สื่อต่างประเทศติดตามการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนประเด็นไทย-กัมพูชา

สำนักข่าวต่างประเทศยังคงให้ความสนใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชาใน 22 ธันวาคม 2568 โดยรายงานกรณีการปะทะทางการทหารที่ยังคงตึงเครียด ขณะที่มาเลเซียผลักดันให้อาเซียนมีกำหนดจัดการประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ใน 22 ธันวาคม 2568 เพื่อหารือแนวทางการทำความตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชาอีกครั้ง หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการมีส่วนร่วมในการทำให้ไทย-กัมพูชาลงนามในความตกลงไปก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ สื่อรายงานท่าทีและความคาดหวังของผู้แทนฝ่ายไทยและกัมพูชา โดยรายงานว่าฝ่ายไทยมีมุมมองเชิงบวกต่อการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะกำหนดเงื่อนไขระหว่างประเทศเพื่อนบ้านให้ชัดเจน พร้อมยืนยันว่ากัมพูชาต้องหยุดยิงก่อน ด้านผู้แทนฝ่ายกัมพูชาให้ความเห็นว่าการพูดคุยครั้งนี้อาจฟื้นฟูสันติภาพ เสถียรภาพและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านได้ พร้อมย้ำว่าการแก้ไขปัญหาต้องดำเนินการตามแนวทางสันติภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศประเมินว่าสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคงมีการปะทะ และไม่มีการเจรจาสองฝ่าย ทำให้อาเซียนเผชิญความท้าทายอย่างมาก เพราะรัฐบาลของไทยและกัมพูชายังไม่ส่งสัญญาณว่าจะยุติปฏิบัติการทางทหารและเจรจากัน แม้ว่าจะมีรายงานว่าประชาชนจำนวนมากต้องกลายเป็นผู้อพยพ โดยฝั่งไทยมีประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่จำนวน 400,000 คน ส่วนกัมพูชามีจำนวน 525,000 คน การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษ ที่มาเลเซียครั้งนี้ จะเป็นการเผชิญหน้ากันโดยตรงครั้งแรกระหว่างผู้แทนทางการทูตของไทยและกัมพูชา หลังจากความขัดแย้งที่เริ่มขึ้นเมื่อ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งการประชุมครั้งนี้จะมีนาย Mohamad Hasan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียเป็นประธาน คาดหวังให้อาเซียนยังคงเป็นกลไกกลางในการผ่อนคลายความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิก และต้องการให้มีการประกาศยุติการปะทะทางทหารระหว่างกัน เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการแก้ไขข้อพิพาทอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ทั้งนี้ สหรัฐฯ แสดงการสนับสนุนบทบาทของอาเซียนในครั้งนี้ด้วย โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีถ้อยแถลงเมื่อ 21 ธันวาคม 2568…

