าวเช่นกัน โดยยืนยันว่าเป็นการตัดสินใจของรัฐบาลท้องถิ่น และรัฐบาลกลางของปานามาจะสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นใหม่…