ลาวประสบปัญหาจากทุนจีนเพิ่มขึ้น 

แก๊งหลอกลวงออนไลน์ หรือแก๊งสแกมเมอร์ของกลุ่มทุนจีนเทามีการปฏิบัติการในลาวอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจะปราบปรามอย่างรุนแรง โดยปัจจุบันมีการย้าย/ขยายฐานปฏิบัติการจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำไปยังพื้นที่อื่น ๆ ที่ติดชายแดนไทย โดยเฉพาะนครหลวงเวียงจันทน์ (ตรงข้ามจังหวัดหนองคาย) และแขวงสะหวันนะเขต (ตรงข้ามจังหวัดมุกดาหาร) และใช้พื้นที่โรงแรมหรืออาคารขนาดเล็กเพื่อปฏิบัติการและมีการย้ายพื้นที่บ่อยครั้งเพื่อหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ อีกทั้งมีการจ้างให้คนไทยลักลอบข้ามไปทำงานให้กับแก๊งหลอกลวงออนไลน์อย่างต่อเนื่อง คนไทยก็ไปเป็นแอดมินชักชวนให้เล่นการพนันออนไลน์ และเป็นแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งลาวได้ทำการจับกุมหลายระลอก และส่งกลับไทย  โดย เมื่อ 21 พฤษภาคม 2569 ได้นำตัวคนไทย 307 คน  ส่งกลับไทย หลังกวาดล้างฐานเว็บพนันออนไลน์ และแก๊งสแกมมเมอร์ จากแขวงสะหวันนะเขต และนครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งพบว่าคนไทยเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเคยถูกกวาดล้างมาจากเมียนมา และกัมพูชา โดยลักลอบเข้าลาว เพื่อไปดำเนินธรุกิจผิดกฎหมายดังกล่าว ลาวยังเป็นพื้นที่ที่จีนสนใจเข้าไปลงทุน โดย Stimson Center ซึ่งเป็นสถาบันทางวิชาการที่มีชื่อเสียงของสหรัฐฯ ได้เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมที่ระบุว่าลาวมีแหล่งแร่แรร์เอิร์ธ   นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการจีนเข้าไปประกอบกิจการเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในลาวเพิ่มขึ้น โดยพบพื้นที่ต้องสงสัยว่ามีการลักลอบทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธเพิ่มขึ้นกว่า 517 จุดทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแขวงเชียงขวาง แขวงหัวพัน และพื้นที่ตามริมแม่น้ำโขง ซึ่งส่งผลกระทบให้มีปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำโขงตามมา นักวิเคราะห์ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่ทุนจีนจะทำธุรกิจเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในลาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมาผลิตได้ลดลง จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างรัฐบาลเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์ยังไม่แน่นอน ขณะที่รัฐบาลลาวยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายห้ามทำเหมืองแร่ได้จริง  นอกจากนี้ ลาวยังต้องพึ่งพาการลงทุน…

