กัมพูชาและญี่ปุ่นจะกระชับความร่วมมือกันมากขึ้นในหลากหลายมิติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชากับญี่ปุ่นได้มีการพบหารือกันเป็นครั้งที่ 3 ในรอบปี 2568 ระหว่างนอกรอบการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เมื่อ 25 กันยายน 2568 โดยเมื่อพฤษภาคม 2568 พบกันในโอกาสที่นายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเยือนญี่ปุ่น และเมื่อกรกฎาคม 2568 พบกันที่การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่มาเลเซีย ซึ่งสะท้อนความใกล้ชิดและความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายจะเพิ่มมากขึ้นในหลาย ๆ ด้าน สำหรับในการพบกันครั้งที่ 3 นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นยังได้กล่าวถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วย ในการพบหารือระหว่าง นายปร๊ะ สุคน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กับนายทาเคชิ อิวายะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นที่นครนิวยอร์ก ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันมากขึ้น ซึ่งจะทำให้กัมพูชาจะมีความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรม และดิจิทัล เช่น ญี่ปุ่นจะเข้าไปส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและภาคอุตสาหกรรมในกัมพูชา ในโครงการ Economic Co-Creation Package การพัฒนาท่าเรือสีหนุวิลล์  และการพัฒนาเครือข่ายโทรคมนาคมหลัก รวมถึง 5G เป็นต้น นายอิวายะได้แสดงความเสียใจต่อนายปร๊ะ สุคน กรณีเหยื่อชาวกัมพูชาเสียชีวิตจากการปะทะทางทหารกับไทย พร้อมหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง และใช้การเจรจา  ญี่ปุ่นจะยังพยายามสนับสนุนลดระดับความรุนแรงของสถานการณ์ ทั้งนี้…

สถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา

  สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียด เนื่องจากกัมพูชายั่วยุและละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง อาทิ การนำรถถังและยิงวิถีตรงเข้ามาในเขตชายแดน บริเวณตรงข้ามช่องตาเฒ่า ทางขึ้นเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และมีเสียงปืนที่คาดว่าเป็นการยิงยั่วยุในหลายจุดของพื้นที่ จ.สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ส่งผลให้ประชาชนตื่นตระหนกและหวาดกลัว บางส่วนเตรียมการอพยพด้วยตนเองโดยไม่รอคำสั่ง โรงเรียนต้องเร่งจัดสอบเผื่อเกิดกรณีการปะทะอย่างฉับพลัน ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว มีมวลชนไทยเดินทางมาให้กำลังใจทหารไทย  ส่วนฝ่ายกัมพูชา แม้มีมวลชนลดลง แต่คาดว่าจะมีการเกณฑ์จากนอกพื้นที่เข้ามารวมตัวบริเวณแนวหน้า ซึ่งอาจนำไปสู่การยั่วยุ และปะทะระหว่างมวลชนไทยกับกัมพูชาได้อีกครั้ง

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด

สถานการณ์น้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุรากาซายังคงส่งผลกระทบรุนแรงในหลายพื้นที่ของ จ.เชียงใหม่ โดยเฉพาะ อ.สันป่าตอง อ.กัลยานิวัฒนา และ อ.แม่แจ่ม ที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำขานและแม่น้ำสาขาล้นตลิ่งและเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนมากกว่า 700 ครัวเรือน  ประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 3,000 คน อีกทั้งมีแนวโน้มน้ำท่วมสูงขึ้น เนื่องจากฝนยังตกชุกในพื้นที่ตลอดทั้งวัน ขณะที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ มีบ้านเรือนถูกน้ำท่วมกว่า 6,900 หลังคาเรือน แต่ภาพรวมระดับน้ำเริ่มลดลง ด้านจังหวัดในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา โดยเฉพาะที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พบน้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ อ.เสนา บางจุดมีระดับน้ำสูงถึง 3 เมตร ถึงหลังคาบ้าน แต่ประชาชนจำนวนมากยังไม่ต้องการอพยพออกจากพื้นที่ เพราะเป็นห่วงบ้านและมีผู้สูงอายุ

อุตสาหกรรมข้าวไทยยังคงเผชิญความท้าทายหลายด้าน

  ราคาข้าวตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากปริมาณข้าวในตลาดโลกล้นสต็อก  ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ พบว่าปี 2568  ข้าวจากประเทศผู้ผลิตได้ออกสู่ตลาดโลกมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ข้าวไทยแข่งขันได้ยาก เพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เงินบาทแข็งค่า ประกอบกับฟิลิปปินส์ซึ่งเคยเป็นตลาดนำเข้าข้าวไทย เตรียมขยายเวลาห้ามนำเข้าข้าวตั้งแต่ ก.ย  ต.ค. 68 เพื่อปกป้องเกษตรกรในประเทศในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ ปัจจัยในประเทศที่ฉุดรั้งอุตสาหกรรมข้าวไทยคือ ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและท่วมในพื้นที่ซ้ำซาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าปัญหาน้ำท่วมในภาคเหนือ ภาค ตอ.น. และภาคกลางในปี 2568 จะส่งผลให้พื้นที่ข้าวนาปีได้รับผลกระทบประมาณ 1.85 ล้านไร่ มีผลผลิตเสียหายประมาณ 4.8 แสนตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,210 ล้านบาท

หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบ 4 ปี

ข้อมูลศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ระบุว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในปี 2568 วิกฤต โดยครัวเรือนไทยมากถึงร้อยละ 95.1 มีหนี้สิน เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 740,596.94 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 22.1 สูงที่สุดในรอบ 4 ปี ขณะเดียวกันยังพบว่าครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ไม่มีเงินออมใช้ในยามฉุกเฉิน และร้อยละ 22.2 มีเงินไม่เพียงพอใช้จ่าย จึงต้องกู้ยืมเงิน โดยเฉพาะการกดเงินสดจากบัตรเครดิตที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง สาเหตุที่เงินไม่พอใช้นั้นส่วนใหญ่ระบุว่าเป็นเพราะค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่รายได้ลดลง ประกอบกับพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยในปัจจุบันนิยมใช้สินค้าฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสินค้าแฟชั่นและความงามมากขึ้น   ปัญหาหนี้นอกระบบยังน่ากังวล โดยสัดส่วนหนี้นอกระบบสูงถึงร้อยละ 35 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 30.1 เนื่องจากการเข้าถึงสินเชื่อในระบบธนาคารที่ยากขึ้น

กระทรวงสงครามของสหรัฐฯ เข้มงวดกับการเผยแพร่ข่าวสารของสื่อประจำกระทรวง

กระทรวงสงคราม หรือกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ชี้แจงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องเข้มงวดในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร หลังจากได้ออกบันทึกข้อตกลง (memorandum) เกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับต่อผู้สื่อข่าวที่มีใบอนุญาตประจำกระทรวงสงครามของสหรัฐฯ เมื่อ 19 กันยายน 2568  ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ข้อมูลรั่วไหล และมีความถูกต้อง แม้ไม่ใช่ข้อมูลที่มีชั้นความลับ อย่างไรก็ดี สมาคมผู้สื่อข่าว และสื่อมวลชนทั่วไปเห็นว่าการออกระเบียบดังกล่าวเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีความยาวถึง 17 หน้า โดยกระทรวงสงครามกำหนดให้ผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงต้องทำข้อตกลงกับกระทรวงฯ ว่าจะเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เฉพาะที่ได้รับการอนุมัติให้เปิดเผยต่อสาธารณะโดยเจ้าหน้าที่แล้วเท่านั้น  หากฝ่าฝืนจะถูกยึดใบอนุญาต นอกจากนี้ ยังมีการจำกัดพื้นที่การเข้าถึงของผู้สื่อข่าวกระทรวงสงครามอีกด้วย โดยนายปีเตอร์ เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามยังแจ้งผ่านทางโซเชียลมีเดีย X ว่า ผู้สื่อข่าวต้องแขวนป้าย และปฏิบัติตัวตามกฎ หากต้องเข้าถึงบริเวณทางเดินไปยังห้องโถงของกระทรวง ความเข้มงวดต่อสื่อมวลชน ซึ่งรวมทั้งผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงฯ ยังจะนำไปใช้ในฐานทัพต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล และปกป้องมาตรการรักษาความปลอดภัยของประเทศอีกด้วย ซึ่งความเข้มงวดดังกล่าว ได้เริ่มมาเป็นระยะ ๆ แล้ว เพื่อมิให้กระทรวงฯ ถูกแอบอ้าง หรือมีการรั่วไหลของข้อมูลผ่านสื่อมวลชน เช่น เมื่อมีนาคม 2568 มีข้อมูลที่อ่อนไหวรั่วไหลกรณีการโจมตีกบฏฮูตีในเยเมน รวมทั้งข้อมูลข่าวกรองรั่วกรณีความเสียหายของโรงงานพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านที่ถูกสหรัฐฯ โจมตีเมื่อมิถุนายน…

3 ประเด็นสำคัญจากการประชุม UNGA วันแรก

ผู้นำต่างประเทศใช้การประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญครั้งที่ 80 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เป็นเวทีแสดงจุดยืนทางการเมืองระหว่างประเทศและกระตุ้นให้สมาชิกสหประชาชาติ 192 ประเทศร่วมมือกันรักษาสันติภาพในระยะยาว โดยเมื่อ 23 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นวันแรกที่ผู้นำประเทศต่าง ๆ จะได้กล่าวถ้อยแถลง หรือ high-level General Debate มีประเด็นที่น่าสนใจจำนวนมาก เฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่ทั่วโลกจัดตามอง และกรณีประเทศยุโรปประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ประเด็นแรกที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก คือ ท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เนื่องจากจะเป็นสัญญาณแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของมหาอำนาจ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ กล่าวถ้อยแถลงเป็นระยะเวลา 55 นาที เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการเน้นย้ำนโยบาย Make America Great Again ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องผลประโยชน์ของชาวอเมริกันและเสริมสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม ผลงานด้านการยุติความขัดแย้ง พร้อมทั้งวิจารณ์นโยบายของประเทศอื่น ๆ เช่น วิจารณ์นโยบายรับผู้อพยพของประเทศยุโรปเชิงลบ ให้ความเห็นว่าองค์กรสหประชาชาติ (UN) ล้มเหลวในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศ และโจมตีนโยบายพลังงานสะอาดว่าเป็นปัจจัยทำลายโลกเสรีและเป็นการหลอกลวง (green energy scam) ประธานาธิบดีทรัมป์ยังใช้เวลากว่า 10 นาทีย้ำว่าไม่เห็นด้วยกับปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งตอกย้ำมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ไม่เชื่อเรื่องสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด…

จีนและฮ่องกงประกาศอพยพประชาชน เฝ้าระวังพายุรากาซา

เมื่อ 23 กันยายน 2568 มีรายงานว่าจีนสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ตอนใต้ของประเทศ รวมทั้งฮ่องกง ตลอดจนสั่งปิดทำการโรงเรียนและธุรกิจบางประเภท เพื่อป้องกันความสูญเสียจาก “พายุรากาซา” ที่เป็นภัยพิบัติระดับซุปเปอร์ไต้ฝุ่น หรือพายุที่รุนแรงที่สุดในรอบปี เทียบเท่าพายุเฮอร์ริเคนระดับ 5 ความเร็วลมก่อนหน้านี้อยู่ที่ 230 กิโลเมตร/ชั่วโมง เคลื่อนตัวจากทะเลจีนใต้ฝั่งตะวันออกไปยังตะวันตก โดยฟิลิปปินส์กับไต้หวันได้รับผลกระทบจากพายุรากาซาไปแล้ว รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้แจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังฝนตกหนัก ลมแรง คลื่นสูง และเหตุดินถล่มในหลายพื้นที่ เฉพาะอย่างยิ่งในเมืองทางตอนเหนือของประเทศ ทางการฮ่องกงประกาศให้พายุดังกล่าวมีความรุนแรงที่ระดับ 8 จาก 10 ระดับ  รายงานเกี่ยวกับพายุดังกล่าวทำให้ชาวจีนและฮ่องกงวิตกอย่างมากและเริ่มกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะกลัวว่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากพายุดังกล่าว ขณะที่สายการบินจำนวนมากที่เดินทางผ่านฮ่องกงต้องยกเลิกเที่ยวบิน เพราะเสี่ยงอันตราย จีนและฮ่องกงเผชิญภัยพิบัติครั้งรุนแรงหลายครั้ง เช่นเมื่อปี 2561 ฮ่องกงเผชิญผลกระทบจากพายุมังคุด มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 200 คน โครงสร้างพื้นฐานสำคัญได้รับความเสียหายประมาณ 4,600 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง รัฐบาลจีนประกาศเตือนให้พลเรือนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมกับพายุรากาซา โดยมีรายงานว่าทางการเมืองเซินเจิ้น เมืองศูนย์กลางเทคโนโลยีทางตอนใต้ของจีน ประกาศอพยพประชาชนมากกว่า 400,000 คน ทางการเมืองกวางตุ้งประกาศให้กิจการต่าง ๆ ยุติชั่วคราว เนื่องจากเป็นเมืองติดชายฝั่ง อาจได้รับผลกระทบจากคลื่นสูงและพายุฝนรุนแรง นักวิเคราะห์เชื่อว่าสภาวะโลกร้อนมีผลทำให้พายุและภัยพิบัติต่าง ๆ…

จับตาท่าทีผู้นำสหรัฐฯ ในการประชุม UNGA

  สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจติดตามการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ 22 กันยายน 2568 และจะมีผู้นำจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม รวมทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะได้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลงครั้งแรกในการดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความขัดแย้งในหลายพื้นที่ เฉพาะอย่างยิ่งในฉนวนกาซาและยูเครน ที่นานาชาติคาดหวังให้สหรัฐฯ แสดงบทบาทนำในการสร้างสันติภาพและยุติสงคราม ประธานาธิบดีทรัมป์คาดว่าจะกล่าวถ้อยแถลงโดยเน้นย้ำความสำเร็จในบทบาทการเป็นตัวกลางการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งในหลาย ๆ พื้นที่ เช่น อาร์เซอร์ไบจาน-อาร์เมเนีย และอินเดีย-ปากีสถาน เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นผู้สร้างสันติภาพ และต่อยอดสู่การได้รับเสนอชื่อให้ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพต่อไป นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์จะกระตุ้นให้องค์กรระหว่างประเทศและนานาชาติ สนับสนุนแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ตลอดจนเสนอให้ประเทศต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะยุโรป ในกรณียูเครน และประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ในกรณีฉนวนกาซาและอิสราเอล พิจารณาจากการที่ก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าพร้อมจะเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซีย หากสมาชิกสหภาพยุโรปและเนโตไม่ยกเลิกการนำเข้าน้ำมันและพลังงานจากรัสเซียอย่างเด็ดขาด รวมทั้งระบุว่าจะเสนอแผนให้ประเทศตะวันออกกลางดำเนินการแก้ไขปัญหาระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ถ้อยแถลงของผู้นำสหรัฐฯ ต่อ UNGA ยังมีขึ้นในห้วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีความขัดแย้งกันหลายประเด็น อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลาเดียวกันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่าบรรลุข้อตกลงกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเรื่องการให้บริการแอปพลิเคชัน TikTok และทั้ง…

นายกรัฐมนตรีอินเดียรณรงค์ให้ประชาชนสนับสนุนสินค้า Made in India

  นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ของอินเดียกล่าวสุนทรพจน์ต่อสาธารณชน เมื่อ 21 กันยายน 2568 เรียกร้องให้ประชาชนชาวอินเดียหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในต่างประเทศและกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์ในอินเดีย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเอง แนวทางดังกล่าวมีขึ้นภายหลังความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอินเดียกับสหรัฐฯ เริ่มเสื่อมถอยจากการประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าอินเดียถึงร้อยละ 50 นอกจากนี้ อินเดียยังดำเนินมาตรการปฏิรูปภาษีสินค้าและบริการ (GST) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดความซับซ้อนของโครงสร้างภาษี ลดราคาสินค้า และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีอินเดียกระตุ้นให้ชาวอินเดียกว่า 1,400 ล้านคนภาคภูมิใจในผลิตภัณฑ์ของอินเดียและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในอินเดีย (Made in India) สอดคล้องตามหลักการ Swadeshi (การพึ่งพาตนเอง) โดยขอประชาชนให้ความสำคัญกับสินค้าอินเดียในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ว่า “ของขวัญควรเป็นของที่ทำในอินเดีย เครื่องแต่งกายควรเป็นผ้าทอในอินเดีย ของตกแต่งควรทำจากวัสดุที่ผลิตในอินเดีย” รวมถึงขอให้เจ้าของกิจการร้านค้ามุ่งเน้นการขายสินค้าที่ผลิตในอินเดียเป็นหลัก เพื่อช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีโมดิไม่ได้ประกาศให้ “แบน” สินค้าต่างชาติประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นพิเศษ แต่กลุ่มผู้สนับสนุนรณรงค์ให้คว่ำบาตรสินค้าอเมริกัน ตั้งแต่ McDonald’s Coca-Cola Amazon และ Apple ปัจจุบันความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ยังคงดำเนินไปตามปกติ แม้จะมีความตึงเครียดบางประการเกิดขึ้นเป็นระยะ รวมทั้งอินเดียเข้าไปใกล้ชิดกับจีนและรัสเซียมากขึ้น แต่ยังคงเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และไม่ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการถึงการยุติความร่วมมือหรือมาตรการคว่ำบาตรร้ายแรงใด…