สื่อต่างชาติรายงานการปะทะทางทหารระหว่างไทย-กัมพูชาลดลง

สื่อต่างชาติเมื่อ 20-21 ธันวาคม 2568 ลดการรายงานการปะทะทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาลดลง แต่ไปเน้นการรายงานความพยายามของฝ่ายที่ 3 นอกเหนือจากไทยและกัมพูชาที่เรียกร้องและกดดันให้ทั้งสองฝ่ายยุติความขัดแย้งระหว่างกัน โดยเห็นว่าการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษที่จะมีขึ้นที่มาเลเซีย ใน 22 ธันวาคม 2568 จะมีการผลักดันให้มีการหารือเรื่องการหยุดยิงของทั้งสองประเทศ สื่อรายงานว่าการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษ ดังกล่าวเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับแรงกดดันของมหาอำนาจทั้งสองประเทศ คือจีนและสหรัฐฯ ที่ออกมามีบทบาทในเรื่องนี้มากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งจีน มีท่าทีจากทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศ และยังส่งผู้แทนพิเศษฝ่ายกิจการตะวันออกของจีนพบหารือกับไทย และกัมพูชา พร้อมกับยืนยันท่าทีของจีนในความพร้อมที่จะแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของจีนในการเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจา ขณะที่สหรัฐฯ ก็มีท่าทีจากรัฐมนตรีต่างประเทศเมื่อ 20 ธันวาคม 2568 ที่เชื่อมั่นว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะสามารถหาทางออกในเรื่องการหยุดยิงได้ในสัปดาห์หน้า  และมีภารกิจสำคัญที่จะนำทั้งสองฝ่ายเข้าสู่การเจรจาให้ได้ นอกจากสื่อต่างประเทศรายงานประเด็นดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีท่าทีจากนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียซึ่งโพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อ 21 ธันวาคม 2568 ว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษจะเป็นไทยกับกัมพูชาเจรจากันได้อย่างเปิดเผยและสร้างสรรค์ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดระหว่างกัน และหาทางออกสู่สันติภาพอย่างยุติธรรมและยั่งยืน การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และการเกี่ยวพัน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ ความมั่นคงในภูมิภาค และความเป็นเอกภาพของอาเซียน สำหรับสื่อกัมพูชา นอกจากรายงานกรณีโฆษกของกัมพูชาประณามไทยกรณีกองทัพอากาศของ ใช้ F-16…

ผู้นำรัสเซียมั่นใจจะได้รับชัยชนะในสงคราม

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียมีถ้อยแถลงประจำปีเมื่อ 19 ธันวาคม 2568 โดยสาระสำคัญส่วนใหญ่แสดงความเชื่อมั่นว่ารัสเซียจะได้รับชัยชนะในการปฏิบัติการทหารในยูเครน เพราะปัจจุบันมีความคืบหน้าอย่างมากและเชื่อว่าจะสามารถยึดพื้นที่ในยูเครนได้เพิ่มเติมภายในปี 2568 และจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายในอนาคตอันใกล้ ซึ่งมีนัยหมายถึงการผนวกดินแดนในภาคตะวันออกของยูเครน นอกจากนี้ ประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจจากถ้อยแถลงดังกล่าว เช่น ย้ำเงื่อนไขของรัสเซียที่จะนำไปสู่การยุติสงคราม ซึ่งหากยูเครนและประเทศตะวันตกยังไม่ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว รัสเซียก็พร้อมจะยกระดับการปฏิบัติการทางทหารเชิงรุกมากขึ้น รวมทั้งยังขู่ยูเครนว่ารัสเซียจะขยายพื้นที่กันชนระหว่างรัฐ หรือ buffer zone เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติในระยะยาวด้วย ถ้อยแถลงประจำปีของผู้นำรัสเซียครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ประชาชนชาวรัสเซียส่งคำถามเข้าไปถามผู้นำประเทศด้วย มีรายงานว่าประชาชนส่งคำถามเข้าไปมากกว่า 3 ล้านข้อความ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการถาม-ตอบเกี่ยวกับสถานการณ์ยูเครน ซึ่งกลยุทธ์แบบนี้ของรัฐบาลรัสเซียเป็นโอกาสให้ประชาชนชาวรัสเซียทั้งในประเทศและในต่างประเทศ รู้สึกใกล้ชิดกับผู้นำ ผู้นำรัสเซียยังเปิดเผยด้วยว่า ปัจจุบันรัสเซียมีขีดความสามารถด้านการทหารที่แข็งแกร่งและเพิ่มขึ้น เนื่องจากพร้อมจะใช้ระบบขีปนาวุธรุ่น Oreshnik, Burevestnik และ Poseidon เพื่อป้องกันภัยคุกคามทางการทหาร อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีปูตินปฏิเสธคำกล่าวโทษของยุโรปที่ประเมินว่า รัสเซียมีแผนจะโจมตีและรุกรานยุโรปก่อน โดยผู้นำรัสเซียยืนยันว่าไม่เป็นความจริงและเป็นเรื่องไร้สาระที่มาจากนักการเมืองในยุโรป ที่มีอาการจิตผิดปกติและใช้ความหวาดกลัวข่มขู่คุกคามประชาชน ท่าทีของผู้นำรัสเซียมีขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเร่งประสานงานระหว่างรัสเซียและยูเครน เพื่อโน้มน้าวให้ทั้ง 2 ประเทศเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง และทำข้อตกลงตามแผนการที่สหรัฐฯ เสนอ โดยมีรายงานว่า…

