ความเคลื่อนไหวต่อกรณีเหตุความรุนแรงในพื้นที่ จชต.

  ภาคประชาสังคม กลุ่มนักวิชาการ และกลุ่มทางการเมือง เช่น นายอามูนา ปินจอร์ สส.พรรค ปชบ. กลุ่มซูฟ้า ออกมาแสดงท่าทีต่อเหตุความรุนแรงใน จชต. ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลจริงจังกับการเปิดเจรจาสันติภาพกับ BRN เพราะกระบวนการเจรจาที่หยุดชะงักมานานกับการที่รัฐบาลไม่มีนโยบายชัดเจนและไม่แต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยที่มาจากฝั่งการเมือง เป็นเหตุผลให้ผู้ก่อความไม่สงบเลือกใช้แนวทางตอบโต้ที่รุนแรงมากขึ้น ส่วนกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รอง นรม./รมว.กห. แสดงออกในเชิงว่าจะไม่พูดคุยอย่างเป็นทางการจนกว่าจะได้พูดคุยกับ BRN ตัวจริงนั้น มองว่าไม่เกิดประโยชน์เพราะเมื่อดูจากสถิติจะเห็นว่าการเปิดเจรจามีผลให้การก่อเหตุลดลงได้จริงนอกจากนี้ พบความเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสถานการณ์ จชต. ที่กำลังมีการขยายผล เช่น กรณีองค์กรปลดปล่อยปาตานีแห่งสหพันธรัฐ (PULO) หนึ่งในกลุ่มขบวนการต่อสู้ปาตานี ระบุให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมีบทบาทอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหา จชต. และกรณีมีเพจ/บุคคลแชร์ข้อความและคลิปที่กล่าวหาว่านายมหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีต นรม.มาเลเซีย เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง BRN ตัวจริง หลังจากได้ทำการโพสต์เรื่องดินแดนมลายู โดยความเห็นที่ปรากฏออกมาเป็นลักษณะชี้ว่าไทยรัฐใช้ความรุนแรงกับผู้ก่อความไม่สงบและข้อความที่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กกร. ปรับคาดการณ์ GDP ไทย ลดลงอีกครั้ง

  คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยว่าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและมาตรการภาษียานยนต์ของสหรัฐฯ จึงปรับลดคาดการณ์ GDP ของไทยในปี 2568 เหลือขยายตัวที่ร้อยละ 2-2.2 จากเดิมร้อยละ 2.4- 2.9 ภายใต้สถานการณ์ไทยเจรจากับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ แต่หากไม่สำเร็จหรือถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่ร้อยละ 36  GDP อาจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 0.7-1.4 และการส่งออกทั้งปีอาจติดลบมากถึงร้อยละ 2 เพิ่มแรงกดดันต่อกลุ่มลูกจ้างที่มีประมาณ 3.7 ล้านคน และ SMEs ประมาณ 5,000 ราย ซึ่งมีข้อจำกัดในการปรับตัว  กกร.กังวลต่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว มาอยู่ในช่วง 32.5-32.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียนประมาณร้อยละ 3-5 จึงส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว จึงขอให้ภาครัฐดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งค่าหรือผันผวนเร็ว ด้านวิจัยกรุงศรีและ Krungthai COMPASS ประเมินเศรษฐกิจไทยว่ามีความเสี่ยงขาลงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง

สังคมสนใจประเด็นต่างชาติแย่งงานคนไทย

  ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่ออินฟลูเอนเซอร์ออกมาจุดกระแสความสนใจต่อปัญหาชาวต่างชาติแย่งงานคนไทย เช่น กรณีปรากฏข้อมูลว่าคนเมียนมาใช้แอปพลิเคชันชื่อดังเป็นไรเดอร์วิ่งรับส่งผู้โดยสาร โดยทำการเช่าบัญชีหรือซื้อรหัสของไรเดอร์คนไทยที่ไม่ได้วิ่งงานแล้ว และกรณีแอปพลิเคชันส่งอาหารจีน Goko ที่เปิดบริการในไทยมาหลายปี ทำการจ้างไรเดอร์เป็นชาวจีนหรือชาวชาติพันธุ์ที่พูดภาษาจีนได้ โดยเน้นให้บริการคนจีนที่อาศัยในไทยและร้านค้าบนแอปพลิเคชันส่วนใหญ่เป็นร้านจีน นอกจากนี้ พบกรณีชาวจีนทำทัวร์เถื่อนรับนักท่องเที่ยวจีน และกรณีหญิงต่างชาติหลายเชื้อชาติเข้ามาขายบริการในพัทยา ซึ่งกรณีทั้งหมดถูกชี้ว่าเป็นเพราะภาครัฐละเลยการควบคุมและกฎหมายไทยไม่เคร่งครัดจนกลายเป็นที่มาให้ต่างชาติเข้ามาแสวงประโยชน์

ทุเรียนไทยอาจถูกทุเรียนเวียดนามเข้ามาสวมสิทธิ์ส่งออกไปยังจีนมากขึ้น

มีรายงานว่าผลผลิตทุเรียนในเวียดนามออกมาพร้อมกันเป็นจำนวนมากจนล้นตลาด อีกทั้งมีบางส่วนจำหน่ายไม่ได้เพราะคุณภาพไม่ถึงมาตรฐานการส่งออกไปยังจีน และมีรสชาติไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ทำให้ผู้ปลูกทุเรียนต้องนำผลผลิตมาวางจำหน่ายตามริมถนนและตั้งราคาเหลือเพียง กก.ละ 30 บาท เท่านั้น ซึ่งนำไปสู่ความกังวลว่าอาจมีขบวนนำเข้าทุเรียนเวียดนามราคาถูกเข้ามาจำหน่ายในไทย หรือปะปนกับทุเรียนไทยเพื่อสวมสิทธิ์ส่งออกไปยังจีน สอดคล้องกับกรณีมีรายงานแจ้งจากชาวบ้านใน จ.จันทบุรีว่าเริ่มเห็นรถบรรทุกทุเรียนจากนอกพื้นที่เข้ามาขายในจังหวัด โดยตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการนำทุเรียนจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนไทยหรือไม่

สถานการณ์ยังคงเปราะบาง แม้ปากีสถานกับอินเดียหยุดยิงชั่วคราว

  สถานการณ์ความขัดแย้งและความตึงเครียดจากการปะทะกันทางทหารระหว่างอินเดียกับปากีสถานยังเปราะบาง แม้มีรายงานเมื่อ 10 พฤษภาคม 2568 ว่า อินเดียและปากีสถานทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างกัน เพื่อลดระดับความเสียหายจากเหตุความรุนแรงและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นสูง เพราะต่างฝ่ายต่างใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้ข้ามพรมแดนระหว่างกัน จนทำให้มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 70 คน และสถานการณ์เสี่ยงลุกลามบานปลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางทหารของกองทัพอินเดีย (DGMO) เปิดเผยเมื่อ 11 พฤษภาคม 2568 ว่า ตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมงที่มีการใช้ข้อตกลงหยุดยิง ทั้งอินเดียและปากีสถานต่างก็ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ตลอดจนมีการใช้ช่องทางสื่อสารฉุกเฉิน หรือ hotline เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการทหารระหว่างกันด้วย อย่างไรก็ดี อินเดียเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวของปากีสถานอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความมั่นคง ด้านปากีสถานยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และเริ่มกล่าวโทษอินเดียว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงดังกล่าว จนทำให้ยังมีการปะทะกันในบางพื้นที่ สื่อต่างประเทศรายงานว่าสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอินเดียกับปากีสถาน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เป็นผู้ประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเมื่อ 10 พฤษภาคม 2568 ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ หารือกับผู้นำปากีสถานอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมสถานการณ์และหาทางออกสำหรับความตึงเครียดครั้งนี้ ที่น่าสนใจอย่างมาก คือ ทางการอินเดียไม่ให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความพยายามหรือบทบาทของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ แม้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและการปะทะกันอีก เนื่องจากปากีสถานและอินเดียยังไม่เชื่อมั่นระหว่างกัน และยังไม่มีความชัดเจนเรื่องความคืบหน้าการสืบสวนเหตุโจมตีนักท่องเที่ยวในเมือง Pahalgam ดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์ ซึ่งอินเดียยังคงเชื่อว่าปากีสถานมีส่วนเกี่ยวข้อง…

สหรัฐฯ กับจีนเจรจาการค้ารอบแรก มีความคืบหน้า

  ผู้แทนรัฐบาลสหรัฐฯ กับจีนพบหารือกันประเด็นความสัมพันธ์ทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์เมื่อ 11 พฤษภาคม 2568 โดยทั้ง 2 ฝ่ายเปิดเผยผลการเจรจาว่าเป็นเชิงบวกและเป็นความคืบหน้าสำคัญ เนื่องจากมีการหยิบยกเรื่องนโยบายและอุปสรรคการค้าระหว่างประเทศขึ้นหารือกันอย่างตรงไปตรงมา และทำให้เข้าใจกันว่าความแตกต่างของทั้ง 2 ประเทศในปัจจุบันนั้นสามารถแก้ไขได้ จึงคาดว่าการเจรจาครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและแนวทางความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการค้าโลกต่อไป ผู้แทนการเจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ได้แก่ นาย Scott Bessent รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ส่วนฝ่ายจีน คือ นาย He Lifeng รองนายกรัฐมนตรี คาดว่าใน 12 พฤษภาคม 2568 ผู้แทนของทั้ง 2 ประเทศจะสามารถเผยแพร่ถ้อยแถลงร่วมกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้า รวมถึงขั้นตอนต่อไปในการเจรจาการค้าระหว่างกันได้ การเจรจาประเด็นการค้าระหว่างผู้แทนระดับสูงของจีนกับสหรัฐฯ ครั้งนี้สะท้อนว่าทั้ง 2 ประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องการค้าอย่างมาก และอาจสะท้อนว่าต่างฝ่ายต่างได้รับผลกระทบจากการใช้ภาษีตอบโต้กัน จึงต้องเจรจากันเพื่อหาทางออกร่วม เพื่อไม่ให้เกิด world trade disruption เพราะสหรัฐฯ คือประเทศนำเข้าอันดับ 1…

โป๊ปเลโอที่ 14 สมเด็จพระสันตะปาปาองค์ใหม่

  สำนักวาติกันประกาศเมื่อ 9 พฤษภาคม 2568 ผลการประชุมลับของพระคาร์ดินัล (Conclave) เพื่อคัดเลือกสมเด็จพระสันตะปาปาองค์ที่ 267 แห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก ที่วัดน้อยซิสทีน ในนครรัฐวาติกัน โดยเมื่อ 8 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 18.00 น.ของนครรัฐวาติกัน พระคาร์ดินัลได้เลือกพระคาร์ดินัลชาวอเมริกัน คือพระคาร์ดินัล Robert Prevost อายุ 69 ปี เป็นสมเด็จพระสันตะปาปา จะทรงใช้พระนามว่า “ลีโอที่ 14” และพระองค์ทรงปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งแรกในฐานะผู้นำคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่นครรัฐวาติกันแล้ว ผู้นำต่างประเทศทยอยแสดงความยินดี ด้านชาวอเมริกันจำนวนมากแสดงความเห็นว่า การที่มีสมเด็จพระสันตะปาปาเป็นชาวอเมริกันครั้งแรกถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ขณะที่ชาวเปรูก็แสดงความยินดีและภาคภูมิใจ เพราะสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เคยประกอบศาสนกิจอยู่ที่เปรูเป็นระยะเวลานานและได้รับสัญชาติเปรูด้วย คาดว่าบทบาทของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 จะสานต่อนโยบายการปฏิรูปคริสตจักรให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ เนื่องจากเป็นนักบวชที่มีแนวคิดเหมือนกับอดีตพระสันตะปาปาฟรานซิส และให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ยากไร้ทั่วโลก นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ทิศทางการแสดงบทบาทของโป๊ปพระองค์ใหม่ จากการเลือกชื่อ “เลโอ” ซึ่งเป็นชื่อที่สะท้อนถึงนักบวชที่จะให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางสังคมและการนำพาคริสตจักรผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 อาจะเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างแนวคิดปฏิรูปและการยึดมั่นในหลักคำสอนดั้งเดิมของคริสตจักรด้วยเช่นกัน เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสิทธิผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ และท่าทีของสมเด็จพระสันตะปาปาต่อสถานการณ์ความมั่นคงและความขัดแย้งของโลก แต่การที่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 มีประสบการณ์ในระดับนานาชาติที่หลากหลายและได้รับการสนับสนุนจากทั่วโลก…

สหราชอาณาจักรเจรจาลดภาษีสหรัฐฯ สำเร็จ จับตาสหรัฐฯ เจรจากับจีน ใน 15 พ.ค.68

  ผู้นำสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ เมื่อ 9 พฤษภาคม 2568 ประกาศว่าทำข้อตกลงร่วมกันเรื่องการค้า โดยเฉพาะประเด็นอัตราภาษีนำเข้า โดยสินค้าจากสหราชอาณาจักรจะเผชิญภาษีร้อยละ 10 ขณะที่อะลูมิเนียมและเหล็กบางประเภท ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกจากที่สำคัญของสหราชอาณาจักรไปสหรัฐฯ จะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าด้วย ข้อตกลงดังกล่าวเป็นความสำเร็จของสหราชอาณาจักรที่เจรจากับสหรัฐฯ ได้ และผ่อนคลายภาระของอุตสาหกรรมในสหราชอาณาจักรที่มีรายได้หลักจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ นายกรัฐมนตรี Keir Starmer ของสหราชอาณาจักรระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยปกป้องแรงงานและเศรษฐกิจของประเทศได้ และยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหราชอาณาจักรต่อไป ก่อนหน้านี้เมื่อ มกราคม 2568 สหรัฐฯ ประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหราชอาณาจักรร้อยละ 25 แม้ว่าผู้นำทั้ง 2 ประเทศจะกล่าวถึงข้อตกลงทางการค้า แต่ยังไม่มีการลงนามในข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าว แม้สหราชอาณาจักรจะได้รับการยกเว้นภาษีในสินค้าบางประเภทที่จะส่งออกไปสหรัฐฯ  โดยเฉพาะรถยนต์ เหล็กและอะลูมิเนียม แต่สหรัฐฯ จะได้โอกาสส่งออกผลผลิตทางการเกษตรและเนื้อวัวไปยังสหราชอาณาจักรมากขึ้น ขณะเดียวกัน นักการเมืองและพรรคฝ่ายค้านของสหราชอาณาจักรไม่มั่นใจว่าการทำข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้เสียเปรียบสหรัฐฯ ที่กดดันเรื่องมาตรฐานการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มากขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะผลผลิตทางการเกษตรและยารักษาโรค ประเด็นนี้ทำให้นักการเมืองบางส่วนมองว่าสหราชอาณาจักรยังไม่พ้นจากความเสี่ยง แม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศแรก ๆ ที่เจรจาลดภาษีนำเข้ากับรัฐบาลสหรัฐฯ ได้สำเร็จก็ตาม แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าจะมีการลงนามในข้อตกลงที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เร็ว ๆ นี้…

รัสเซียและเกาหลีเหนือจะมีสะพานรถยนต์เชื่อมพรมแดนระหว่างกัน

  รัสเซียและเกาหลีเหนือประเทศที่ประชาคมโลกเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับสหรัฐฯ หรือโลกตะวันตก กำลังเชื่อมโยงทางกายภาพทางถนนจากเดิมที่ที่มีเส้นทางรถไฟ  และความใกล้ชิดในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน รวมถึงด้านการทหารที่เมื่อ 28 เมษายน 2568 เกาหลีเหนือออกมายอมรับว่าได้ส่งทหารไปช่วยรัสเซียรบในความขัดแย้งกับยูเครน ด้านผู้นำรัสเซียก็แสดงความขอบคุณผู้นำเกาหลีเหนือที่ส่งทหารไปช่วยรัสเซียยึดคืนดินแดนทางตะวันออกของรัสเซียจากการควบคุมของยูเครน รัสเซียและเกาหลีเหนือวางศิลาฤกษ์ในการก่อสร้างสะพานรถยนต์เชื่อมพรมแดนระหว่างสองประเทศ เมื่อ 30 เมษายน 2568 ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันที่เมืองราซอน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีเหนือ และเมืองคาซานของรัสเซีย เมืองชายแดนของทั้งสองประเทศ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซีย อาทิ นาย Mikhail Mishustin นายกรัฐมนตรีรัสเซีย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือเข้าร่วม อาทิ นายนายพัค แท-ซ็อง นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือ สะพานรถยนต์ดังกล่าวจะมีความยาวประมาณ 4.7 กิโลเมตร กว้างประมาณ 7 เมตร ในรูปแบบถนน 2 เลน ข้ามแม่น้ำตูเมน (Tumen River) พรมแดนธรรมชาติระหว่างรัสเซียกับเกาหลีเหนือ และคู่ขนานกับสะพานทางรถไฟที่สร้างขึ้นเชื่อมต่อสองประเทศหลังสงครามเกาหลีสิ้นสุด หรือรู้จักกันในชื่อ “สะพานมิตรภาพ” โดยเริ่มก่อสร้างวันเดียวกับพิธีวางศิลาฤกษ์คือเมื่อ 30 เมษายน 2568 และคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในครึ่งแรกของปี 2569 ที่มา: Radio…

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีคนใหม่เผชิญความท้าทายในการบริหารประเทศ

  สภาผู้แทนราษฎรเยอรมนี สภาล่าง หรือ Bundestag เมื่อ 7 พฤษภาคม 2568 ลงมติรับรองนาย Friedrich Merz หัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือ Christian Democratic Union (CDU) อายุ 69 ปี เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้รับคะแนน 325 เสียง การลงมติรับรองผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ ไม่เหมือนกับครั้งที่ผ่านมา เนื่องจาก ต้องลงมติถึง 2 ครั้ง เนื่องจากในการลงมติครั้งแรก นาย Merz ไม่ได้รับคะแนนสนับสนุนมากพอ นับว่าเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองของเยอรมนีที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และสะท้อนว่ารัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Merz จะต้องเผชิญความท้าทายทางการเมืองอย่างมาก โดยพรรค CDU ชนะการเลือกตั้งเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2568 จากการร่วมมือกับพรรค Christian Social Union in Bavaria (CSU) ซึ่งร่วมมือกันเป็น CDU/CSU ได้คะแนนร้อยละ…