รัฐมนตรีฟิลิปปินส์ลาออกจากตำแหน่ง เผชิญแรงกดดันการสอบสวนโครงการขนาดใหญ่

ฟิลิปปินส์กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนการทุจริตโครงการขนาดใหญ่ในประเทศ หลังจากประชาชนชุมนุมประท้วงเพื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยที่ไม่มีความคืบหน้า แต่ใช้งบประมาณมหาศาล การสอบสวนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล เพราะล่าสุดเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานว่ารัฐมนตรีจำนวน 2 คน ได้แก่ นายลูคัส เบอร์ซามิน ตำแหน่งเลขานุการฝ่ายบริหารของรัฐบาล และนางอาเมนาห์ แพงอันดามาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงงบประมาณและการบริหารจัดการฟิลิปปินส์ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากกระทรวงตกเป็นเป้าหมายสอบสวนเรื่องการทุจริตโครงการบริหารจัดการอุทกภัย ซึ่งการลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวเป็นการแสดงความรับผิดชอบ และเอื้อให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปอย่างเหมาะสม นายลูคัส เบอร์ซามิน และนางอาเมนาห์ แพงอันดามาน เป็นรัฐมนตรีอาวุโสในรัฐบาลประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ที่ได้รับผลกระทโดยตรงจากการสอบสวนกรณีทุจริตโครงการดังกล่าว ซึ่งประชาชนเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าเป็นโครงการผี หรือ Ghost Project เมื่อ กรกฎาคม 2568 ทำให้ประเด็นการทุจริตในโครงการบริหารจัดการอุทกภัยเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล เพราะหลังจากการสอบสวน นักการเมืองที่ถูกกล่าวหาบางส่วนก็เริ่มโจมตีประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนปัจจุบันว่าเป็นผู้สั่งการให้เพิ่มงบประมาณ แต่ยังไม่มีหลักฐานในการกล่าวโทษ โครงการบริหารจัดการอุทกภัยในฟิลิปปินส์ได้รับความสนใจจากประชาชน เนื่องจากใช้งบประมาณจำนวนมากและคาดหวังให้มีความคืบหน้าโดยเร็ว เพราะฟิลิปปินส์เผชิญภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ประชาชนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าประชาชนยังได้รับผลกระทบรุนแรงจากภัยธรรมชาติ ขณะที่การก่อสร้างโครงการดังกล่าวไม่มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม ทำให้ชาวฟิลิปปินส์ประมาณ 650,000 คน รวมตัวกันในกรุงมะนิลา เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2568…

การข่มขู่ทางทหาร : เครื่องมือสำคัญของสหรัฐฯ เพื่อกวาดล้างยาเสพติด หรือล้มล้างรัฐบาล ? 

การข่มขู่ทางทหารเป็นเครื่องมือสำคัญของสหรัฐฯ ในกรณีกวาดล้างยาเสพติดจริงหรือไม่ ? หรือเป็นเพียงข้ออ้างในการดำเนินนโยบายที่สหรัฐฯ จะล้มล้างรัฐบาลต่างชาติ ซึ่งกรณีความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลาน่าจะเป็นข้อพิจารณาหนึ่งเพื่อตอบข้อสงสัยนี้ได้ แม้คำตอบจะไม่ใช่สิ่งใหม่ในการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ที่ประชาคมระหว่างประเทศเห็นและรับรู้กันอยู่…… การปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ โดยกองบัญชาการทหารสหรัฐภาคใต้ (U.S. Southern Command – SOUTHCOM) ปฏิบัติการทำลายเรือลักลอบขนยาเสพติดของเวเนซุเอลา มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กันยายน 2568  เพื่อทำลายเรือขนยาเสพติดของกลุ่มค้ายาเสพติดของเวเนซุเอลาที่สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายระหว่างประเทศ (Foreign Terrorist Organizations – FTOs) โดยสหรัฐฯ อ้างว่าปฏิบัติการทั้งหมดอยู่ในเขตน่านน้ำสากล และมีหลักฐานข่าวกรองยืนยันว่าสมาชิกกลุ่มอาชญากรข้ามชาติกำลังลักลอบขนส่งยาเสพติดไปยังสหรัฐฯ โดยอย่างน้อยเมื่อกลางตุลาคม 2568 ปฏิบัติการเป็นครั้งที่ 5 สหรัฐฯ ได้ใช้ปฏิบัติการทางทหารภายใต้รหัส Operation Southern Spear เพื่อสกัดกั้นและโจมตีเรือของกลุ่มลักลอบค้ายาเสพติด ในบริเวณทะเลแคริเบียนเป็นครั้งที่ 21 ซึ่งทำให้บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา และประเทศในอเมริกาใต้ตึงเครียด หลังจากมีรายงานเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2568 ว่า Operation Southern Spear ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 83 ราย…

