ปฏิบัติการสังหารพ่อค้ายาเสพติดเม็กซิโก กับความมั่นคงของละตินอเมริกา

หน่วยปฏิบัติการพิเศษเม็กซิโกประสบความสำเร็จในปฏิบัติการสังหารพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ของเม็กซิโก หรือนาย Nemesio Oseguera Cervantes อายุ 59 ปี หรือที่มีชื่อเสียงโด่งดังในฉายา El Mencho เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2569 กรณีดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั่วโลก เพราะนอกจาก El Mencho จะเป็นพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ของเม็กซิโก และเป็นผู้นำขบวนการค้ายาเสพติด Jalisco New Generation Cartel หรือ CJNG ที่นำยาเสพติดจำนวนมากส่งไปยังสหรัฐฯ ปฏิบัติการครั้งนี้ยังมีหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนหน่วยปฏิบัติการพิเศษของเม็กซิโกด้วย นาย El Mencho เป็นอดีตนักโทษในสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ ยังต้องการตัวกลับไปรับโทษในคดีค้ายาเสพติดข้ามชาติ ปฏิบัติการครั้งนี้  สะท้อนความร่วมมือด้านความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรยาเสพติดระหว่างสหรัฐฯ กับ  เม็กซิโก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 2.0 ผู้นำสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมในภูมิภาคละตินอเมริกาที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งประเด็นยาเสพติด การฟอกเงิน และการลักลอบค้าอาวุธ ดังนั้น ความร่วมมือครั้งนี้ระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐฯ จะทำให้เม็กซิโกจะรอดพ้นจากการถูกรุกรานอธิปไตย โดยสหรัฐฯ จากที่มีตัวอย่างกรณีสหรัฐฯ บุกจับตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เมื่อต้นมกราคม…

ผู้นำสหรัฐฯ จะแสดงวิสัยทัศน์ในถ้อยแถลงสถานภาพแห่งชาติ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีกำหนดการจะแสดงวิสัยทัศน์และชี้แจงผลงานสำคัญของรัฐบาล ผ่านการแถลงสถานภาพแห่งชาติ (State of the Union) ใน 24 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นการแถลงสถานภาพแห่งชาติครั้งแรกหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์รับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ เป็นสมัยที่ 2 และเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้นำรัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้ในการโน้มน้าวสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก ให้ร่วมมือกับรัฐบาลผลักดันกฎหมายสำคัญและนโยบายต่าง ๆ ตามเป้าหมาย America First หรือปกป้องผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก ประธานาธิบดีทรัมป์จะใช้การแถลงสถานภาพแห่งชาติครั้งนี้ กล่าวถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินยุธศาสตร์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ เฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ กระตุ้นตลาดแรงงาน การดึงดูดการลงทุนเข้าสหรัฐฯ การกำจัดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ การแก้ไขปัญหาผู้อพยพและการกระทำผิดกฎหมาย รวมทั้งการปรับภาพลักษณ์บทบาทของสหรัฐฯ ในต่างประเทศให้เป็นผู้นำโลกที่สร้างสันติภาพผ่านการแสดงแสนยานุภาพทางทหาร หรือ Peace Through Strength ตามลักษณะนโยบายที่เป็นเอกลักษณ์ของประธานาธิบดีทรัมป์ นอกจากนี้ ทั่วโลกยังติดตามแนวโน้มนโยบายด้านความมั่นคงพลังงานและอุตสาหกรรมในประเทศ เนื่องจากเป็นประเด็นที่นักธุรกิจและผู้ประกอบการชาวอเมริกันต้องการมาตรการที่ชัดเจน และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล การแถลงสถานภาพแห่งชาติของผู้นำสหรัฐฯ ที่ผ่านมาเป็นเหตุการณ์สำคัญตามธรรมเนียมการเมืองสหรัฐฯ ที่จะสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับนโยบายด้านใดเป็นอันดับแรก รวมทั้งวิธีการที่ผู้นำรัฐบาลจะใช้ในการโน้มน้าวหรือต่อรองกับฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันมีประเด็นคัดค้านและขัดแย้งกัน เช่น การใช้มาตรการขึ้นภาษีตอบโต้ฝ่ายเดียวต่อประเทศคู่ค้า และมาตรการปราบปรามผู้อพยพอย่างเด็ดขาดและรุนแรงในหลายพื้นที่ ทั้งนี้ แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะเป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่เชื่อมั่นในตนเองและมักจะกล่าวสุนทรพจน์นอกเหนือจากที่ทีมงานเตรียมการไว้ให้ แต่เนื่องจากการแถลงสถานภาพแห่งชาติครั้งนี้ มีความสำคัญต่อการเลือกตั้งกลางสมัยของสหรัฐฯ…

