ความคืบหน้าการเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

ผู้แทนรัสเซีย ยูเครน และสหรัฐฯ เสร็จสิ้นการเจรจา 3 ฝ่ายเพื่อหาแนวทางยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อ 24-25 มกราคม 2569 โดยเป็นการหารือ 3 ฝ่ายครั้งแรกที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) ผลการหารือไม่มีการบรรลุข้อตกลงระหว่างกัน แต่เป็นสัญญาณเชิงบวก เพราะจะมีการหารือกันอีกครั้งใน 1 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้แทนฝ่ายสหรัฐฯ เปิดเผยว่าการเจรจานับว่าเป็นขั้นตอนสำคัญที่อาจนำไปสู่สันติภาพและการยุติสงครามที่ยืดเยื้อ เนื่องจากที่ผ่านมา ทั้งรัสเซียและยูเครนไม่เคยส่งผู้แทนไปพบและเจรจากับในลักษณะนี้ แต่ใช้การเจรจาทวิภาคีกับสหรัฐฯ มาโดยตลอด ดังนั้น การประชุมที่กรุงอาบูดาบี จะเป็นผลงานด้านการทูตที่สำคัญของทั้ง 3 ฝ่าย ประธานาธิบดียูเครนมีท่าทีเชิงบวกต่อการเจรจาครั้งนี้ โดยระบุเมื่อ 25 มกราคม 2569 ว่า ยูเครนพร้อมลงนามในข้อตกลงที่มีเนื้อหาว่าสหรัฐฯ และยุโรปจะค้ำประกันความมั่นคงของยูเครน ในลักษณะ “Coalition of the Willing” โดยที่ยูเครนไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกเนโต คาดว่าการแสดงท่าทีดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้ชาวยูเครนและนานาชาติเห็นว่า รัฐบาลยูเครนเป็นฝ่ายต้องการสันติภาพและยุติการสู้รบ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีความรุนแรงจากกรณีรัสเซียใช้โดรนโจมตีสร้างความเสียหายให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าประเทศยุโรปและสหรัฐฯ จะค้ำประกันความมั่นคงของยูเครนอย่างไร แม้ว่าผู้นำฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรจะมีบทบาทนำในประเด็นนี้ แต่ก็ยังไม่มีข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม เฉพาะอย่างยิ่งการที่จะส่งกองทัพไปประจำการในยูเครน…

ประเทศยุโรปจะร่วมกันสร้างทุ่งกังหันลม เพื่อเสริมความมั่นคงพลังงาน

ประเทศยุโรปจำนวน 10 ประเทศเมื่อ 25 มกราคม 2569 ลงนามในกรอบความร่วมมือด้านการสร้างฟาร์มกังหันลม หรือทุ่งกังหันลมในบริเวณทะเลเหนือ เพื่อให้เป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาดที่สำคัญของภูมิภาค โดยประเทศที่ลงนามในข้อตกลงดังกล่าว ประกอบด้วยสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก ซึ่งหลังจากนี้จะร่วมมือกันพัฒนาและลงทุนสร้างทุ่งกันหันลม เพื่อผลิตพลังงาน แจกจ่ายให้ประเทศที่เกี่ยวข้อง เป็นประโยชน์ต่อการลดการพึ่งพาพลังงานรูปแบบเก่า และเพิ่มพูนความมั่นคงด้านพลังงาน ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2566 ประเทศยุโรปเคยประกาศเป้าหมายร่วมกันที่จะสร้างทุ่งกังหันเพื่อผลิตพลังงานลมในบริเวณพื้นที่ทะเลเหนือ หรือเน้นการผลิตพลังงานลมในพื้นที่นอกชายฝั่ง ให้สำเร็จภายในปี 2593 ดังนั้น ข้อตกลงใหม่นี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยุโรปบรรลุเป้าหมายข้างต้น ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้ยุโรปมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมอย่างน้อย 20 กิกะวัตต์ ภายในปี 2573 จากนั้นจะเพิ่มกำลังการผลิตให้ถึง 300 กิกะวัตต์ ในอนาคต ปัจจุบัน ประเทศที่มีกำลังการผลิตพลังงานลม ประเภทพลังงานลมนอกชายฝั่งมากที่สุด คือ จีน มีกำลังการผลิต 43 กิกะวัตต์ อันดับ 2 คือ สหราชอาณาจักร มีกำลังการผลิต…