 สหรัฐฯ ตั้งหน่วยงาน Scam Center Strike Force : ปราบสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมอเมริกัน เพราะชาวอเมริกันจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และบางส่วนกลายเป็นผู้ร่วมขบวนการเพราะถูกหลอกลวงให้ไปทำงานกับองค์กรค้ามนุษย์… โดยกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ได้ประกาศเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2568 ตั้งหน่วย Scam Center Strike Force ซึ่งมีความชัดเจนเลยว่า ภารกิจ คือ การสืบสวน สกัดกั้นและดำเนินคดีต่อกลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ที่เป็นภัยคุกคามต่อชาวอเมริกัน เน้นการป้องกันไม่ให้ชาวอเมริกันเป็นเหยื่อถูกหลอกลวงจากสแกมเมอร์ และการหลอกลวงให้ไปลงทุนในเงินสกุลคริปโต เฉพาะอย่างยิ่งจากเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในเมียนมา กัมพูชา และลาว แม้ว่าเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์จะมีขึ้นอยู่ทั่วโลก แต่ครั้งนี้ สหรัฐฯ กำลังพุ่งเป้าหมายไปที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราอย่างชัดเจน!! ..ปัจจัยสำคัญอาจเป็นเพราะมีอาชญากรสัญชาติจีน หรือที่สหรัฐฯ เรียกว่า Chinese Transnational Criminal Organizations เข้าไปเกี่ยวข้อง จึงทำให้สหรัฐฯ ที่มองว่า “จีน” เป็นความท้าทายอยู่แล้วเพ่งเล็งพื้นที่นี้มากเป็นพิเศษ ดังนั้น การตั้งหน่วย Scam Center Strike Force ที่เกี่ยวพันกับเรื่องเศรษฐกิจ เทคโนโลยี อาชญากรรมระหว่างประเทศ และคู่แข่งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ จึงเป็นแนวคิดที่ผสมผสานทั้งการบริหารจัดการภัยคุกคามจากภายนอก…

ออสเตรเลียและอินโดนีเซียลงนามยกระดับสนธิสัญญาความมั่นคงและการป้องกันประเทศ

ออสเตรเลียและอินโดนีเซียได้บรรลุข้อตกลงสำคัญในการจัดทำสนธิสัญญาความมั่นคงทวิภาคีฉบับใหม่ เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2568 ระหว่างการเยือนออสเตรเลียของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย และพบหารือกับนายแอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นการยกระดับความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน” (watershed moment) ที่บ่งชี้ถึงยุคใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียและอินโดนีเซีย ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าสนธิสัญญาฉบับนี้จะมีการลงนามอย่างเป็นทางการในห้วงที่นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเยือนอินโดนีเซียในมกราคม 2569 แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดฉบับเต็มของสนธิสัญญาดังกล่าว แต่สาระสำคัญที่เปิดเผยแล้ว ประกอบด้วย 1) การปรึกษาหารือเมื่อเผชิญภัยคุกคาม (Consultation Clause) ที่กำหนดให้ทั้งออสเตรเลียและอินโดนีเซียสามารถปรึกษาหารือในระดับผู้นำและรัฐมนตรีเป็นประจำเกี่ยวกับความมั่นคง และหากความมั่นคงของประเทศใดประเทศหนึ่งหรือทั้งสองประเทศถูกคุกคาม จะมีการหารือและพิจารณามาตรการที่ดำเนินการเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่อาจดำเนินการเป็นรายบุคคลหรือร่วมกัน แต่ข้อตกลงนี้จะเน้นที่การหารือ ไม่ใช่สนธิสัญญาป้องกันร่วมกัน (Mutual Defence Pact) ที่จะผูกมัดให้เข้าช่วยเหลือโดยอัตโนมัติหากอีกฝ่ายถูกโจมตี เนื่องจากอินโดนีเซียดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (“free and active” foreign policy)  และ 2) ดำเนินกิจกรรมความมั่นคงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคง อาทิ การฝึกร่วม การแลกเปลี่ยนบุคลากร และความร่วมมือในการบรรเทาพิบัติภัยและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงต่าง ๆ เช่น กองทัพ ตำรวจ และหน่วยงานชายแดน…

เวียดนามและจีนจะลาดตระเวนร่วมทางทะเลในอ่าวเป่ยปู้

  เวียดนามและจีนจะกระชับความร่วมมือด้านการทหารและการป้องกัยภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางทะเลร่วมกัน โดย 2 ประเทศจะจัดการฝึกลาดตระเวนร่วมกันครั้งที่ 39 ในบริเวณอ่าวเป่ยปู้ (Beibu) หรืออ่าวตังเกี๋ย ระหว่าง 19-20 พฤศจิกายน 2568 ก่อนหน้านี้ เมื่อ เมษายน 2568 หน่วยยามชายฝั่งของเวียดนามกับจีนเคยปฏิบัติการลาดตระเวนร่วมกัน ซึ่งกำหนดไว้ว่าจะดำเนินการเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง ตามข้อตกลงเพื่อเสริมขีดความสามารถในการรักษาบรรยากาศความมั่นคงในพื้นที่ร่วมกันตั้งแต่ปี 2557 ทั้ง 2 ฝ่ายให้ความสำคัญกับอ่าวเป่ยปู้เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะจีน เนื่องจากเป็นที่ตั้งท่าเรือสำคัญทางเศรษฐกิจ เส้นทางเดินเรือ และจุดเชื่อมความร่วมมือกับเวียดนาม ซึ่งมีอาณาเขตทางตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือกับอ่าวเป่ยปู้ด้วย นอกจากนี้ อ่าวเป่ยปู้ยังเป็นเส้นทางเดินเรือไปยังประเทศอื่น ๆ รวมทั้งไทย และกลุ่มประเทศในกรอบความร่วมมือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership-RCEP) ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารระหว่างจีนและเวียดนามครั้งนี้ จะส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและจีน ในโอกาสครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน รวมทั้งขยายความร่วมมือทางการทหารเพื่อปกป้องผลประโยชน์ร่วม สำหรับการฝึกและลาดตระเวนร่วมแต่ละครั้ง หน่วยยามชายฝั่งของเวียดนามและจีนจะส่งเรือเข้าร่วมฝ่ายละ 2 ลำ การฝึกประกอบด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร สั่งการและปฏิบัติการร่วมกัน ตลอดจนปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัย คาดว่าการลาดตระเวนร่วมจะทำให้หน่วยยามชายฝั่งทั้ง 2…

จีนไม่พอใจท่าทีญี่ปุ่นที่อาจแทรกแซง หากจีนโจมตีไต้หวัน

รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการปกป้องความมั่นคงช่องแคบไต้หวันและมุ่งมั่นแผนการรวมชาติตามหลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ทำให้ประเด็นท่าทีของต่างชาติต่อสถานะและความมั่นคงของไต้หวันมีความสำคัญต่อจีนอย่างมาก ล่าสุด จีนไม่พอใจและตอบโต้ท่าทีของนายกรัฐมนนตรีทาคาอิจิ ซานาเอะ ของญี่ปุ่นระหว่างการแถลงในรัฐสภาญี่ปุ่นเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2568 ว่า ญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซง หากจีนโจมตีไต้หวัน เพราะเป็นสถานการณ์ที่คุกคามต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น แม้ว่าท่าทีดังกล่าวจะเกิดขึ้นนานแล้ว แต่ปัจจุบันรัฐบาลและสื่อมวลชนจีนหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นตอบโต้ โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่าการที่ผู้นำญี่ปุ่นปฏิเสธที่จะถอนคำพูดดังกล่าวนั้นไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และจีนจำเป็นต้องประท้วงผ่านทุกช่องทางตั้งแต่ 14 พฤศจิกายน 2568 โดยย้ำให้ญี่ปุ่นเคารพคำมั่นที่ทั้ง 2 ประเทศเห็นพ้องร่วมกันในแถลงการณ์ร่วมเมื่อปี 2515 หรือ China-Japan Joint Communiqué ที่ระบุว่าญี่ปุ่นจะยอมรับจีนเป็นหนึ่งเดียว และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งในอาณาเขตของจีน การดำเนินการของจีนเพื่อตอบโต้นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกอบด้วยมาตรการการทูตเป็นส่วนใหญ่ เช่น การแถลงการณ์ย้ำความไม่พอใจ และเรียกเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำจีนไปประท้วง รวมทั้งแจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงเดินทางไปญี่ปุ่น รวมทั้งขอให้ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น เพิ่มความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม เนื่องจากญี่ปุ่นมีความปลอดภัยลดลง ขณะที่กระทรวงกลาโหมและหน่วยความมั่นคงจีนมีถ้อยแถลงแสดงความพร้อมที่จะป้องกันการแทรกแซงไต้หวัน พร้อมเตือนญี่ปุ่นว่าควรจะศึกษาจากบทเรียนในอดีตให้รอบคอบ นอกจากนี้ เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์ของกองทัพจีนยังเผยแพร่บทความเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะเผชิญหากแทรกแซงสถานการณ์ในช่องแคบไต้หวันด้วย นอกจากความเคลื่อนไหวด้านการทูตและการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา หน่วยยามชายฝั่งจีน หรือ China Coast Guard…

สหรัฐฯ คว่ำบาตรกลุ่มติดอาวุธในเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์

รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามปกป้องชาวอเมริกันจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์และการหลอกลวงออนไลน์ หรือ Scammer ด้วยการใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมดังกล่าว รวมทั้งองค์กรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีรายงานเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2568 ว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรกลุ่มติดอาวุธ กองทัพประชาธิปไตยกะเหรี่ยง (DKBA) และสมาชิกระดับผู้นำของกลุ่ม DKBA จำนวน 4 ราย เนื่องจากมีพฤติกรรมสนับสนุนการก่ออาชญากรรมออนไลน์ในเมียนมา ซึ่งลวงชาวอเมริกันให้เป็นเหยื่อจากการหลอกให้ลงทุน และลวงให้ไปทำงาน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังคว่ำบาตรบุคคลสัญชาติไทย ชื่อ นายจะมู สว่าง และบริษัท Trans Asia International Holding Group Thailand Company Limited (Trans Asia) และบริษัท Troth Star Company Limited (Troth Star) ซึ่งอยู่ในเมียนมา เนื่องจากเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมดังกล่าวด้วย โดยที่สหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่าเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับจีน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า นายจะมู สว่าง บุคคลสัญชาติไทยรายนี้ ร่วมมือกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจีน และกลุ่ม DKBA…

เยอรมนีจะเพิ่มกำลังพลในกองทัพเพื่อรับมือกับภัยคุกคาม

  รัฐบาลเยอรมนีเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบแผนการปรับเพิ่มกำลังพลในกองทัพ หรือ Bundeswehr เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามและอันตรายต่อความมั่นคงแห่งชาติ โดยคาดว่าฝ่ายนิติบัญญัติเยอรมนี จะพิจารณารายละเอียดและลงมติรับรองแผนการดังกล่าวภายในปี 2568 สำหรับรายละเอียดเบื้องต้น ตั้งแต่ปี 2569 เยอรมนีจะกำหนดให้พลเรือนชายและหญิงที่มีอายุครบ 18 ปีตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับความพร้อมและความสนใจในการเป็นทหาร จากนั้นตั้งแต่ กรกฎาคม 2570 พลเรือนชายและหญิงจะได้รับการตรวจร่างกายเพื่อประเมินความพร้อมในการเป็นทหาร เป้าหมายเพื่อให้มีกำลังพลในกองทัพเยอรมนีเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีอยู่ 182,000 นาย และเตรียมความพร้อมเสริมสร้างบทบาทของกองทัพเยอรมนีให้แข็งแกร่งและเป็นกำลังสำคัญในกองกำลังเนโต เนื่องจากคาดว่าภูมิภาคยุโรปจะเผชิญภัยคุกคามจากปฏิบัติการทหารของรัสเซียต่อไปในระยะยาว แผนการดังกล่าวเป็นผลจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ และการปฏิบัติการทหารของรัสเซียที่เริ่มปรากฏนอกพื้นที่ยูเครนมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งกรณีรัสเซียส่งเครื่องบินลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าประเทศสมาชิกเนโต รวมทั้งมีรายงานว่ารัสเซียเพิ่มกำลังทหารในกองทัพเช่นกัน ตลอดจนใช้ความร่วมมือด้านความมั่นคงกับพันธมิตรของรัสเซียเพื่อระดมกำลังทหารจากต่างประเทศ ให้ไปสู้รบเพื่อกองทัพรัสเซียด้วย แม้ว่าที่ผ่านมา เยอรมนีจะยังไม่เคยตกเป็นเป้าหมายโจมตีทางการทหารของรัสเซียโดยตรง แต่เยอรมนีเป็นประเทศผู้ให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคงและการทหารแก่ยูเครนเป็นอันดับต้น ๆ ทำให้รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเยอรมนีประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเป้าหมายของรัสเซีย รวมทั้งเชื่อว่าการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า จะสร้างความได้เปรียบให้กับเยอรมนีและเนโต ทั้งนี้ เยอรมนีคาดว่าจะเพิ่มกำลังพลในกองทัพได้จำนวน 20,000 นายภายในปี 2569 และในระยะ 10 ปีข้างหน้า เยอรมนีจะมีกำลังพลสำรองในกองทัพถึง 200,000 นาย แผนการดังกล่าวเป็นไปเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในอนาคต อย่างไรก็ตาม เยาวชนในเยอรมนีไม่เห็นด้วยและกังวลกับแผนการดังกล่าว…