สหภาพยุโรปจะให้ยูเครนกู้เงิน 105,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นาย Antonio Costa ประธานสภาสหภาพยุโรประบุเมื่อ 19 ธันวาคม 2568 ว่า สหภาพยุโรปมีมติเห็นชอบทำข้อตกลงให้ยูเครนกู้เงินจำนวนอย่างน้อย 105,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 90,000 ล้านยูโร เพื่อใช้ในการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมทั้งพัฒนากองทัพและต่อต้านการรุกรานจากรัสเซีย โดยสหภาพยุโรป (EU) จะสรรหาเงินทุนจากกองทุนต่าง ๆ ในกลไกของ EU เพื่อสนับสนุนให้ยูเครนเป็นระยะเวลา 2 ปี ด้านประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลสสกียินดีที่ EU จะสนับสนุนและช่วยเหลือยูเครนต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้นำยูเครนโน้มน้าวให้ EU จัดสรรความช่วยเหลือให้ยูเครน จากทรัพย์สินที่อายัดจากรัสเซียไว้ มูลค่าประมาณ 200,000 ล้านยูโร เพื่อเป็นการลงโทษรัสเซียที่ทำสงครามในยูเครน และมีความเคลื่อนไหวที่เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคยุโรป ความช่วยเหลือของ EU จะสามารถบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงทางการเงินของยูเครนได้มาก เนื่องจากสภาวะสงครามที่ยาวนานยืดเยื้อ ทำให้รัฐบาลยูเครนเผชิญความเสี่ยงทีจะเผชิญวิกฤตทางการเงินอย่างรุนแรง และมีความเป็นไปได้สูงที่จะแพ้ในการทำสงครามกับรัสเซีย ซึ่ง EU หารือกันเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งสมาชิกบางส่วนเสนอให้ใช้สินทรัพย์ที่อายัดได้จากรัสเซียไปสนับสนุนยูเครน แต่ความคิดเห็นของสมาชิก EU แตกต่างกันอย่างมากในประเด็นดังกล่าว ทำให้การหารือยืดเยื้อมาโดยตลอด การเจรจาที่ยืดเยื้อในกลุ่มสมาชิก EU…