กัมพูชาให้เรือรบของสหรัฐฯ เทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม

ในที่สุด ความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างกัมพูชากับสหรัฐฯ ก็กลับมาใกล้ชิดกันถึงระดับที่กัมพูชาให้เรือรบของสหรัฐฯ ที่ชื่อยูเอสเอส ซินซินเนติ (USS Cincinnati) ซึ่งเป็นเรือรบชายฝั่งชั้นอินดีเพนเดนซ์ เข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม จังหวัดพระสีหนุ เมื่อ 24 มกราคม 2569 และจะเทียบท่าอยู่เป็นเวลา 5 วัน จนถึง 28 มกราคม 2569   ฐานทัพเรือเรียมนี้ แม้กัมพูชาจะยืนยันว่าโปร่งใสที่จะให้นานาชาติเข้าเทียบท่าได้ แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกัมพูชา และญี่ปุ่นเป็นต่างชาติประเทศที่ได้เทียบท่า ฐานทัพเรือนี้ใช้งบประมาณของจีนในการบูรณะ และมีรายงานว่าเรือรบของสหรัฐฯ จอดเทียบท่าใกล้กับเรือรบของจีน 2 ลำ การปรากฏตัวของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในกัมพูชาที่ฐานทัพเรือเรียมครั้งนี้ ดำเนินการต่อเนื่องจากเมื่อปี 2567 ที่เรือรบยูเอสเอส ซาวันนาห์ (USS Savannah) เทียบท่าที่เมืองสีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นการเข้าเทียบท่าครั้งแรกของสหรัฐฯ ในรอบ 8 ปี แต่ไม่ได้เทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม การได้เทียบท่าฐานทัพเรือเรียมของสหรัฐฯ นอกจากจะส่งสัญญาณจากกัมพูชาต่อนานาชาติให้เกิดความไว้ใจว่า ไม่ได้เป็นฐานทัพเรือที่ใช้ปฏิบัติการทางทหารให้กับจีนแล้ว ยังเป็นการกระชับความร่วมมือด้านการทหารกับสหรัฐฯ ด้วย และที่น่าจับตามองคือ มีรายงานว่า พลเรือเอก แซมมวล พาพาโร ผู้บัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ก็จะมาพบหารือกับฝ่ายกัมพูชาในครั้งนี้ด้วย…

ยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศสหรัฐฯ ฉบับใหม่  

สหรัฐฯ เผยแพร่เอกสารสำคัญที่สะท้อนวิธีการดำเนินนนโยบายด้านการทหารและการป้องกันประเทศในอนาคต โดยมีประเด็นที่น่าสนใจหลากหลาย เพราะนอกจากจะสะท้อนการปรับเปลี่ยนมุมมองของสหรัฐฯ ต่อภัยคุกคามแล้ว ยังสั่นสะเทือนไปถึงประเทศต่าง ๆ ที่มีความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคงกับสหรัฐฯ ด้วย เอกสารดังกล่าว คือ ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ฉบับใหม่ จัดทำและเผยแพร่โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือกระทรวงสงคราม (ชื่อใหม่) เมื่อ 24 มกราคม 2569 เพื่อเป็นกรอบแนวทางดำเนินนโยบายด้านการทหารและการป้องกันประเทศจากความท้าทายและภัยคุกคามทุกรูปแบบ ซึ่งต่อไปนี้สหรัฐฯ จะเน้นผลประโยชน์และความคุ้มค่าของชาวอเมริกันและมาตุภูมิ มากกว่าความพยายามปกป้องระเบียบโลก หรือมีส่วนร่วมในสงครามและความขัดแย้งที่ชาวอเมริกันไม่ได้ผลประโยชน์อะไร สาเหตุที่ยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนไปเน้นผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก ก็เพราะเป็นวาทกรรมที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามสร้างให้เป็นภาพจำและเป็นตำนานตามนโยบาย “America First” และ “Practical Realism” หรือการดำเนินนโยบายแบบปฏิบัติได้จริง ที่เป็นหัวใจสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ และผู้นำสหรัฐฯ ก็นำหลักคิดที่เคยใช้เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมัยแรกกลับมาเป็นวิธีการที่จะทำให้สหรัฐฯ แข็งแกร่ง คือ Peace Through Strength หรือการทำให้กองทัพแข็งแกร่งเพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างสันติภาพในทุกภูมิภาคทั่วโลก เอกสารฉบับนี้ย้ำว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการโดดเดี่ยวตนเอง แต่กำลังทบทวนใหม่ว่าเหตุการณ์ใดจะส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ มากที่สุด และยังคงให้ความสำคัญกับการเพิ่มพูนความร่วมมือกับนานาชาติ ส่วนเนื้อหาที่น่าสนใจในเอกสารฉบับนี้ มี 4 ส่วน ได้แก่…

Board of Peace เครื่องมือใหม่ของสหรัฐฯ ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้อิทธิพลการเป็นมหาอำนาจ โดยการเยือนสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) เมื่อ 22 มกราคม 2569 ได้ประกาศกรอบความร่วมมือใหม่ที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำ ชื่อ “Board of Peace” เป็นองค์กรระหว่างประเทศเพื่อปกป้องสันติภาพในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม และจะเป็นองค์กรที่ส่งเสริมธรรมาภิบาลระหว่างประเทศภายใต้ระเบียบโลกแบบใหม่ ผู้นำสหรัฐฯ เชิญ 60 ประเทศเข้าร่วมองค์กรดังกล่าว รวมทั้งไทย ซึ่งมี 19 ประเทศร่วมลงนาม เป็นสมาชิกเริ่มต้นขององค์กรนี้แล้ว  โครงสร้างคือ ประธานาธิบดีทรัมป์จะเป็นประธานองค์กร มีอำนาจในการดำรงตำแหน่ง และเสนอชื่อผู้ที่จะเป็นประธานคนต่อไป รวมทั้งสามารถคัดเลือกประเทศที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กรได้อย่างเสรี ประเทศที่ลงนามเข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้ว 19 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2 ประเทศ ได้แก่ เวียดนามและอินโดนีเซีย ลักษณะความร่วมมือเป็นแบบระดับหุ้นส่วน (partnership) ที่ไม่ผูกพันมากเท่าความร่วมมือในกรอบสหประชาชาติ  ประเทศยุโรปบางประเทศ ปฏิเสธการเข้าร่วม และบางส่วนยังไม่ตัดสินใจ เพราะไม่ต้องการให้บทบาทของ Board of Peace ทำลายความเข้มแข็งของสหประชาชาติ ซึ่งเลขาธิการสหประชาชาติได้ออกมาแสดงท่าทีแล้วว่า ระเบียบระหว่างประเทศกำลังมีปัญหา…

ภาคเอกชนของสหรัฐฯ ลงทุนในกัมพูชาตั้งแต่ ต้นปี 2569

ภาคเอกชนขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ เริ่มทยอยเข้าไปลงทุนกัมพูชาตั้งแต่ ต้นปี 2569 และมีแนวโน้มที่จะเข้าไปลงทุนในกัมพูชาเพิ่มขึ้น หลังจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนกับไทย ผลักให้สหรัฐฯ และกัมพูชาใกล้ชิดกันมากขึ้น รวมทั้งกัมพูชายังดำเนินนโยบายเชิงรุก ด้วยการจ้างล็อบบี้ยิสต์ เพื่อให้นักธุรกิจสหรัฐฯ เพิ่มความสนใจที่จะลงทุนในกัมพูชา การเปิดรับการลงทุนจากสหรัฐฯ เพิ่มทางเลือกให้กับกัมพูชาที่สามารถกระจายเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ บริษัทอุตสาหกรรมผลิตยางรถยนต์ และบริษัทไบโอเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่เปิดตัวการเริ่มลงทุนในกัมพูชาตั้งแต่ มกราคม 2569 ได้แก่ บริษัท Triangle Tire โดยจะสร้างโรงงานที่จังหวัดสวายเรียง ในมีนาคม 2569 ด้วยมูลค่าการลงทุน 462 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  การผลิตใช้เทคโนโลยีของบริษัท และคาดว่าจะรองรับการผลิตยางรถโดยสารสมรรถนะสูงได้ประมาณ 6 ล้านคันต่อปี และขายยางรถยนต์ได้ประมาณ 1 ล้านเส้นต่อปี สำหรับตลาดการส่งออก ได้แก่ ตลาดในภูมิภาคอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ทั้งนี้ บริษัทจะสร้างรายได้ประมาณ 371 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี  รวมทั้งจะเป็นการดำเนินยุทธศาสตร์ของบริษัทที่จะนำบริษัทไปสู่ตลาดโลก ทั้งนี้ บริษัท Triangle Tire มีสำนักงานใหญ่ที่เมือง แฟรงกลิน รัฐเทนเนสซี…

รัสเซีย ยูเครน และสหรัฐฯ จะหารือกัน 3 ฝ่ายครั้งแรกที่ UAE

นานาชาติจับตามองความคืบหน้าการแก้ไขความขัดแย้งและสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โดยมีรายงานเมื่อ 22 มกราคม 2569 อ้างประธานาธิบดีโวโลดีมร์ เซเลนสกี ของยูเครนว่า ผู้แทนจากยูเครน รัสเซีย และสหรัฐฯ จะเดินทางไปหารือร่วมกัน 3 ฝ่ายที่เมืองอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในห้วง 23-24 มกราคม 2569 ซึ่งผู้นำยูเครนเปิดเผยว่าการพบหารือครั้งนี้จะเป็นการหารือแบบ 3 ฝ่ายครั้งแรก โดยมีเป้าหมายเพื่อหาแนวทางยุติสงคราม การเจรจา 3 ฝ่ายเป็นผลหลังจากประธานาธิบดีเซเลนสกี ของยูเครนพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงที่ทั้ง 2 ผู้นำไปเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ซึ่งผู้นำยูเครนยืนยันว่าสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะค้ำประกันความมั่นคงของยูเครนต่อไป และจะให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูประเทศ พร้อมกับท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ส่งสัญญาณเชิงบวกในความคืบหน้าของการยุติความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซีย อย่างไรก็ดี รัสเซียยังไม่แสดงท่าทีตอบรับ หรือปฏิเสธต่อการประชุมดังกล่าว แต่มีรายงานว่าผู้แทนการเจรจาของสหรัฐฯ ได้เดินทางปพบหารือกับประธานาธิบดีวลาร์ดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย ที่กรุงมอสโก เมื่อ 22 มกราคม 2569 และประชุมกันเป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง…

ผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนท่าทีประเด็นกรีนแลนด์ แต่ยังไม่ชัดเจน

กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประบเปลี่ยนท่าทีต่อการครอบครองเกาะกรีนแลนด์เมื่อ 22 มกราคม 2569 โดยประกาศในระหว่างประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ว่าบรรลุข้อตกลงกับเนโตแล้วเกี่ยวกับอนาคตของเกาะกรีนแลนด์ และข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลให้สหรัฐฯ ไม่ใช้มาตรการภาษีกดดันประเทศยุโรป 8 ประเทศ ที่ไม่เห็นด้วยกับการครอบครองเกาะกรีนแลนด์ อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ไม่ได้ชี้แจงรายละเอียด แต่ยืนยันว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะหารือประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ทำให้บรรยากาศตึงเครียดประเด็นสหรัฐฯ ต้องการครอบครองเกาะกรีนแลนด์ผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ยังไม่ชัดเจน เพราะนายมาร์ค รุตเตอร์ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (เนโต) ที่เจรจากับผู้นำสหรัฐฯ ตกเป็นบุคคลที่เผชิญแรงกดดันจากรัฐบาลเดนมาร์ก กรีนแลนด์ และประเทศยุโรปส่วนใหญ่ที่ต้องการข้อมูลเรื่องข้อตกลงที่ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างถึง ซึ่งเมื่อ 23 มกราคม 2569 นายมาร์ค รุตเตอร์ ระบุว่าไม่ได้หารือกับประธานาธิบดีทรัมป์เรื่องอธิปไตยเหนือเดนมาร์กหรือเกาะกรีนแลนด์เลย อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศเริ่มรายงานว่านายมาร์ค รุตเตอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ จะเป็นเลขาธิการเนโตที่จะมีบทบาทสำคัญในการรักษาดุลความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับสมาชิกเนโตที่เป็นประเทศในยุโรป ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า นายมาร์ค รุตเตอร์ คุ้นเคยกับประธานาธิบดีทรัมป์ และได้ฉายาว่าเป็น “Trump…