ออสเตรเลียจะเผชิญความท้าทายในการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น

ผู้อำนวยการหน่วยต่อต้านข่าวกรองแห่งชาติของออสเตรเลีย หรือ Australian Security Intelligence Organisation เปิดเผยเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2568 ว่า ออสเตรเลียจะเผชิญความท้าทายในการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์มากขึ้น เพราะรัฐบาลต่างชาติมีปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์เพื่อบ่อนทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของออสเตรเลีย

แอฟริกาใต้จัดการประชุม G20 ต่อไปแม้สหรัฐฯ ไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วม

ประธานาธิบดี Cyril Ramaphosa ของแอฟริกาใต้แสดงความพร้อมเป็นประธานจัดการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือ G20 ประจำปี 2568 ที่เมือง Johannesburg ระหว่าง 22-23 พฤศจิกายน 2568 โดยจะมีผู้นำจากประเทศสมาชิกกลุ่ม G20 จำนวน 19 ประเทศเข้าร่วม รวมทั้งผู้แทนจากสหภาพยุโรปและสหภาพแอฟริกา นอกจากนี้ ประธานาธิบดี Ramaphosa ให้ความเห็นต่อกรณีสหรัฐฯ จะไม่ส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวว่า สหรัฐฯ จะเป็นฝ่ายเสียโอกาส เพียง เพื่อต้องการตอบโต้แอฟริกาใต้ที่ยื่นฟ้องอิสราเอลผ่านศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ให้มีความผิดก่ออาชญากรรมสงครามในสงครามฉนวนกาซา และละเมิดสิทธิมนุษยชนชนกลุ่มน้อยในประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งชนผิวขาวในแอฟริกาใต้ ผู้นำแอฟริการะบุว่าการประชุมกลุ่ม G20 จะดำเนินการต่อไป โดยไม่มีสหรัฐฯ แต่ประเทศสมาชิกสามารถตัดสินใจร่วมกันได้ นอกจากนี้ยังประเมินว่าสหรัฐฯ จะสูญเสียโอกาสแสดงบทบาทนำในเวทีความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่สำคัญ ทั้งนี้ มีรายงานว่าผู้นำแอฟริกาพยายามล็อบบี้ให้ประธานาธิบดีทรัมป์เปลี่ยนท่าทีและเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว เพราะเป็นการประชุมสุดยอด G20 ครั้งแรกในภูมิภาคแอฟริกา โดยไปโน้มน้าวระหว่างการเยือนและพบกับผู้นำสหรัฐฯ เมื่อพฤษภาคม 2568  แต่ไม่สำเร็จ จึงอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์การเป็นประธาน G20 กระทบการตัดสินใจเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวของผู้นำประเทศอื่น ๆและการส่งต่อหน้าที่ประธาน G20 ให้สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพในปี…