กัมพูชาและสหรัฐฯ เพิ่มความเกี่ยวพันด้านความมั่นคงทางทะเล

กัมพูชาและสหรัฐฯ ใกล้ชิดด้านการทหารกันมากขึ้นในห้วง 2 ปีที่ผ่านมา และเห็นได้ชัดจากที่เรือรบของสหรัฐฯ ที่ชื่อยูเอสเอส ซินซินเนติ (USS Cincinnati) เข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม จังหวัดพระสีหนุ เมื่อ 24 มกราคม 2569 และเมื่อปี 2567 ที่เรือรบยูเอสเอส ซาวันนาห์ (USS Savannah) เทียบท่าที่เมืองสีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นการเข้าเทียบท่าครั้งแรกของสหรัฐฯ ในรอบ 8 ปี  กัมพูชาและสหรัฐฯ ยังจะกลับมาฝึกซ้อมร่วมทางทหารระหว่างกัน ภายใต้รหัสอังกอร์เซนติเนล (Angkor Sentinel) ในปี 2570 นอกจากนี้ เมื่อ 7 สิงหาคม 2569 การหารือระหว่างผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกัมพูชากับผู้บัญชาการกองเรือภาคพื้นแปซิฟิกสหรัฐฯ ที่ราชธานีพนมเปญ ทั้งสองฝ่ายตกลงจะเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล การแลกเปลี่ยนการเยือน การแวะเทียบท่าเรือ การฝึกอบรมบุคลากร การต่อต้านการก่อการร้าย ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการค้นหาร่างทหารสหรัฐฯ ที่สูญหาย และความร่วมมือด้านการบรรเทาภัยพิบัติ ที่สำคัญคือจะรื้อฟื้นการฝึกร่วมทางทะเลระดับพหุภาคี ภายใต้ รหัส CARAT (Cooperation Afloat Readiness and Training) ในปี 2570…

การชักจูงให้มีแนวคิดสุดโต่งทางออนไลน์ (Online Radicalisation)

การชักจูงให้มีแนวคิดสุดโต่งทางออนไลน์ (Online Radicalisation) เป็นประเด็นที่น่าสนใจและติดตามอย่างมาก เฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชนที่มีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อสูง โดยเมื่อ 3 สิงหาคม 2569  S. Rajaratnam School of International Studies (RSIS) สถาบันคลังสมองชั้นนำของโลก ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (NTU) สิงคโปร์ ได้เผยแพร่เอกสารเรื่อง Understanding and Countering Online Radicalisation in the Digital Sphere โดย Mohamed Bin Ali และ Joshua Wong Jia Hao ข้อเขียนดังกล่าวได้นำเสนอการวิเคราะห์ปัญหาการชักจูงให้เกิดแนวคิดสุดโต่งทางออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน พร้อมทั้งเสนอแนวทางในการรับมือผ่านมุมมองทางศาสนาในยุคดิจิทัล ซึ่งได้หยิบยกปรากฏการณ์และกรณีศึกษาในสิงคโปร์ ที่วัยรุ่นชาวสิงคโปร์ 3 ราย ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายความมั่นคงภายใน (ISA) สะท้อนให้เห็นว่าอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางหลักในการแพร่กระจายแนวคิดสุดโต่ง แม้ทั้งสามคนจะมีแรงจูงใจและภูมิหลังที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือการถูกชักจูงผ่านโลกออนไลน์ ได้แก่ – รายแรก (อายุ…

ข้อเรียกร้องของอิหร่านจะไม่เป็นผลดีต่อการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ข้อเรียกร้องของอิหร่านล่าสุดที่จะให้สหรัฐฯ ดำเนินการ จะไม่เป็นผลดีต่อการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากสหรัฐฯ จะไม่ดำเนินการตามอย่างแน่นอน ซึ่งหากยอมตามข้อเรียกร้อง เท่ากับสหรัฐฯ แพ้ในสงครามอิหร่าน ทั้งนี้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยืนยันเมื่อ 9 สิงหาคม 2569 จะยังคงมาตรการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป จนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของอิหร่าน ได้แก่ ยุติสงคราม ยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และอายัดทรัพย์สิน รวมทั้งชดเชยความเสียหายจากสงคราม พร้อมเน้นย้ำว่า อิหร่านจะยังคงรักษาการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากสหรัฐฯ จะไม่ดำเนินการตามความต้องการของอิหร่านแล้ว ก่อหนน้านี้ กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ยังประกาศเมื่อ 7 สิงหาคม 2569 อายัดทรัพย์สินบริษัทบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายที่สนับสนุน IRGC ที่ทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัล  เช่น นาย Siavash Kayvanpour ชาวอิหร่านที่ถือสัญชาติโดมินิกาและอัฟกานิสถาน ซึ่งดำเนินการบริษัท SHPS Shelbit ที่ให้บริการ Shelbit Exchange ในจอร์เจีย ทั้งนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ตรวจพบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างบัญชีที่เชื่อมโยงกับ IRGC และ Shelbit Exchange…

ออสเตรเลียสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกัมพูชา

ออสเตรเลียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ให้การสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจกัมพูชา เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ และแนวปฏิบัติในระดับสากลมากขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยี และระบบดิจิทัล โดยโครงการ Cambodia-Australia Partnership for Resilient Economic Development (CAPRED) ที่รัฐบาลออสเตรเลียสนับสนุนได้จัดให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจของกัมพูชาร่วมมือกับ Growth Lab จากมหาวิทยาลัย Harvard ของสหรัฐฯ เพื่อขับเคลื่อนการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของกัมพูชาให้รุดหน้า เมื่อ  7 สิงหาคม 2569 โครงการ CAPRED ให้การสนับสนุนจัดทำเวิร์กชอประหว่างคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของกัมพูชากับ Growth Lab จากมหาวิทยาลัย Harvard เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือ หรือซอฟต์แวร์มาใช้ในการรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ เพื่อใช้ตัวเลข หรือข้อมูลจริงในการวงแผน และแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า data-driven tools ซึ่งในการทำเวิร์กชอป ได้เลือกภาคอุตสาหกรรม และผลิตภัณฑ์ของกัมพูชาที่มีศักยภาพสูง เพื่อนำมาวิเคราะห์ในการผลักดันให้สินค้า หรือภาคอุตสาหกรรมดังกล่าว มีมูลค่าสูง และก้าวไปสู่การแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศ ก่อนหน้านี้ เมื่อ กุมภาพันธ์ 2569 โครงการ CAPRED ก็ได้จัดให้มีการพบหารือระหว่างธนาคารแห่งชาติกัมพูชากับผู้อำนวยการ Growth Lab…

สหรัฐฯ กับปากีสถานเพิ่มความใกล้ชิดกันทั้งด้านความมั่นคงและการค้า

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับปากีสถานใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยปากีสถานยังคงการเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านขัดแย้งกันอย่างเงียบ ๆ ในห้วงต้น สิงหาคม 2569 นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศได้สานต่อความร่วมมือด้านต่อต้านการก่อการร้าย และความมั่นคงอื่น ๆ รวมถึงด้านเศรษฐกิจและการค้าที่ปากีสถานตั้งเป้าหมายไว้ว่ามูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจะเพิ่มถึง 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ ในเชิงยุทธศาสตร์จะเห็นสัญญาณการสร้างดุลความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ของปากีสถาน เพิ่มจากที่ใกล้ชิดกันอย่างมากกับจีนและอิหร่าน แม้จะยังไม่สามารถแทนที่ได้ เมื่อ 4 สิงหาคม 2569 สหรัฐฯ และปากีสถานมีการประชุมร่วมกันในความร่วมมือด้านต่อต้านการก่อการร้าย (U.S.-Pakistan Counterterrorism Dialogue) ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องกันเป็นครั้งที่ 4 ด้วยการเดินหน้าในความร่วมมือในการต่อต้านกลุ่มก่อการร้าย กลุ่มติดอาวุธ และเครือข่าย อาทิ กลุ่ม Islamic State-Khorasan Province (ISIS-K) กลุ่มอัลกออิดะฮ์ (al-Qaida-AQ) กลุ่ม Tehreek-e-Taliban Pakistan (TTP) รวมทั้งกองทัพปลดปล่อยบาลูจิสถาน (Balochistan Liberation Army-BLA)…

นักวิชาการกัมพูชาใช้ ISEAS ของสิงคโปร์เผยแพร่ข้อมูลที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายกัมพูชา

นาย Vannarith Chheang  นักวิชาการกัมพูชาใช้สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษายูซุฟ อิสฮัค (ISEAS–Yusof Ishak Institute) ซึ่งเป็นสถาบันทางวิชาการชั้นนำของสิงคโปร์เผยแพร่ข้อมูลที่เอื้อประโยชน์ต่อกัมพูชา และขณะเดียวกันก็กล่าวโทษฝ่ายไทย ซึ่งการใช้ช่องทางวิชาการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว เป็นกลยุทธ์สำคัญของกัมพูชาอีกช่องทางหนึ่งที่ใช้นักวิชาการสร้างความน่าเชื่อถือของกัมพูชาต่อประชาคมระหว่างประเทศ ควบคู่ไปกับบั่นทอนไทยว่าไม่ร่วมมือในการแก้ไขปัญหา นาย Vannarith Chheang นักวิชาการอาวุโสชาวกัมพูชา ได้เขียนบทความเรื่อง Cambodia’s Three-Track Strategy for Peace with Thailand ลง ISEAS เมื่อ 29 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับ ยุทธศาสตร์ที่กัมพูชานำไปใช้ในการจัดการกับปัญหาข้อพิพาทด้านพรมแดนกับไทย ซึ่งมีรากฐานมาจากสนธิสัญญายุคอาณานิคม ปัญหาการปักปันเขตแดน ข้อพิพาทเรื่องปราสาท และกระแสชาตินิยม จนนำไปสู่การปะทะกันด้วยอาวุธในปี 2568 ซึ่งส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหนักต่อทั้งสองฝ่าย ยุทธศาสตร์ 3 แนวทาง (Three-Track Strategy) ที่นาย Vannarith Chheang ระบุว่ากัมพูชาใช้ในการจัดการกับปัญหาข้อพิพาทด้านพรมแดนที่ซับซ้อนกับไทย เป็นการดำเนินการที่พยายามสะท้อนภาพเชิงบวกของกัมพูชา ขณะเดียวกันก็กล่าวโทษฝ่ายไทย ได้แก่ 1) กลไกทวิภาคี (Bilateral…

มาเลเซียกระชับความสัมพันธ์กับกัมพูชา

มาเลเซียเป็นเจ้าภาพต้อนรับการเยือนของนายปร๊ะ สุคน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ระหว่าง 3-4 สิงหาคม 2569  ซึ่งมีการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือมาเลเซีย-กัมพูชา (Cambodia-Malaysia Joint Commission for Bilateral Cooperation -JCBC) ครั้งที่ 3 ทั้งนี้ ในปี 2570 ทั้งสองประเทศจะครบรอบ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันด้วย มาเลเซียและกัมพูชามีความใกล้ชิดกันอย่างมาก และเมื่อปี 2568 ในโอกาสที่มาเลเซียเป็นประธานอาเซียนก็ได้ผลักดันบทบาทของตนเองในการเป็นตัวกลางให้ไทย-กัมพูชามีการลงนามร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การทำข้อตกลงหยุดยิง โดยในครั้งนั้นมีประธานาธิบดีนัลด์ ทรัมป์ร่วมอยู่ด้วย สำหรับการประชุม  JCBC ครั้งที่ 3 เป็นการตอกย้ำความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ของทั้งมาเลเซียและกัมพูชา เช่น การค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)   ความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการต่อต้านอาชญากรรมชาติ ขณะที่ในฐานะสมาชิกอาเซียน ทั้งสองประเทศยังให้คำมั่นในการรักษาสันติภาพ ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนในปี  2583 ทั้งนี้ มาเลเซียและกัมพูชายังเพิ่มความใกล้ชิดกันหลาย ๆ ด้าน  เช่น…

ผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญต่อภาคการเกษตร

S&P Global องค์กรชั้นนำของโลกด้านข้อมูลทางการเงิน และการวิเคราะห์ตลาด เผยแพร่รายงานเมื่อ 3 สิงหาคม 2569 เกี่ยวกับผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่คาดว่าจะทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารโลก ในช่วงปี 2569-2570  เรื่อง FACTBOX: El Niño may disrupt global food supplies as farm output falls  ด้วยการชี้ให้เห็นถึงแนวโน้ม และผลกระทบของสภาพอากาศต่อภาคการเกษตร และการส่งออกจากปรากฏการณ์เอลนีโญ รายงานระบุว่าปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่กำลังดำเนินอยู่ในปี 2569 คาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออุปทานอาหารทั่วโลก ในช่วงปี 2569-2570 เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงในหลายภูมิภาค โดยเอลนีโญจะเริ่มขึ้นในต้น กรกฎาคม 2569 รวมทั้งคาดว่าจะทวีความรุนแรงในช่วง ตุลาคม-ธันวาคม 2569  และคงอยู่จนถึง เมษายน 2570 ปรากฏการณ์นี้ จะส่งผลให้ปริมาณฝนลดลงและอุณหภูมิสูงขึ้นในออสเตรเลีย อินโดนีเซีย อินเดีย บางส่วนของภูมิภาคเอเชียใต้ และทางตอนเหนือของภูมิภาคอเมริกาใต้ ในขณะที่บางส่วนของภูมิภาคอเมริกาเหนือและตอนใต้ของภูมิภาคอเมริกาใต้คาดว่าจะมีปริมาณฝนสูงขึ้น พื้นที่เผชิญความเสี่ยงด้านลบส่วนใหญ่จะอยู่ในบราซิล ออสเตรเลีย…

โศกนาฏกรรมเซวตา : ภาพสะท้อนวิกฤตผู้ลี้ภัยจากแอฟริกาในยุโรป

“ผู้รุกราน! ผู้รุกราน!” เสียงจากชาวเซวตาที่พุ่งเป้าไปที่ผู้มาใหม่จากโมร็อกโก  ……. ตลอดทั้งวันของวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ผู้อพยพชาวโมร็อกโกหลายหมื่นคน บ้างว่ายน้ำ บ้างวิ่งกรู บ้างปีนกำแพง บุกรุกจากโมร็อกโก สู่เมืองเซวตา (Ceuta) ที่เป็นดินแดนของสเปนแต่อยู่ในแอฟริกาบริเวณชายฝั่งตอนเหนือของทวีป มีพรมแดนทางบกติดกับจังหวัด Fnideq ของโมร็อกโก ภาพดังกล่าวถ่ายทอดความน่ากลัวของ “โศกนาฎกรรมเซวตา” ในสองด้าน ทั้งความหวังและความสิ้นหวังของชาวโมร็อกโกที่ยอมเสี่ยงตายเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า พวกเขายังไม่รู้ว่าจะไปอยู่อย่างไร เส้นทางของการอพยพสู่ยุโรปยังไม่มีภาพอนาคตที่ชัดเจน แต่ความหวังของชีวิตที่ดีกว่า ทำให้ยอมเสี่ยงตาย และ ณ ปัจจุบันก็มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้แล้วอย่างน้อย 57 คน ส่วนใหญ่จากการจมน้ำหรือเหยียบกันตายระหว่างพยายามข้ามแนวรั้วกั้นพรมแดน ในอีกด้านหนึ่งคือความหวาดกลัวและสิ้นหวังของชาวสเปนในเมืองเซวตา เมืองเล็ก ๆ ที่เงียบสงบแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 18.5 ตารางกิโลเมตร มีประชากรเพียงประมาณ 85,000 คน ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ตัดขาดโดดเดี่ยวจากแผ่นดินใหญ่ของสเปน และในเวลานี้ กำลังเผชิญการบุกรุกจากชาวต่างชาติจากแอฟริกาเหนือที่ส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ จำนวนรวมราว 60,000 คน ซึ่งเกือบจะเท่ากับประชากรของเซวตา จำนวนผู้บุกรุกมหาศาลในคราวเดียวกันทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นของเซวตาไม่มีกำลังใด ๆ ที่จะไปสกัดกั้นได้เลย และนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวเมืองเซวตา เซวตา…… สเปนครอบครองดินแดนเซวตามาตั้งแต่ปี…

สื่อต่างประเทศรายงานกรณีผู้นำเมียนมาเยือนไทย

กรณีนายมินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา อายุ 70 ปี เยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง 6-7 สิงหาคม 2569 ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่รายงานกำหนดการเยือนตามข้อเท็จจริง และนำเสนอว่าผู้นำเมียนมาต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตและภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศ ขณะที่ไทยให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์กับเมียนมา และความมั่นคงในเมียนมามาโดยตลอด เนื่องจากมีผลต่อความมั่นคงของไทยที่มีชายแดนติดกัน รวมทั้งคงการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนของทั้ง 2 ประเทศ ประเด็นที่สื่อต่างประเทศให้ความสนใจและวิเคราะห์ตีความ ได้แก่ 1) กรณีไทยต้อนรับผู้นำเมียนมาครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณว่าไทยสนับสนุนเมียนมาให้กลับไปมีส่วนร่วมในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค เฉพาะอย่างยิ่งอาเซียน แม้ว่าอาเซียนมีมติเมื่อ กรกฎาคม 2569 ไม่อนุญาตให้ผู้นำเมียนมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนในปลายปี 2569 ที่ฟิลิปปินส์ แต่ นายกรัฐมนตรีไทยย้ำว่าการรักษาช่องทางติดต่อสื่อสารกับเมียนมาจะเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเมืองในเมียนมา 2) มุมมองของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในเมียนมา ที่ตั้งข้อสังเกตว่ากรณีผู้นำเมียนมาเยือนไทยอาจไม่เป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองในเมียนมา พร้อมกระตุ้นให้ไทย รวมทั้งอาเซียน ทบทวนหลักการ “ไม่แทรกแซงกิจการภายใน” ของอาเซียน เพื่อแสดงบทบาทส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงมนุษย์ในเมียนมาอย่างจริงจัง และ 3) ความเคลื่อนไหวของอดีตผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยในเมียนมา หรืออองซานซูจี ซึ่งรัฐบาลเมียนมาเปิดเผยเมื่อ 3 สิงหาคม 2569 ว่า อองซานซูจียังสุขภาพดี และได้พบกับผู้แทนของสภากาชาดสากล (ICRC) เป็นครั้งแรก สะท้อนว่ารัฐบาลเมียนมาพยายามลดระดับแรงกดดันจากนานาชาติ ที่วิจารณ์เชิงลบเกี่ยวกับการปฏิบัติต่ออดีตผู้นำ…