อุตสาหกรรมโฆษณาในยุคสื่อ-เทค-ระเบียบ-คนเปลี่ยนแปลง

หนึ่งในข้อความหรือสื่อที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของมนุษยมากที่สุด คือ “โฆษณา” เนื่องจากเป็นกระบวนการสื่อสารข้อมูลข่าวสารเพื่อจูงใจหรือเผยแพร่เกี่ยวกับสินค้า บริการ หรือแนวคิดไปยังกลุ่มเป้าหมาย ผู้ที่ทำสื่อโฆษณาต้องมีสารหรือข้อมูล (message) ที่ต้องการส่งออกไปยังกลุ่มเป้าหมาย และต้องมี “สื่อ” (media) หรือช่องทางเผยแพร่ข้อมูลออกไปด้วย … “วงการโฆษณา” เป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และต้องปรับตัวตลอดเวลา เช่นเดียวกันกับผู้รับสารหรือกลุ่มเป้าหมาย ที่มีพฤติกรรมการใช้สื่อและความสนใจแตกต่างกันไปด้วย บทความนี้จะชวนวิเคราะห์ความท้าทายใหม่ของโลกการโฆษณา เพราะมีผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศได้ส่งสัญญาณเตือนแล้วว่า ปัจจุบันนักโฆษณา รวมทั้งนักการตลาดกำลังเผชิญ “ฝันร้าย” เพราะข้อจำกัดเรื่องกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล หลักจิตวิทยา และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างความสับสนในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค คำเตือนนี้สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องการบริหารจัดการข้อมูล และความสามารถในการวิเคราะห์ (analysis) มีความสำคัญอย่างมากต่ออุตสาหกรรม ธุรกิจ และพฤติกรรมมนุษย์ยุคใหม่นั่นเอง ขอเริ่มที่การปรับตัวของธุรกิจการโฆษณา …ย้อนกลับไปก่อนปี 2543  ให้ความสำคัญที่สุดกับ “เวลาออกอากาศ”   ในช่วงไพรม์ไทม์ (primetime) หน้ารายการข่าว หรือช่วงละครหลังข่าว เพราะผู้บริโภคมีโอกาสได้เห็นเนื้อหามากที่สุด…แต่ค่าใช้จ่ายในการออกอากาศโฆษณาก็จะสูงตามไปด้วย ทำให้ในอดีต…เจ้าของแบรนด์ต้องยอมจ่ายงบประมาณหลายล้านบาทเพื่อแลกกับ 30 วินาที บนจอโทรทัศน์ อำนาจของการออกอากาศจึงตกเป็นของ “สถานีโทรทัศน์” ซึ่งเปรียบเป็นเจ้าของผู้ชม และเป็นผู้กำหนดราคาของการมองเห็น รวมทั้งยังเป็นการดำเนินการการตลาดแบบหว่านแห (Mass Marketing) ที่ต้องลุ้นว่าการลงทุนทำโฆษณาที่มีมูลค่าสูงนั้น…

องค์กรสิทธิมนุษยชนกังวลกรณีเมียนมากระตุ้นให้เยาวชนสมัตรเป็นกำลังพล

สถานการณ์ความมั่นคงและพัฒนาการทางการเมืองในเมียนมาได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศและองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อ 21 พฤษภาคม 2569 มีรายงานว่าปัจจุบัน รัฐบาลเมียนมาสนับสนุนให้เยาวชนอายุระหว่าง 16-19 ปี สมัครโครงการฝึกอบรมเพื่อเป็นกำลังพลในกองทัพเมียนมา โดยรัฐบาลเมียนมารณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้เยาวชนทั่วประเทศ สมัครหลักสูตรของกองทัพ ที่กรุงเนปยีดอ และเมืองใกล้เคียง โดยหลักสูตรดังกล่าวจะเริ่มเปิดเรียน รวมทั้งฝึกอบรมระหว่างปีการศึกษา 2569-2570 โดยรัฐบาลและกองทัพสร้างแรงจูงใจด้วยการให้เยาวชนเข้าร่วมหลักสูตรดังกล่าวได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และมีโอกาสได้รับการศึกษาต่อในโรงเรียนของกองทัพต่อไป องค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งในเมียนมาและต่างประเทศ มีมุมมองว่าโครงการดังกล่าวเป็นไปเพื่อจูงใจให้เยาวชนเมียนมาเป็นกำลังพลในกองทัพ ที่ต้องปฏิบัติการรักษาความมั่นคงในประเทศต่อไปในระยะยาว ที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาสูญเสียกำลังพลระหว่างการสู้รบกับกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองและชนกลุ่มน้อยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องเร่งรับสมัครทหารรุ่นใหม่ รวมทั้งอาจใช้หลักสูตรดังกล่าวแพร่กระจายอุดมการณ์ความมั่นคงทางการเมืองของกองทัพเมียนมา โดยใช้โอกาสจากระบบการศึกษาที่ล้มเหลวในช่วงสงครามกลางเมือง ฟื้นฟูระบบการศึกษารูปแบบใหม่ที่จะเอื้อประโยชน์ต่ออำนาจทางการเมืองของกองทัพ นอกจากนี้ รัฐบาลและกองทัพเมียนมาใช้โรงเรียนทหารรูปแบบใหม่นี้โน้มน้าวให้เยาวชนชาวเมียนมาร่วมมือกับกองทัพมากขึ้น แทนที่จะเดินทางออกนอกประเทศหรือไปประกอบอาชีพอื่น ที่ผ่านมา สถานการณ์ความไม่มั่นคงในเมียนมา และแรงกดดันจากรัฐบาล รวมทั้งกองทัพเมียนมาที่ต้องการให้ชาวเมียนมาอายุระหว่าง 18-35 ปี เกณฑ์ทหาร โดยประกาศใช้กฎหมายเมื่อปี 2567 ที่กำหนดให้พลเมืองเพศชายและหญิงต้องเข้าเกณฑ์ทหารเป็นระยะเวลา 2 ปี ทำให้ชาวเมียนมาบางส่วนต้องการอพยพออกจากประเทศ เพราะมีมุมมองว่านโยบายดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิและความปลอดภัย ทั้งนี้ มาตรการของเมียนมาทำให้มีการเกณฑ์ทหารเพิ่มแล้วอย่างน้อย 110,000 คน  

รัฐมนตรีต่างประเทศสมาชิกกลุ่ม QUAD จะหารือกันที่อินเดีย

สหรัฐฯ อินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย จะจัดการหารือระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมกันที่อินเดีย ใน 26 พฤษภาคม 2569 เพื่อกระชับความร่วมมือและความสัมพันธ์ของสมาชิกกลุ่มความร่วมมือ 4 ฝ่าย หรือ QUAD โดยสื่อต่างประเทศจับตามองท่าทีและบทบาทของนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่จะเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการระหว่าง 23-26 พฤษภาคม 2569 เพื่อเพิ่มพูนความเชื่อมั่นต่อประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ว่าสหรัฐฯ จะยังให้ความสำคัญกับการเสริมความร่วมมือพหุภาคีและการสนับสนุนความมั่นคงของพันธมิตรและหุ้นส่วน เฉพาะอย่างยิ่งอินเดีย เนื่องจากมีรายงานก่อนหน้านี้ว่าชาวอินเดียมีมุมมองเชิงลบต่อบทบาทของสหรัฐฯ ในเวทีโลก รวมทั้งมีมุมมองว่านโยบายภาษีของสหรัฐฯ บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างกัน สำหรับกลุ่ม QUAD ที่ผ่านมามีความร่วมมือด้านความมั่นคงต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การขยายความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ และการประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 4 ประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดียค่อนข้างเผชิญความท้าทาย จากการที่ทั้ง 2 ประเทศดำเนินนโยบายแตกต่างกันประเด็นสงครามยูเครน รวมทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ใช้มาตรการภาษีตอบโต้อินเดียในอัตราที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า การประชุมหารือของกลุ่ม QUAD ครั้งนี้จะเป็นการส่งสัญญาณให้จีนเห็นว่าพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ รวมทั้งญี่ปุ่นและออสเตรเลียยังแข็งแกร่ง คาดว่าจะเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือ 4 ประเทศเพื่อส่งเสริมห่วงโซ่การผลิตเทคโนโลยี…

ผู้นำจีนจะเยือนเกาหลีเหนือ

สื่อมวลชนเกาหลีใต้รายงานเมื่อ 21 พฤษภาคม 2569 ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จะเดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการในห้วงปลาย พฤษภาคม หรือต้น มิถุนายน 2569 เพื่อแสดงบทบาทเป็นตัวกลางการเจรจาปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนส่งทีมรักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปเยือนกรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือ เพื่อเตรียมพร้อมการเยือน ปัจจุบัน รัฐบาลจีนยังไม่ยืนยันกำหนดการเยือนดังกล่าว แต่สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจและประเมินความเป็นไปได้สูง เนื่องจากผู้จีนต้องการสร้างผลงานในการส่งเสริมความสัมพันธ์และแก้ไขปัญหาตึงเครียดระหว่างประเทศ ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน พบหารือกับนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือบ่อยครั้ง ล่าสุดเมื่อปี 2568 ในระหว่างที่นายคิม จองอึน เยือนกรุงปักกิ่ง จีน สำหรับการเยือนเกาหลีเหนือครั้งนี้ สื่อมวลชนเกาหลีใต้คาดหวังให้ผู้นำจีน แสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์เพื่อโน้มน้าวเกาหลีเหนือให้รักษาสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี เนื่องจากปัจจุบันเกาหลีเหนือเพิ่มท่าทีแข็งกร้าวต่อเกาหลีใต้ ปฏิเสธการเจรจาระหว่างกัน และมีแนวโน้มจะใช้เครื่องมือทางทหารกดดันและยั่วยุเกาหลีใต้ในพื้นที่แนวหน้าระหว่าง 2 ประเทศ ทั่วโลกจะจับตามองบทบาทของผู้นำจีนต่อบรรยากาศความมั่นคงและสันติภาพในคาบสมุทรเกาหลี เนื่องจากจีนเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงและการค้าที่สำคัญของเกาหลีเหนือมาโดยตลอด เฉพาะอย่างยิ่งการให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนามนุษย์ นอกจากนี้ การเยือนดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือ-เกาหนีใต้ตกต่ำ จากกรณีผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเมื่อ 18 พฤษภาคม 2569 ยกเลิกข้อความเกี่ยวกับเป้าหมายการรวมชาติกับเกาหลีใต้ (reunification) ในรัฐธรรมนูญของประเทศ และระบุชัดเจนว่าเกาหลีใต้เป็นรัฐศัตรู กำหนดอธิปไตยเหนือดินแดนแยกประเทศเป็นเกาหลีเหนืออย่างชัดเจน…

เยอรมนีพร้อมเป็นผู้นำกลุ่มพันธมิตรเนโต

เยอรมนีแสดงความพร้อมเป็นประเทศผู้นำของกลุ่มพันธมิตรเนโต ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงและการทหาร โดยนาย Johann Wadephul รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนระหว่างเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีของประเทศสมาชิกเนโต ที่เมือง Helsingborg สวีเดน ระหว่าง 21-22 พฤษภาคม 2569 ว่า เยอรมนีพร้อมยกระดับบทบาทเป็นผู้นำเนโต เป้าหมายเพื่อให้ความมั่นคงของยุโรปเสริมสร้างความปลอดภัยให้เยอรมนี และประเทศอื่น ๆ โดยคาดว่าเยอรมนีจะใช้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเป็นจุดแข็ง ท่าทีของเยอรมนีมีขึ้นในห้วงที่สหรัฐฯ ส่งสัญญาณจะลดบทบาทและกระตุ้นให้พันธมิตรในยุโรปให้ความสำคัญกับการปกป้องความมั่นคงของตนเอง รวมทั้งปัจจุบัน เยอรมนีกับสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ตึงเครียดขึ้นจากกรณีผู้นำเยอรมนีวิจารณ์ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านเชิงลบ และยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่ไม่ชัดเจนทำให้เศรษฐกิจเยอรมนีได้รับความเสียหายไปด้วย จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ตัดสินใจถอนทหารจำนวน 5,000 นายออกจากเยอรมนี ทั้งนี้ นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุม และย้ำให้สมาชิกเนโตปฏิบัติตามข้อตกลงเพิ่มงบประมาณสนับสนุนเนโต และวิจารณ์ว่าสมาชิกเนโตบางส่วนเชิงลบว่าไม่ให้การสนับสนุนสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน การประชุมเนโตที่สวีเดน มีผู้แทนจากประเทศสมาชิกเข้าร่วม 32 ประเทศ จะเป็นการหารือเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประชุมสุดยอดใน 7-8 กรกฎาคม 2569 ที่กรุงอังการา ตุรกี คาดว่าประเด็นสำคัญที่สมาชิกเนโตจะหารือกันอย่างต่อเนื่องก่อนถึงการประชุมดังกล่าว ได้แก่ การเพิ่มงบประมาณสนับสนุนเนโต การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การรับมือกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน…

ผลกระทบจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ใน 3 มิติความมั่นคง

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน ที่เริ่มต้นตั้งแต่การปฏิบัติการทางทหารเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ปัจจุบันส่งผลกระทบเชิงลบต่อสถานการณ์ความมั่นคงทั่วโลกในหลากหลายมิติ เนื่องจากมีการเผชิญหน้าด้วยอาวุธ การปฏิบัติการบ่อนทำลายความมั่นคงของคู่ขัดแย้งนอกพื้นที่ และในโลกไซเบอร์ รวมทั้งการใช้ความมั่นคงพลังงานเป็นข้อต่อรอง ปัจจุบัน การเจรจาสันติภาพยังไม่มีความคืบหน้า แม้ปากีสถานจะพยายามแสดงบทบาทผลักดันให้สหรัฐฯ กับอิหร่านส่งผู้แทนไปเข้าร่วมหารือเงื่อนไขต่าง ๆ ระหว่างกัน แต่ทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่ยอมรับเงื่อนไขเรื่องการยุติโครงการนิวเคลียร์ ทำให้ทั่วโลกเสี่ยงเผชิญผลกระทบด้านความมั่นคงในระยะยาว ผลกระทบด้านความมั่นคงอย่างน้อย 3 มิติ ที่เป็นผลจากสงครามและความยืดเยื้อในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ 1) ผลกระทบด้านการขนส่งพลังงาน และสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก โดยเฉพาะต่อเอเชีย ปัจจุบันกลายเป็น “พื้นที่สงคราม” เนื่องจากสหรัฐฯ กับอิหร่านปิดล้อมและโจมตีเรือที่แล่นผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั่วโลกมีมุมมองว่าความไม่มั่นคงปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากจะทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนพลังงาน และราคาน้ำมันทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ยังจะทำให้เกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทานการขนส่งสินค้า เฉพาะอย่างยิ่งปุ๋ยเคมี ที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมและผลิตอาหาร ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ดังนั้น สถานการณ์นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นปัญหาขาดแคลนอาหารและการแย่งชิงทรัพยากรในอนาคต 2) ผลกระทบด้านการเผยแพร่อุดมการณ์หัวรุนแรงและความเกลียดชัง โดยสงครามครั้งนี้ ประกอบกับกรณีอิสราเอลปฏิบัติการทหารในฉนวนกาซา ตั้งแต่ ตุลาคม 2566 ทำให้เกิดกรณีบุคคลและกลุ่มบุคคลที่ไม่พอใจนโยบายของคู่ขัดแย้ง รวมทั้งประเทศอื่น ๆ…

ญี่ปุ่นสนับสนุนโครงการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในกัมพูชา

ญี่ปุ่นดำเนินโครงการช่วยเหลือและสนับสนุนด้านมนุษยธรรมในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อ 18 พฤษภาคม 2569 มีรายงานรัฐบาลญี่ปุ่น ส่งนาย Ueno Atsushi เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น/พนมเปญ เป็นผู้แทนมอบงบประมาณจำนวน 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เหยื่อทุ่นระเบิดในกัมพูชา ซึ่งเป็นโครงการของ Cambodian Mine Action Centre (CMAC) ที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2549 ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นมีส่วนร่วมในโครงการดังกล่าวผ่านกรอบการให้ความช่วยเหลือของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และการมอบงบประมาณจำนวน 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐครั้งนี้เป็นไปตามความร่วมมือระยะที่ 2 ของโครงการ และจะมีการมอบระยะที่ 3 เร็ว ๆ นี้ ญี่ปุ่นให้งบประมาณดำเนินโครงการดังกล่าวรวมจำนวน 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเก็บกู้ทุ่นระเบิดและช่วยเหลือเหยื่อในพื้นที่จังหวัด Battambang จังหวัด  Pursat และจังหวัด Pailin ของกัมพูชา เริ่มตั้งแต่ปี 2565 ที่ผ่านมา สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้มากถึงร้อยละ 127 ของพื้นที่เป้าหมาย โดยทำลายทุ่นระเบิดได้ประมาณ 27,847 ทุ่น…