ฟิลิปปินส์จะผลักดันการจัดทำเอกสารประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์แสดงท่าทีต่อแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ เมื่อ 22 มกราคม 2569 โดยยืนยันว่า ฟิลิปปินส์จะสนับสนุนและผลักดันการจัดทำเอกสารประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct-CoC) เพื่อเป็นแนวปฏิบัติร่วมกันของประเทศที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่พิพาทต่อไป ปัจจุบัน เอกสาร CoC มีความคืบหน้าแล้วประมาณร้อยละ 70 จากการประสานงานของมาเลเซียที่เป็นประธานอาเซียนเมื่อปี 2568 และฟิลิปปินส์ที่กำลังเป็นประธานอาเซียนในปี 2569 จึงจะขับเคลื่อนเป้าหมายของอาเซียนต่อไป และตั้งกำหนดการจะจัดทำเอกสาร CoC ให้สำเร็จภายในปี 2569 การจัดทำเอกสาร CoC ระหว่างอาเซียนและจีน ค่อนข้างล่าช้า แม้ว่าจะมีการเจรจาผ่านกลไกอาเซียนมาโดยตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี แต่เพิ่งเริ่มการจัดทำเอกสารร่วมกันอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2560 ความท้าทายสำคัญในการเจรจาเพื่อจัดทำเอกสาร CoC คือ ท่าทีของประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่พิพาท เฉพาะอย่างยิ่งจีน ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการใช้คำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการเมื่อปี 2559 ที่ทำให้จีนเสียเปรียบในพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ ขณะที่ฟิลิปปินส์ยึดมั่นในคำตัดสินดังกล่าว ทำให้บรรยากาศการเจรจาและความสัมพันธ์ตึงเครียด และต่างฝ่ายต่างพยายามเคลื่อนไหวในทะเลจีนใต้เพื่อรักษาบทบาทต่อไป ฟิลิปปินส์ยังคงเน้นย้ำว่า การจัดทำเอกสาร CoC ในทะเลจีนใต้ ต้องสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UN Convention on the…

อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลกจะมีมูลค่าเพิ่มเป็น 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569

องค์กรสถิติการค้าเซมิคอนดักเตอร์โลก (World Semiconductor Trade Statistics–WSTS) คาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ในปี  2569 ว่า จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และจะมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)  ตลาดศูนย์ข้อมูล (Data Center)  ตลาดยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยภูมิภาคอเมริกาและเอเชีย-แปซิฟิก เติบโตแข็งแกร่งที่สุด ขณะที่ไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในกิจกรรมการประกอบ การทดสอบ และการบรรจุภัณฑ์ รวมถึงมีศักยภาพในการพัฒนาเชื่อมโยงเซมิคอนดักเตอร์กับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ แต่มีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และขาดแคลนแรงงาน อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิป AI เช่น Graphic Processing Unit (GPU) ขยายตัวตามเทคโนโลยี AI ที่เติบโตและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ Data Center  ทั่วโลกผลักดันให้ความต้องการชิปเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เช่น Data Center ขนาดใหญ่จำเป็นต้องใช้ชิปประมวลผลไม่ต่ำกว่า 100,000 ชิ้น และชิปหน่วยความจำมากกว่า 1 ล้านชิ้น ขณะที่ ความต้องการยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดโลกที่เติบโตขึ้น ส่งผลให้ความต้องการชิปที่ทำจากซิลิคอนคาร์ไบด์ และแกลเลียมไนไตรด์…