ฟิลิปปินส์ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปเยือนหมู่เกาะ Thitu ในทะเลจีนใต้

  ฟิลิปปินส์แสดงอำนาจเหนืออธิปไตยในหมู่เกาะ Thitu หรือเกาะ Pag-asa ในทะเลจีนใต้ ในห้วงที่สถานการณ์ค่อนข้างตึงเคียด ด้วยการส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพ พร้อมนาง Risa Hontiveros วุฒิสมาชิกฟิลิปปินส์ ไปเยือนเกาะดังกล่าวด้วยเครื่องบินของหน่วยลาดป้องกันชายฝั่ง เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อย้ำว่าฟิลิปปินส์มีอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าว ฟิลิปปินส์จะไม่ยอมแพ้ต่อการปกป้องดินแดนในทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก และประชากรชาวฟิลิปปินส์จำนวน 400 คน มีสิทธิ์อย่างชอบธรรมที่จะอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมกันนี้ นาง Risa Hontiveros ระบุด้วยว่าฟิลิปปินส์พร้อมจะร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ที่มีแนวคิดเหมือนกัน (like-minded nations) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ฟิลิปปินส์ ผ่านความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข่าวสาร และการลาดตระเวนร่วม ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของฟิลิปปินส์เยือนเกาะ Thitu ในทะเลจีนใต้ มีรายงานว่าจีนส่งเรือลาดตระเวนอยู่ใกล้กับบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ สื่อมวลชนรายงานว่าจีนส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือว่า “ยินดีต้อนรับสู่จีน” ไปยังผู้ที่เดินทางไปเกาะ Thitu ด้วย ก่อนหน้านี้เมื่อ มกราคม 2569 มีรายงานว่าจีนปฏิบัติการลาดตระเวน ทั้งทางอากาศและทางทะเลในพื้นที่บริเวณที่เป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศในทะเลจีนใต้ ใกล้กับแนวปะการัง Scarborough ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ ตลอดจนมีรายงานว่าหน่วยยามชายฝั่งของจีนเข้าไปสกัดการล่องเรือประมงของชาวฟิลิปปินส์อยู่หลายครั้ง…

ผู้เชี่ยวชาญเตือนภัยคุกคามจาก AI ต่อความมั่นคงมนุษย์

ในห้วงต้นปี 2569 ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจำนวนมากเผยแพร่คำเตือนเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) ซึ่งเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในเชิงพาณิชย์และการใช้ข้อมูลทั่วไป เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าการใช้งาน AI ในปัจจุบันขยายตัวรวดเร็วมากเกินไปโดยไม่มีการควบคุม จนเสี่ยงสร้างอันตรายต่อสังคมมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่ง AI ถูกนำไปใช้ในการสร้างข้อมูลหลอกลวง ใช้พัฒนาการโจมตีทางไซเบอร์ และกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้มนุษย์ตัดสินใจผิดพลาดมากขึ้น ในรายงาน International AI Safety ประจำปี 2569 ที่เผยแพร่เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ปรากฏคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องความเสี่ยงที่ AI จะมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หรือประมวลผลแทนที่แรงงานมนุษย์ได้ แต่ AI กำลังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ความคิดหรือความเชื่อของมนุษย์มากขึ้นจนน่าวิตกกังวล เนื่องจากที่ผ่านมา มนุษย์นิยมใช้เทคโนโลยี AI เพื่อหาข้อมูลเชิงลึก สร้างสรรค์และปรับปรุงผลงาน และใช้ประกอบการเรียนการสอน (tutoring) จนทำให้ข้อมูลจาก AI มีแนวโน้มได้รับความเชื่อถือมากกว่าข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ ทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าข้อมูลจาก AI ถูกต้องหรือเหมาะสมกับการเรียนรู้ของมนุษย์หรือไม่ ในช่วงต้นปี 2569 เกิดปรากฏการณ์นักวิจัย AI ที่ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้พัฒนา AI ในบริษัทชั้นนำของโลกหลายแห่ง…

Central Asia Explained : What Makes the Region Unique and Why It Matters to Thailand

ในระยะหลังนี้ ภูมิภาคเอเชียกลางเป็นที่คุ้นหูคนไทย ทั้งการติดต่อค้าขาย การลงทุน และยังเป็นสถานที่ที่คนไทยนิยมไปท่องเที่ยว  The Intelligence เห็นว่าการสัมมนาวิชาการหัวข้อ “Central Asia Explained : What Makes the Region Unique and Why It Matters to Thailand” จากคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชียกลาง และจัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา คาซัคสถาน ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะทำให้รู้จักประเทศในเอเชียกลางมากขึ้น ในช่วงแรก ทำความรู้จักกับภูมิภาคเอเชียกลางก่อน ซึ่งมีทั้งหมด 5 ประเทศ ในได้แก่ คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน อุซเบกิสถาน ทาจิกิสถาน และเติร์กเมนิสถาน ภูมิภาคนี้เชื่อมระหว่างทวีปยุโรปกับเอเชียด้วยเส้นทางสายไหม  กลุ่มคนวัยแรงงานที่มีจำนวนมากเป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นแหล่งพลังงานและแร่ธาตุที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน พลังงานน้ำ…

หลายประเทศเตือนประชาชนให้เดินทางออกจากอิหร่าน

หลายประเทศเตือนประชาชนให้เดินทางออกจากอิหร่าน ทั้งที่สหรัฐฯ กับอิหร่านเดินหน้าเจรจากันเป็นรอบที่ 3 เพราะความเคลื่อนไหวทางการทหารของสหรัฐฯ สะท้อนว่าการโจมตีต่ออิหร่านในวงจำกัด ยังเป็นทางเลือกของสหรัฐฯ ในการที่จะกดดันอิหร่านให้เข้าร่วมการเจรจา เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในทิศทางที่สหรัฐฯ ต้องการ ขณะที่อิหร่านประกาศกร้าวว่าพร้อมตอบโต้ หากถูกสหรัฐฯ โจมตี ด้วยการจะโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง พร้อมยืนยันจุดยืนว่าอิหร่านมีสิทธิที่จะพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อใช้ในทางสันติตามสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์  และทำงานกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เกาหลีใต้ประกาศเตือนให้ประชาชนให้เดินทางออกจากอิหร่านแล้ว เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ 2569 และให้เลื่อน หรือยกเลิกการเดินทางไปอิหร่าน เนื่องจากมีความเป็นไปได้ตามที่สื่อหลายแห่งรายงานว่า สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่าน และอิหร่านก็จะตอบโต้ ส่วนประเทศในยุโรปได้เตือนประชาชนก่อนเกาหลีใต้แล้ว เช่น โปแลนด์ ด้วยเหตุผลที่ว่าสัญญาณการโจมตีอิหร่านชัดเจนขึ้น จากการที่กองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ ประจำการอยู่ที่ตะวันออกกลางแล้ว 2 กองเรือ คือ USS Abraham Lincoln และ the USS Gerald R. Ford และเชื่อว่าอิหร่านก็จะตอบโต้ เช่นเดียวกับเซอร์เบีย และสวีเดนก็เตือนประชาชนของตนเองเช่นเดียวกับโปแลนด์ สหรัฐฯ เตือนชาวอเมริกันให้ออกจากอิหร่าน ควบคู่กับเจรจากับอิหร่าน โดยเริ่มเตือนตั้งแต่ กลางมกราคม…

เวียดนามได้อะไรบ้าง…? จากเยือนสหรัฐฯ เพื่อประชุม Board of Peace

พลตำรวจเอก โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ผู้นำสูงสุดเวียดนาม ออกเดินทางจากวอชิงตัน ดี.ซี เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2569 กลับเวียดนามแล้ว หลังจากเข้าร่วมประชุม Board of Peace ครั้งที่ 1 ที่ วอชิงตัน ดี.ซี. ในฐานะประเทศสมาชิก ซึ่งเวียดนามได้คำชื่นชมอย่างมากจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในห้วงที่ได้มีการพบหารือกันที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า เวียดนามมีบทบาทสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือระดับโลกมากขึ้น ประธานาธิบดีทรัมป์ยังจะถอนเวียดนามออกจากบัญชี Strategic Export Control List (D1–D3) ซึ่งควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ซึ่งเดิมจะห้ามส่งออกสินค้า ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีที่ใช้ได้สองทาง (dual-use) ทั้งเชิงพาณิชย์และทหารไปยังเวียดนาม ซึ่งจะทำให้เวียดนามและสหรัฐฯ ใกล้ชิดกันด้านส่งออกยุทโธปกรณ์กันมากขึ้น รวมทั้งผู้นำสหรัฐฯ จะร่วมมือกับเวียดนามที่จะเพิ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี  พลตำรวจเอก โต เลิม ยังได้พบหารือผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งได้หารือประเด็นการค้า อวกาศ และสาธารณสุข ผู้นำสูงสุดเวียดนามยังใช้การเยือนสหรัฐฯ…

ผู้นำกัมพูชากล่าวหาไทยในห้วงที่เข้าร่วมประชุม Board of Peace ที่สหรัฐฯ

เป้าหมายหลักของสมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางไป วอชิงตัน ดี.ซี. นอกจากเข้าร่วมประชุม Board of Peace ก็คือ ใช้โอกาสดังกล่าวกระจายข่าวสาร (message) เชิงลบของไทยไปยังเวทีระหว่างประเทศ โดยใช้สื่อต่างประเทศเป็นกระบอกเสียง ควบคู่ไปกับสร้างผลงานให้กับ Board of Peace ที่สหรัฐฯ จัดตั้ง ด้วยการเสนอให้ดึง Board of Peace เข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะเดียวกันก็ใช้สื่อต่างประเทศ และสื่อในประเทศของกัมพูชาส่งสัญญาณไปยังมหาอำนาจที่ใกล้ชิด เช่น จีนว่าทำไมกัมพูชาต้องรักษาดุลอำนาจกับสหรัฐฯ สมเด็จฯ ฮุน มาแนตได้พบกับกับนายคริสโตเฟอร์ ลินเดา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2569 โดยในระหว่างการหารือได้พาดพิงไทยด้วยการเล่าประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา  สมเด็จฯ ฮุน มาแนตยังได้ชี้แจงถึงความจริงจังในการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ของกัมพูชา รวมทั้งความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง โอกาสการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐฯ กับกัมพูชา  นายลินเดายังชื่นชมที่สมเด็จฯ ฮุน มาแนต เข้าร่วม Board of Peace ด้วย…

ความคืบหน้าการเจรจาโครงการนิวเคลียร์สหรัฐฯ-อิหร่าน

  สหรัฐฯ กับอิหร่านมีความคืบหน้าเชิงบวกในการเจรจาโครงการพัฒนานิวเคลียร์  ผู้แทนของอิหร่านให้ความเห็นเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ผลการเจรจาครั้งที่ 2 ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าใจหลักการร่วมที่จะแก้ไขความขัดแย้งเกี่ยวกับโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่ายังมีขั้นตอนดำเนินการ และรายละเอียดสำคัญอีกมากที่ตั้ง 2 ประเทศต้องร่วมมือกัน ด้านนาย Badr Albusaidi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมาน ซึ่งทำหน้าที่ผู้ประสานงานระบุว่าการเจรจามีความคืบหน้าและผลลัพธ์ที่ดี มีแนวโน้มจะเป็นจุดเริ่มต้นการตั้งเป้าหมายร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และสะท้อนว่าการเจรจายังคงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการลดระดับความขัดแย้งระหว่างประเทศ สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการเจรจาดังกล่าว พิจารณาจากกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าจะมีส่วนร่วมทางอ้อมกับการเจรจากับอิหร่าน และเสนอแนะให้อิหร่านเข้าร่วมการเจรจาอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้น สหรัฐฯ อาจส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดไปปฏิบัติการในอิหร่านแทน ขณะที่รองประธานาธิบดีเจ.ดีแวนซ์ ของสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่าผู้แทนของทั้ง 2 ประเทศตกลงที่จะพบหารือกันต่อไปเป็นครั้งที่ 3 อิหร่านใช้ประโยชน์จากการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจสื่อมวลชนต่างประเทศจากประเด็นการประท้วงขับไล่รัฐบาลในประเทศ ให้ไปสนใจความคืบหน้าการเจรจาโครงการนิวเคลียร์แทน นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าอิหร่านต้องการซื้อเวลาด้วยการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อซ่อนอาวุธนิวเคลียร์ และเปลี่ยนเป้าหมายการเจรจาให้เป็นประเด็นที่ตอบสนองผลประโยชน์ของอิหร่านมากที่สุด ซึ่งการเจรจาเพื่อซื้อเวลานี้ เป็นเทคนิคที่อิหร่านใช้ในการเจรจากับนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง อิหร่านอาจกำลังใช้เทคนิคการรับมือกับแรงกดดันจากมหาอำนาจ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านระบุว่าเทคนิคการเจรจาของอิหร่านจะประกอบด้วยการทำให้สถานการณ์การเมืองในประเทศ “ดูเหมือน”…

โลกและไทยจะเผชิญความเสี่ยงอะไรบ้าง…..ในปี 2569

ในทุก ๆ ปี โลกของเราจะเผชิญกับความเสี่ยงต่อความเป็นอยู่ ความสงบสุข และสันติภาพ ซึ่งความเสี่ยงแต่ละเรื่องมีระดับความรุนแรง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์มากน้อยไม่เท่ากัน  การรู้ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นก็จะเป็นผลดีต่อการรับมือทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติ รวมทั้งใช้เป็นโอกาสด้วยเช่นกัน ซึ่งในปี 2569 โลกมีความเสี่ยงหลาย ๆ เรื่อง ที่ต้องตามติดกันหลายเรื่องทีเดียว…. เมื่อ มกราคม 2569 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียง คือ World Economic Forum (WEF) ได้มีการเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นประเด็นความเสี่ยงระดับโลกปี 2569 จากผู้บริหารองค์กรต่างๆ และผู้เชี่ยวชาญ (Executive Opinion Survey – EOS) จากทั้งหมด 116 ประเทศ ผลก็คือว่า…. ความเสี่ยงอันดับ 1 ของโลก ได้แก่ การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์  อันดับ 2 -3 คือ ความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างรัฐ  และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ   ส่วนความเสี่ยงอันดับที่ 4 มี 2 ประเด็น ได้แก่…