สื่อต่างประเทศรายงานเน้นการปฏิบัติการทางอากาศของไทยที่กรุงปอยเปต 

  สื่อต่างประเทศเมื่อ 18- 19 ธันวาคม 2568 รายงานการปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาลดลง แต่ทั้งสื่อตะวันตกและเอเชียกลับเน้นรายงานเฉพาะการปฏิบัติการทางอากาศของไทยอีกครั้ง ที่ใช้เครื่องบิน F-16 ทิ้งระเบิดกาสิโน ที่กรุงปอยเปต ซึ่งเป็นแหล่งคลังอาวุธของกัมพูชา และรายงานอ้างรัฐมนตรีกลาโหมของกัมพูชาที่เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศประณามไทยว่าเป็นการก่ออาชญากรรมทางสงคราม และเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาก็ออกมาชี้ให้เห็นว่าการกระทำของไทยทำให้ชาวกัมพูชาเกิดผู้พลัดถิ่นมากกว่า 476,000 คน สื่อต่างชาติ เช่น สื่อตุรกี และสื่อท้องถิ่นกัมพูชายังรายงานประเด็นที่ทำให้เกิดภาพเชิงบวกต่อกัมพูชาในเวทีโลก โดยรายงานการเดินขบวนเรียกร้องสันติภาพกลางกรุงพนมเปญ โดย Union of Youth Federations of Cambodia (UYFC) ซึ่งมีนายฮุนมานี เป็นหัวหน้ากลุ่มและเป็นน้องชายนายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นแกนนำในการเดินขบวนเรียกร้องสันติภาพ และให้มีการหยุดยิง จากที่เกิดการปะทะครั้งใหม่กับไทยตั้งแต่ 7 ธันวาคม 2568  สื่อรายงานว่า ชาวกัมพูชาที่เข้าร่วมมีจำนวนหลายพันคน Volker Turk หัวหน้าข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Human Rights-UNHCR) ได้เรียกร้องให้ไทย-กัมพูชาหยุดหยิง  เนื่องจากมีรายงานว่าสิ่งก่อสร้างทางวัฒนธรรม…

เมียนมาดำเนินคดีต่อประชาชนที่ละเมิดกฎหมายก่อนการเลือกตั้ง

รัฐบาลเมียนมาเมื่อ 18 ธันวาคม 2568 ดำเนินคดีต่อประชาชนชาวเมียนมาจำนวน 229 คน เนื่องจากละเมิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยแบ่งเป็นชาย 201 คน และหญิง 28 คน บางส่วนประกอบอาชีพนักแสดง ผู้ผลิตภาพยนต์และสมาชิกกองกำลังป้องกันประชาชน หรือ People’s Defense Forces (PDF) โดยกระทำความผิดเนื่องจากพยายามบ่อนทำลายกระบวนการเลือกตั้งทั่วไป ที่จะมีขึ้นใน 28 ธันวาคม 2568 เช่น การทำลายป้ายประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง ป้ายหาเสียง ข่มขู่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่ทำงานในหน่วยเลือกตั้ง และวิจารณ์การเลือกตั้งเชิงลบผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สำหรับกฎหมายเลือกตั้งของเมียนมาฉบับนี้ รัฐบาลเมียนมาเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อ กรกฎาคม 2568 กำหนดห้ามไม่ให้มีการจัดการชุมนุมประท้วงหรือกระจายแนวคิดที่จะเป็นอุปสรรคต่อขั้นตอนและกระบวนการเลือกตั้ง หากใครฝ่าฝืนจะได้รับโทษจำคุกระหว่าง 3-10 ปี รวมทั้งมีค่าปรับด้วย ในห้วงที่ผ่านมา มีชาวเมียนมารวมตัวกันชุมนุมประท้วงและวิจารณ์การเลือกตั้งครั้งนี้ว่าไม่ยุติธรรมและไม่โปร่งใส จึงเรียกร้องให้ชาวเมียนมาคว่ำบาตรการเลือกตั้ง ตลอดจนขอให้นานาชาติกดดันรัฐบาลเมียนมามากขึ้น เช่น กรณีการชุมนุมประท้วงคัดค้านการเลือกตั้งเมื่อ 3 ธันวาคม 2568 ที่เมืองมัณฑะเลย์ ที่มีชาวเมียนมาชุมนุมคัดค้านการเลือกตั้ง รวมทั้งกฎหมายเกณฑ์ทหาร และเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง การเลือกตั้งในเมียนมาได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างมาก เนื่องจากมีขึ้นในช่วงที่สถานการณ์ความมั่นคงในเมียนมายังไม่แน่นอน…

ผู้นำสหรัฐฯ สัญญาว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตในปี 2569

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 17 ธันวาคม 2568 แถลงจากทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อชาวอเมริกัน สาระสำคัญ คือ ประกาศความสำเร็จของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ทำให้ภาพลักษณ์สหรัฐฯ กลับไปแข็งแกร่งและได้รับการยอมรับมากขึ้น เพราะสามารถยุติสงครามในฉนวนกาซาได้ และให้คำมั่นว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2569 นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่สื่อสหรัฐฯ ให้ความสนใจ เช่น การกล่าวโทษว่าผู้อพยพทำให้สหรัฐฯ เผชิญวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจชะลอตัว การมอบเงินปันผลจำนวน 1,776 ดอลลาร์สหรัฐแก่สมาชิกกองทัพสหรัฐฯ จำนวนกว่า 1,500,000 คน เพื่อเป็นการตอบแทนในโครงการ “warrior dividend” โดยอ้างว่าสหรัฐฯ ได้รับผลตอบแทนจากมาตรการภาษีตอบโต้ โจมตีอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน และรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดก่อนหน้านี้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตเงินเฟ้อ ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคเพิ่มสูงขึ้น พร้อมทั้งสัญญาว่าในปี 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ จะร่วมมือกับฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อปฏิรูปอสังหาริมทรัพย์ และกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่มีผลการสำรวจความนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ตกต่ำลงเหลือ ร้อยละ 36 สะท้อนว่าชาวอเมริกันอาจไม่เห็นด้วยกับนโยบาย Make America Great Again ของผู้นำสหรัฐฯ…

ผู้นำสหรัฐฯ กำหนดให้การค้าสารเฟนทานิลเป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 15 ธันวาคม 2568 ออกคำสั่งผู้บริหารกำหนดให้การผลิตและค้าขายสารเฟนทานิลอย่างผิดกฎหมาย เป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง โดยให้เหตุผลว่าสารดังกล่าวสามารถเป็นอันตรายได้ ชาวอเมริกันจำนวนมากเสียชีวิตจากการใช้สารเคมีดังกล่าวเกินกว่าที่กำหนด เนื่องจากมีเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติลักลอบผลิตและแพร่กระจายสารดังกล่าวไปในสหรัฐฯ ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ จึงต้องการปกป้องสังคมอเมริกัน ด้วยการยกระดับภัยคุกคามดังกล่าวด้วยการจัดให้สารเฟนทานิลเป็นอันตรายในระดับเดียวกันกับอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เพราะองค์กรต่างชาติอาจใช้สารเฟนทานิลเป็นอาวุธในการบ่อนทำลายความมั่นคงของสหรัฐฯ คำสั่งดังกล่าวทำให้หน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อจำกัดภัยคุกคามจากการแพร่ระบาดของสารเฟนทานิลแบบผิดกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จะสอบสวนและสกัดกั้นการลักลอบค้าสารเฟนทานิลในสหรัฐฯ อย่างจริงจัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะพิจารณาและทบทวนรายชื่อองค์กร รวมทั้งบริษัทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าขายสารเฟนทานิลในสหรัฐฯ เพื่อมีมาตรการแจ้งเตือนและตอบโต้ ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่ากระทรวงสงคราม จะทบทวนมาตรการตอบโต้กับภัยคุกคามดังกล่าว โดยหารือกับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ด้วย สำหรับสารเฟนทานิล เป็นสารที่มีฤทธิ์แก้ปวด เป็นสารสังเคราะห์ หากใช้ในปริมาณที่เหมาะสมภายใต้การควบคุมของแพทย์ก็เป็นยากรักษาโรค แต่ที่ผ่านมา ชาวอเมริกันจำนวนมากใช้สารเฟนทานิลอย่างผิดกฎหมาย กลายเป็นยาเสพติดซึ่งแพร่กระจายทั่วประเทศ ส่วนพฤติกรรมที่เข้าข่ายการละเมิดคำสั่งผู้บริหารดังกล่าว เช่น การผลิต ซื้อ ขาย และแพร่กระจายสารเฟนทานิลโดยไม่สอดคล้องกับกฎหมายของสหรัฐฯ ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ให้ความสำคัญและยกระดับการแก้ไขปัญหายาเสพติดแพร่ระบาดในสหรัฐฯ อย่างจริงจัง  ซึ่งรวมทั้งสารเฟนทานิล ที่นับว่าเป็น 1 ในสารเสพติดที่ทำให้เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของยาเสพติดในสหรัฐฯ ลอกที่ 4 (fourth wave)…

กัมพูชาขยายความร่วมมือกับยุโรป และธนาคารโลก

กัมพูชาขยายความร่วมมือกับยุโรป เฉพาะอย่างยิ่งกับฝรั่งเศสเกี่ยวกับเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำในประเทศ ซึ่งการเดินหน้านี้เรื่องนี้ เป็นผลจากการพบปะหารือระดับสูงระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Ministry of Industry, Science, Technology & Innovation-MISTI) ของกัมพูชากับคณะผู้แทนของสำนักงานเพื่อการพัฒนาของฝรั่งเศส (French Development Agency-AFD) และ Team Europe ที่กรุงพนมเปญ เมื่อ 10 ธันวาคม 2568 โดยมีนาย Jean-Pierre Marcelli ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ AFD ประจำผู้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ย้ำการเป็นหุ้นส่วนระยะยาวกับกัมพูชาในความร่วมมือระหว่างกัน การสนับสนุนของ AFD จะช่วยให้ระบบการจัดการน้ำในทุก ๆ ด้านของกัมพูชาทันสมัยมากขึ้น รวมทั้งดึงดูดให้มีการลงทุนในการพัฒนาจัดการน้ำทั่วประเทศ และเป็นความร่วมมือระหว่างกันในระยะยาว รวมทั้งสนับสนุนเอกชนที่ให้บริการระบบน้ำ (Private Water Operators- PWOs) ของกัมพูชาให้มาบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งหาแหล่งเงินกู้ให้ นอกจากนี้ กัมพูชายังให้ Propaco สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาของฝรั่งเศส ซึ่งปัจจุบันเข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในกัมพูชา ให้การสนับสนุนในเรื่องนี้มากขึ้น เช่น การจ่ายน้ำ และระบบการให้บริการน้ำเพื่อให้เข้าถึงชุมชนได้ทั่วถึง เป็นต้น…

กลุ่มก่อการร้ายจะใช้ประโยชน์จาก AI มากขึ้น

  ปัจจุบัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) ได้รับความนิยมและเผยแพร่เพื่อการใช้งานอย่างเป็นวงกว้าง เพราะการพัฒนา AI ส่วนหนึ่งจะต้องมาจากประสบการณ์ของผู้ใช้งานที่หลากหลายด้วย อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์จาก AI มีทั้งโอกาสและความท้าทาย ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งาน การป้อนข้อมูล และเป้าหมายของผู้ใช้งาน ล่าสุด มีรายงานว่ากลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มติดอาวุธจะใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ โน้มน้าวหาสมาชิกใหม่ และเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง นาย John Laliberte ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและผู้บริหารบริษัท Clear Vector ผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และอดีตนักวิจัยของหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐฯ ให้ความเห็นเมื่อ 15 ธันวาคม 2568 ว่า เทคโนโลยี AI ทำให้กลุ่มผู้ก่อการร้ายเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องลงทุนมาก ก็สามารถสร้างคลิปวิดีโอที่น่าเชื่อถือ และสร้างข้อมูลที่โน้มน้าวความเชื่อของคนทั่วไปได้ และผู้เชี่ยวชาญเตือนด้วยว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นเพียงขั้นตอน “การทดลองใช้” เทคโนโลยี AI ให้เกิดประโยชน์ต่อความเคลื่อนไหวของกลุ่ม สำหรับแอปพลิเคชัน AI ที่กลุ่มก่อการร้ายเริ่มทดลองใช้งาน คือ ChatGPT เนื่องจากเข้าถึงง่ายและใช้งานได้สะดวกตั้งแต่ปี 2567…