ผู้นำจีนต้อนรับผู้นำรัสเซีย ลงนามในความร่วมมือหลายมิติ

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนต้อนรับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียที่เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ เมื่อ 19 พฤษภาคม 2569  ผู้นำจีนต้อนรับผู้นำรัสเซียอย่างสมเกียรติ จากนั้นได้หารือกันประเด็นการกระชับความร่วมมือ และลงนามในข้อตกลงระหว่างกัน เพื่อขยายความสัมพันธ์ด้านการค้า ความมั่นคงพลังงาน และการทูต พร้อมกับร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 25 ปี ความสัมพันธ์ตามสนธิสัญญา Treaty of Good-Neighborliness and Friendly Cooperation ที่เป็นข้อตกลงแก้ไขปัญหาขัดแย้งประเด็นพรมแดนจีน-รัสเซีย และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้นตั้งแต่ปี 2544 และปัจจุบัน จีนกับรัสเซียเห็นพ้องจะขยายอายุสนธิสัญญาดังกล่าวด้วย สื่อมวลชนต่างประเทศวิเคราะห์ว่าปัจจัยที่ทำให้บรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างจีน-รัสเซียในปัจจุบันใกล้ชิดและแน่นแฟ้นกันมากขึ้น อาจเป็นผลจากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีปูติน เพราะทั้ง 2 ผู้นำมีอำนาจปกครองประเทศยาวนาน จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อกัน และได้พบหารือกันมาแล้วมากกว่า 40 ครั้ง นอกจากนี้ ทั้ง 2 ประเทศร่วมมือกันเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งมีมุมมองว่าจีนและรัสเซียเป็นความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์มาโดยตลอด ทำให้จีนและรัสเซียใช้หลักการร่วมมือกันมากขึ้นเพื่อรับมือกับสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันผู้นำรัสเซียต้องพึ่งพาผู้นำจีนมากกว่าในอดีต เพราะรัสเซียเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติจากกรณีสงครามในยูเครน อย่างไรก็ตาม นักวิชาการมีมุมมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียในปัจจุบันเป็นรูปแบบการพึ่งพาอาศัย เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศในช่วงที่สถานการณ์โลกผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บรรยากาศการพบหารือระหว่างผู้นำจีนและผู้นำรัสเซียที่ราบรื่น ยังสะท้อนว่าปัจจุบันจีนพร้อมร่วมมือกับต่างประเทศทุกฝ่าย…

มุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย

ในห้วง17-18 พฤษภาคม 2569 สื่อต่างประเทศรายงานมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การลงทุน และอุตสาหกรรมความงาม สำนักข่าว Bloomberg ของสหรัฐฯ Reuters ของสหราชอาณาจักร และ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น รายงานเศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงกว่าคาดการณ์ กรณีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เมื่อไตรมาสที่ 1/2569 ที่ขยายตัวร้อยละ 2.8 สูงกว่าคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ โดยมีปัจจัยหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น สำนักข่าว Bloomberg ยังนำเสนอว่าไทยเตรียมลดกฎระเบียบทางธุรกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศกรณีที่รัฐบาลมีแผนปฏิรูปกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับ ที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจมายาวนาน เพื่อแข่งขันในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ความพยายามดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมของไทยจะผลักดันการปรับตำแหน่งให้ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้นสำหรับบริษัทข้ามชาติที่กำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ส่วน South China Morning Post ของฮ่องกง เผยแพร่บทความเกี่ยวกับอุตสาหกรรมความงามของไทยกำลังเติบโต โดยระบุว่าอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เฉพาะอย่างยิ่ง ไทยและเวียดนามกำลังได้รับความนิยมและขยายตัวในหลายภูมิภาคของเอเชีย และสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาด ซึ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเป็นเจ้าของตลาดหลัก โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการมีบุคลากรที่มีทักษะและบริการด้านเวชศาสตร์ความงามจำนวนมาก ต้นทุนแรงงาน และค่าบริการที่ต่ำกว่าประเทศตะวันตก ทำให้ลูกค้าจากทั่วโลกเดินทางมาใช้บริการด้านความงามที่ไทย รัฐบาลไทยหนุนภาคเอกชนให้เดินหน้าการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ …