จีนหวังใช้ความร่วมมือกับหน่วยงานตำรวจขยายบทบาทด้านความมั่นคงในหมู่เกาะแปซิฟิก

ไม่ว่าจะเป็นที่หวาดระแวงของประเทศต่าง ๆ มากน้อยแค่ไหน จีนยังคงมุ่งมั่นกับการสานต่อปฏิสัมพันธ์กับนานาประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเทศเล็กหรือใหญ่ด้วยหลากหลายวิธีการและช่องทาง  พื้นที่ที่จีนให้ความสำคัญและน่าจับตามองการรุกคืบของจีนไม่น้อยคือ ประเทศแถบหมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งการเคลื่อนไหวของจีนเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ประเทศใหญ่ทั้งในและนอกภูมิภาค เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ประเทศในยุโรป รวมถึงออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างอิทธิพลแข่งขันกับจีน การเข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศของจีน ไม่ว่าจะมิติไหนก็เป็นที่จับตามองของบรรดาประเทศชั้นนำ ทั้งในเอเชียและตะวันตก และจะยิ่งเพิ่มขึ้นหากเป็นความช่วยเหลือด้านการทหาร อย่างไรก็ดี จีนยังคงเดินหน้าเสริมสร้างบทบาทดังกล่าวในหมู่ประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) เฉพาะอย่างยิ่งการเข้าไปให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาและการบรรเทาทุกข์ยามเมื่อเกิดภัยพิบัติ ที่เป็นภารกิจโดดเด่นของจีน ที่น่าสนใจคือ หมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่จีนเข้าไปเคลื่อนไหวอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และยิ่งน่าสนใจมากขึ้นจากการที่จีนมุ่งให้ความช่วยเหลือและความร่วมมือด้านความมั่นคงผ่านหน่วยงานตำรวจของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิกเกือบทุกประเทศ ความช่วยเหลือและความร่วมมือของจีนมีทั้งการสนับสนุนอุปกรณ์ และการจัดการฝึกอบรม เพื่อเพิ่มพูนขีดความสามารถให้บุคลากรตำรวจ เช่น การจัดสรรเครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ พร้อมส่งทีมไปช่วยฝึกการใช้งานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรของวานูอาตู หรือการส่งมอบเรือตรวจการณ์ 7 ลำให้วานูอาตู ซึ่งนายกรัฐมนตรี Jotham Napat ของวานูอาตู กล่าวว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อมั่นและความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ ส่วนหมู่เกาะโซโลมอนก็ได้รับความช่วยเหลือจากจีนในการควบคุมการจลาจล การสืบสวนการหลอกลวงออนไลน์ และการจัดการจราจรมาตั้งแต่ปี 2564 นอกจากนั้นยังมีการสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับการปฏิบัติงานภาคสนาม โดรน และอุปกรณ์อื่น ๆ รวมทั้งมีการปรับใช้การปฏิบัติการของจีนเป็นตัวแบบในการรักษาความปลอดภัย เช่น การรวบรวมข้อมูลประชากรเพื่อควบคุมความไม่สงบในสังคม ขณะที่ซามัว…

บราซิลเป็นเจ้าภาพการประชุม COP30

การประชุม COP30 หรือการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ประจำปี 2568 จัดขึ้นที่เมืองเบเลง บราซิล ระหว่าง 10-21 พฤศจิกายน 2568 เป็นระยะเวลา 12 วัน คาดว่าจะมีผู้แทนจากประเทศต่าง รวมทั้งองค์กรและภาคเอกชนสำคัญระดับโลกไปเข้าร่วมมากกว่า 50,000 คน จากอย่างน้อย 190 ประเทศ เพื่อหารือแนวทางการรับมือกับสภาวะโลกรวนและสภาพภูมิอากาศแปรปรวนรุนแรงทั่วโลก รวมทั้งแนวทางช่วยเหลือและสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกันอย่างเป็นเอกภาพลดปัญหามลภาวะและการทำลายสิ่งแวดล้อม การประชุมครั้งนี้มีขึ้น หลังจากสหประชาชาติ (UN) เผยแพร่รายงานประเมินสภาพอากาศของโลกว่าปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ที่ทั่วโลกเคยกำหนดไว้ สะท้อนว่า ปัญหาสภาพอากาศในอนาคตจะรุนแรงอย่างรวดเร็ว เฉพาะอย่างยิ่งหากประเทศต่าง ๆ ไม่ให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมทุกปี นอกจากนโยบายและความมุ่งมั่นด้านการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ การประชุม COP30 จะเน้นย้ำความร่วมมือเพื่อตั้งกองทุนสนับสนุนและช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาด้วย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม  สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีธีมคือ  “Delivering on the Paris Promise”  พร้อมกับให้ความสำคัญกับการปกป้องป่าและมหาสมุทร บราซิลซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าว ต้องการทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนและสภาพภูมิอากาศแปรปรวนอย่างเป็นรูปธรรม…

สื่อต่างประเทศรายงานสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หลังไทยยุติทุกข้อตกลงกับกัมพูชา   

สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจรายงานสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จากกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งยุติทุกข้อตกลงกับกัมพูชา เนื่องจากเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568 ทหารไทยจำนวน 2 นายได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด PMN-2 ที่บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเส้นทาง ทำให้ไทยต้องเร่งตรวจสอบทุ่นระเบิดดังกล่าว   รวมทั้งยังไม่มีการส่งตัวทหารชาวกัมพูชาที่เป็นเชลยในไทยจำนวน 18 คน กลับประเทศ สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวมีแนวโน้มเป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ด้านกัมพูชายืนยันว่ายังคงปฏิบัติตามความตกลงอย่างเคร่งครัด พร้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับท่าทีของไทย และเรียกร้องไทยให้ส่งตัวทหารกัมพูชากลับประเทศโดยเร็ว ขณะที่ไทยระบุว่าอันตรายต่อความมั่นคงของไทยยังไม่ลดระดับลงตามที่ควรจะเป็น ดังนั้น ไทยจะพิจารณาดำเนินการตามความตกลงอีกครั้งเมื่อกัมพูชาปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของฝ่ายไทย สื่อต่างประเทศรายงานโดยเน้นย้ำว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นการระงับความร่วมมือที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ผลักดันและใช้เป็นผลงานสร้างสันติภาพในต่างประเทศ เนื่องจากการลงนามในความตกลงระหว่างไทย-กัมพูชาเรื่องการจัดการและแก้ไขปัญหาบริเวณชายแดน มีขึ้นระหว่างที่ประธานาธิบดีทรัมป์เยือนเอเชียและเข้าร่วมในพิธีลงนามใน Kuala Lumpur Peace Accord ที่มาเลเซีย เมื่อตุลาคม 2568 นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังมีส่วนร่วมในการเจรจาให้ไทยและกัมพูชาหาแนวทางยุติความขัดแย้งตั้งแต่ห้วง กรกฎาคม 2568 เพื่อสร้างบทบาทการเป็น “global peacemaker” ดังนั้น การที่ไทยประกาศระงับความร่วมมือตามความตกลงกับกัมพูชา เท่ากับเป็นความท้าทายของผู้นำสหรัฐฯ…

จีนส่งเรือวิจัย Da Yang Hao ศึกษาทรัพยากรในน่านน้ำแปซิฟิกใต้

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของจีนส่งเรือ Da Yang Hao หรือเรือวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และทะเลลึกไปปฏิบัติการในน่านน้ำแปซิฟิกใต้ ซึ่งปฏิบัติการดังกล่าวถูกสื่อต่างประเทศวิจารณ์ว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลจีนที่จะลาดตระเวนและเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความมั่นคงในภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบัน จีนกำลังเร่งขยาย อิทธิพลในภูมิภาคดังกล่าว แข่งกับออสเตรเลีย ซึ่งเป็นพันธมตริของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี  เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568 สื่อมวลชนจีนเผยแพร่ข้อมูลตอบโต้การวิจารณ์ของสื่อต่างประเทศ ด้วยการยืนยันว่า ปฏิบัติการสำรวจของเรื่อง Da Yang Hao เป็นไปเพื่อศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล เฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยทะเลลึก (deep sea) โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากรัฐบาลหมู่เกาะคุก ซึ่งเป็นประเทศที่ปกครองตนเอง ภายใต้ความร่วมมือกับนิวซีแลนด์ จีนอธิบายและเน้นย้ำความสำคัญของภารกิจวิจัยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลดังกล่าว โดยระบุว่าการที่เรือ Da Yang Hao เทียบท่าเรืออาวาติอู ในหมู่เกาะคุก ตั้งแต่ 8 พฤศจิกายน 2568 เป็นไปตามโครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างจีนกับหมู่เกาะคุก เนื่องจากมีรายงานว่าพื้นที่ดังกล่าวมีแร่ธาตุสำคัญปริมาณมาก อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานถึงภารกิจของเรือ Da Yang Hao ในเชิงลบว่าน่าสงสัย และแฝงไปด้วยปฏิบัติการทางทหารและการสอดแนมประเทศอื่น ๆ ดังนั้น จีนจึงประท้วงการรายงานข้อมูลในลักษณะดังกล่าว พร้อมตอบโต้ว่าข้อมูลของสื่อมวลชนต่างประเทศสะท้อนว่าประเทศตะวันตกมีมุมมองว่าจีนเป็นภัยคุกคาม ประเทศตะวันตกยังยึดติดกับกรอบความคิดการขยายอิทธิพลของมหาอำนาจมากจนหวาดระแวงความร่วมมือระหว่างจีนกับประเทศอื่น…

รัสเซีย-ยูเครนโจมตีความมั่นคงพลังงาน : ไม่มีสัญญาณสันติภาพ

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังตึงเครียดและมีแนวโน้มที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะปฏิบัติการทางทหารโจมตีกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในสมรภูมิช่วงฤดูหนาว โดยไม่มีสัญญาณการเจรจาสันติภาพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเปิดเผย เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568 ว่า ยูเครนยิงขีปนาวุธโจมตีโรงงานควบคุมพลังงานในเมือง Belgorod บริเวณพรมแดนทางภาคตะวันตกของรัสเซีย ทำให้ได้รับความเสียหายอย่างมาก และส่งผลกระทบต่อการกระจายพลังงานในพื้นที่เมือง Belgorod และเมืองใกล้เคียง ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 20,000 ครัวเรือน รัสเซียยังตรวจจับได้ว่ายูเครนพยายามใช้โดรนจำนวนมาก เพื่อก่อเหตุวินาศกรรมต่อโรงงานควบคุมพลังงานในพื้นที่เมือง Voronezh ทางตะวันตกของรัสเซียเช่นกัน ปฏิบัติการดังกล่าวสะท้อนว่า ยุทธวิธีของยูเครนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการทำลายเป้าหมายด้านพลังงานในรัสเซีย เพื่อตอบโต้และกดดันรัสเซียให้เข้าสู่การเจรจา รัสเซียใช้ยุทธวิธีเดียวกันในการกดดันยูเครน โดยมีรายงานว่ารัสเซียใช้โดรนและขีปนาวุธมุ่งโจมตีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในยูเครน แม้ว่าจะยังไม่สามารถทำลายโรงงานดังกล่าวได้ แต่มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีอย่างน้อย 7 ราย ก่อนหน้านี้ เมื่อ 9 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานว่ายูเครนเผชิญปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าและพลังงานในพื้นที่เมือง  Kharkiv ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เป็นผลจากการโจมตีของรัสเซีย ทำให้ประชาชนมากกว่า 100,000 คนไม่มีไฟฟ้าและพลังงานใช้ ด้านบริษัทพลังงาน Tsentrenergo ของยูเครนเปิดเผยว่ารัสเซียโจมตีรุนแรงที่สุดในครั้งนี้ ตั้งแต่มีความขัดแย้งกันมาเมื่อ กุมภาพันธ์ 2565 รวมทั้งประเมินว่ารัสเซียจะยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนในปี 2568 เพื่อกดดันยูเครนให้ยอมรับเงื่อนไขของรัสเซียสู่การยุติสงคราม…

ผู้นำสหรัฐฯ ต้อนรับผู้นำซีเรียเยือนทำเนียบประธานาธิบดี

การพบหารือกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำซีเรีย ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568 อาจเป็นจุดพลิกผันสำคัญที่ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ ให้มีความร่วมมือมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งการต่อต้านการก่อการร้ายและรักษาบรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต้อนรับการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีอะห์มัด อัชชะระอ์ ของซีเรีย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐฯ ต้อนรับผู้นำซีเรียตั้งแต่ปี 2489 หรือปีที่ซีเรียได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส นอกจากนี้ ยังเป็นการต้อนรับผู้นำซีเรียที่ไปเยือนสหรัฐฯ ครั้งแรกหลังจากโค่นล้มรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีบะชาร อัลอะซัด ซึ่งสืบทอดตำแหน่งทางการเมืองเป็นระยะเวลานาน  ก่อนหน้านี้ เมื่อกันยายน 2568 ประธานาธิบดีอัชชะระอ์  เข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (United Nations General Assembly – UNGA) ครั้งที่ 80 ที่นครนิวยอร์ก ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์เคยพบหารือกับประธานาธิบดีอัชชะระอ์ เมื่อ พฤษภาคม 2568 ที่ซาอุดีอาระเบีย โดยประธานาธิบดีทรัมป์มีมุมมองเชิงบวกต่อผู้นำซีเรีย แม้ว่าจะเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับกลุ่มอัลกออิดะห์ กลุ่มก่อการร้ายสากลที่มีเป้าหมายโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ มาก่อน ด้านโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย้ำว่า การที่ประธานาธิบดีทรัมป์พร้อมต้อนรับผู้นำซีเรียนั้นเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์การทำงานด้านการทูตของประธานาธิบดีทรัมป์ที่มุ่งผลสำเร็จ คือ…

 รัสเซียรุกเรื่องแร่หายากโดยเร่งการจัดทำ Road Map

รัสเซียรุกเรื่องแร่หายาก (rare earth) โดยเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2568 ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซียให้เวลาหน่วยงานงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ถึงเดือนที่จะจัดทำร่างการสกัด กระบวนการผลิต และการส่งออกแร่หายากที่สมบูรณ์แบบ โดยต้องจัดทำแนวทาง (road map) ระยะยาวดังกล่าว ให้เสร็จ ภายใน 1 ธันวาคม 2568  ซึ่งมีหลักการสำคัญ 5 ส่วน ได้แก่ ประเมินแหล่งทรัพยากรที่จะสามารถสกัดแร่หายาก  พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะเชื่อมพื้นที่เหมืองสกัดแร่กับศูนย์กลางการส่งออก  บูรณาการเทคโนโลยีระหว่างในประเทศกับต่างประเทศให้เป็นเนื้อเดียวกันในการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตแร่หายาก ปฏิบัติการตามกฎระเบียบในด้านสิ่งแวดล้อมและการค้า และกำหนดยุทธศาสตร์การเข้าถึงตลาดในต่างประเทศ นายกรัฐมนตรี Mikhail Mishustin ของรัสเซียจะเป็นผู้กำกับดูแลตามข้อสั่งการของประธานาธิบดีปูติน ซึ่งได้ผลักดันภายหลังการประชุมเศรษฐกิจภูมิภาคตะวันออก (Eastern Economic Forum-EEF) เมื่อ กันยายน 2568 เพื่อให้ road map เกี่ยวกับการผลิตแร่หายากของรัสเซียระยะยาว สอดรับกับผลประโยชน์จากความต้องการของแร่หายากที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก อีกทั้งแร่หายากจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของรัสเซีย รวมทั้งลดการพึ่งพาแร่หายากจากจีน รัสเซียพยายามครอบครอง และจัดหาแร่หายากมาต่อเนื่อง เมื่อมีนาคม 2568 ผู้แทนรัสเซียกับสหรัฐฯ ได้หารือกันว่า บริษัทสหรัฐฯ…

กัมพูชาจะมีการขยายเส้นทางการบินในปี 2569 เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว

การเปิดเส้นทางการบินใหม่ ๆ ของกัมพูชา สะท้อนการดำเนินการเชิงรุกของกัมพูชา เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ หลังจากภาพลักษณ์ของกัมพูชาขณะนี้ปกคลุมไปด้วยความไม่ปลอดภัย จากการที่เป็นแหล่งของแก็งหลอกลวงทางออนไลน์ระดับภูมิภาค และโลก ขณะที่ Mekong Strategic Capital (MSC) ประเมินเมื่อสิงหาคม 2568 ว่า ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ลังเลจะเดินทางไปท่องเที่ยวที่กัมพูชา การท่องเที่ยวของกัมพูชาเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจกัมพูชา เพราะสามารถสร้างงานจากการบริการ การค้า และการลงทุนได้เกือบทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ซึ่งในปี 2568 กัมพูชาใช้ธีม “Tourism and Sustainable Transformation” ที่เน้นการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน  ส่วนเมื่อปี 2567 รายได้จากการท่องเที่ยว มีมูลค่า 3,637 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 9.4 ของ ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.7 ล้านคน ส่วนช่วง 8 เดือนแรก (มกราคม-สิงหาคม 2568) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 4 ล้านคน เพื่อกระตุ้นให้การท่องเที่ยวของกัมพูชาดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มากขึ้น…

ปากีสถานยกระดับขีดความสามารถทางทะเลตั้งเป้าประจำการเรือดำน้ำจีนลำแรกในปี 2569

กองทัพเรือปากีสถาน (Pakistan Navy) ประกาศเมื่อต้น พฤศจิกายน 2568 ถึงความคืบหน้าสำคัญของโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถกำลังรบใต้น้ำ โดยระบุเตรียมประจำการเรือดำน้ำโจมตีพลังงานดีเซล-ไฟฟ้าชั้น Hangor (Hangor-class Submarine) ที่สร้างโดยจีนลำแรกอย่างเป็นทางการภายในปี 2569 โดยเป็นเรือดำน้ำภายใต้โครงการจัดหาเรือดำน้ำมูลค่ากว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท) ที่ลงนามตั้งแต่ปี 2558 โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลของปากีสถาน และปัจจุบันการจัดหาดำเนินการไปอย่างราบรื่น ตามแผนโครงการจัดหารือดำน้ำ ปากีสถานจะรับมอบเรือดำน้ำทั้งสิ้น 8 ลำ โดย 4 ลำแรกจะสร้างและประกอบในจีน ส่วนอีก 4 ลำที่เหลือจะถูกประกอบที่ต่อเรือ Karachi Shipyard & Engineering Works (KSEW) ในปากีสถาน ปัจจุบันมีการทดสอบปล่อยเรือดำน้ำลงน้ำแล้ว 3 ลำ ทั้งนี้ เรือดำน้ำที่รับมอบจากจีนจะปฏิบัติการลาดตระเวนในพื้นที่ทะเลอาหรับตอนเหนือและมหาสมุทรอินเดีย โดยจะเพิ่มอำนาจการป้องปรามให้กับกองทัพเรือปากีสถาน ท่ามกลางการแข่งขันทางทะเลในภูมิภาคกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากเรือดำน้ำชั้น Hangor มีขีดความสามารถด้าน A2/AD (Anti-Access/Area Denial) หรือการปฏิเสธการเข้าถึงพื้นที่ทางทะเลของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจะทำให้เรือลำดังกล่าวกลายเป็นเครื่องมือหลักในการต่อต้านเรือผิวน้ำหรือเรือดำน้ำในอนาคต…

จีนเสนอ 4 เสาหลักด้านการพัฒนาสังคมโลกให้ยั่งยืน

ผู้แทนรัฐบาลจีนใช้ประโยชน์จากการเข้าร่วมการประชุมระดับนานาชาติให้คุ้มค่า โดยไปเพื่อประชาสัมพันธ์นโยบายของจีน ที่พร้อมเป็น “โมเดล” ในการพัฒนาให้ประเทศอื่น ๆ ทำตาม รวมทั้งร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อสร้างสังคมโลกที่น่าอยู่ มั่งคั่งและปลอดภัย เพราะรัฐบาลจีนตระหนักว่า การจะบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์การฟื้นฟูชาติจีนครั้งยิ่งใหญ่ หรือ Great Rejuvenation of the Chinese Nation ได้ภายในปี 2592 นั้น จีนจำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และต้องพร้อมก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำโลกในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การทหาร และการพัฒนาสังคม… ดังนั้น จีนจึงให้ความสำคัญกับการไปเข้าร่วมการประชุมระดับพหุภาคีต่าง ๆ เพื่อโน้มน้าวให้ประเทศที่มีเป้าหมายและผลประโยชน์ร่วมกันด้านการพัฒนา เห็นว่าจีนสามารถเป็น “ตัวอย่างที่ดี” ในเวทีโลกได้ เฉพาะอย่างยิ่งด้านการ “พัฒนาสังคม” ซึ่งเป็นกรอบที่น่าจะดึงดูดความสนใจจากนานาชาติได้ การประชุม World Social Summit ที่กาตาร์ครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยการประชุมครั้งแรกมีขึ้นที่กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์กเมื่อปี 2538 มีผู้แทนจากรัฐบาลประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม 117 ประเทศ ซึ่งประเทศที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนั้นเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการพัฒนาสังคมให้ยั่งยืนตามเป้าหมายในปี 2573 สาเหตุที่นานาชาติให้ความสนใจเรื่องการพัฒนา…