ความตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชาล้มเหลวเพราะไม่แก้ไขปมขัดแย้ง

สำนักข่าว Aljazeera เมื่อ 14 ธันวาคม 2568 รายงานความเห็นของนาย Ronny P Sasmita นักวิเคราะห์จากสถาบันวิชาการในอินโดนีเซีย เกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน และสิ่งที่อาเซียนควรดำเนินการในฐานะกลไกระดับภูมิภาค โดยประเมินว่าสาเหตุทำสำคัญที่ทำให้ความตกลงที่จะหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชาล้มเหลว เนื่องจากความตกลงดังกล่าวไม่ได้มีขั้นตอนหรือการให้คำมั่นว่าจะแก้ไขปมปัญหาความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ คือ ความไม่เชื่อใจระหว่างกัน ทั้งในระดับรัฐบาล กองทัพ และประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา ไทยและกัมพูชามีกลไกรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและลดระดับความตึงเครียดบริเวณชายแดนมาโดยตลอด แต่ก็มีรายงานการเคลื่อนกำลังพลและกำลังทหาร รวมทั้งการปะทะระหว่างประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างรุนแรง สรุปว่า ความตกลงร่วมกันเพื่อยุติปฏิบัติการทางทหารเมื่อ ตุลาคม 2568 ไม่สามารถคลายปมความขัดแย้งและไม่ไว้วางใจกันระหว่าง 2 ประเทศ ที่สะสมมานานจากหลายสาเหตุได้ นอกจากนี้ เอกสารดังกล่าวไม่มีขั้นตอนและกลไกติดตามความคืบหน้าที่เพียงพอจะเอื้อต่อวิธีการจัดการชายแดนที่ยังไม่เรียบร้อยตั้งแต่สิ้นสุดยุคล่าอาณานิคมระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ขณะที่สิ่งปลูกสร้างและอาคารต่าง ๆ ในพื้นที่ก็ผูกโยงกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ทำให้ตกเป็นประเด็นถกเถียงระหว่างประชาชน ซึ่งเสี่ยงลุกลามบานปลายเป็นความตึงเครียดระหว่างประเทศได้เป็นระยะ ๆ รวมทั้งความขัดแย้งในรอบปี 2568 นี้ ที่ตึงเครียดและขยายตัวขึ้นมา ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากการถกเถียงเรื่องสิทธิครอบครองสิ่งปลูกสร้างและดินแดนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จากนั้นก็มีปัจจัยเสริมจากการพัฒนาขีดความสามารถทางการทหาร ที่ทำให้กองทัพของทั้ง 2 ฝ่ายมีเครื่องมือในการยั่วยุทางการทหารระหว่างกันมากขึ้น นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันการลาดตระเวนทางการทหารก็เสี่ยงกลายเป็นจุดเริ่มต้นการปะทะทางการทหารที่ขยายตัวและยืดเยื้อได้ง่ายกว่าในอดีต…

การสอบสวนเหตุกราดยิงที่ออสเตรเลียที่เป็นการก่อการร้าย

หน่วยความมั่นคงออสเตรเลียทยอยเปิดเผยผลการสอบสวนเหตุกราดยิงที่หาดบอนได ออสเตรเลีย เมื่อ 14 ธันวาคม 2568 ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลออสเตรเลียระบุว่าเป็นเหตุก่อการร้าย และต่อต้านชาวยิว (antisemitism) เป้าหมาย คือ ชาวยิวในออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ระหว่างทำกิจกรรมในเทศกาล Hanukkah หรือการฉลองประจำปี ผู้ก่อเหตุจำนวน 2 ราย ใช้อาวุธปืนยาวกราดยิงใส่ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ Archer Park ติดกับหาดบอนได และใกล้กับบริเวณสนามเด็กเล่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน อายุระหว่าง 10-87 ปี และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก สำหรับกิจกรรมเทศกาล Hanukkah จัดขึ้นเป็นวันแรก โดยองค์กร Jewish Centre Chabad of Bondi คาดว่ามีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 1,000 คน ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุจำนวน 2 ราย คนแรกเป็นชายอายุ 50 ปี เสียชีวิตในที่เกิดเหตุหลังจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนคนที่สองเป็นชายอายุ 24 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงเปิดเผยว่าผู้ก่อเหตุทั้ง…

ยูเครนจะไม่สมัครสมาชิกเนโต หากประเทศตะวันตกค้ำประกันความมั่นคง

ผู้นำยูเครนกำลังเผชิญความท้าทายและแรงกดดันจากนานาชาติในการพิจารณาและทบทวนเงื่อนไขที่จะนำไปสู่สันติภาพระหว่างยูเครน-รัสเซีย โดยล่าสุดเมื่อ 14 ธันวาคม 2568 ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเปิดเผยกับผู้แทนสหรัฐฯ ระหว่างการประชุมในกรุงเบอร์ลิน เยอรมนีว่า ยูเครนอาจพิจารณายกเลิกการสมัครเป็นสมาชิกเนโต หากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป ให้คำมั่นว่าจะค้ำประกันความมั่นคงให้ยูเครนแบบมีกฎหมายรับรอง ในลักษณะเดียวกันกับมาตรา 5 ของเนโต เพื่อปกป้องยูเครนจากการรัสเซีย ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนมีท่าทีดังกล่าวหลังจากการหารือกับนาย Steve Witkoff ผู้แทนการเจรจาของสหรัฐฯ ที่ประชุมกันเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 ชั่วโมง เพื่อหาแนวทางยุติสงครามและสร้างสันติภาพ โดยสหรัฐฯ เป็นฝ่ายผลักดันเงื่อนไขและข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อเร่งโน้มน้าวให้คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ประเทศ รวมทั้งประเทศยุโรปเห็นพ้องกับแผนยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่สหรัฐฯ เสนอ จากนั้น เยอรมนีและผู้นำประเทศในยุโรปจะจัดการประชุมหารือกับผู้นำยูเครนต่อไปใน 15 ธันวาคม 2568 เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนความมั่นคงร่วมกัน มีข้อสังเกตว่า ผู้นำยูเครนค่อย ๆ ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ซึ่งมีรายละเอียด 20 ประการ แต่ยังไม่ยอมรับการให้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนในแคว้นภาคตะวันออกแก่รัสเซีย รวมทั้งการถอนทหารออกจากแคว้นดอนบาส ทั้งนี้ มีรายงานว่าเยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรสนับสนุนเงื่อนไขและรายละเอียดแผนสันติภาพ 20…

สื่อต่างชาติเน้นการรายงานการปฏิบัติการทางทหารของไทยมากกว่ากัมพูชา

สื่อต่างชาติเมื่อ 13-14 ธันวาคม 2568 สนใจรายงานการปะทะทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชา แม้ไม่มากเท่ากับช่วงปะทะรอบ 2 กันใหม่ ๆ อย่างไรก็ดี หัวข้อข่าวที่สื่อต่างชาติจะเน้นการที่ไทยยังไม่หยุดโจมตีทางอากาศ และหยุดยิง หรือปฏิบัติการทางทหารอื่น ๆ แม้นายกรัฐมนตรีไทยได้พูดคุยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทางโทรศัพท์ เมื่อคืนของ 12 ธันวาคม 2568 และประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ลงโซเชียลมีเดียว่า ทั้งไทยและกัมพูชาจะมีการหยุดยิง ขณะที่ฝ่ายนายกรัฐมนตรีไทยออกมาปฏิเสธการให้คำมั่นในประเด็นนี้ และโยนให้ฝ่ายกัมพูชาว่าจะต้องจริงจังในเรื่องนี้ ในมุมรายงานเกี่ยวกับกัมพูชา สื่อต่างชาติเน้นรายงานความสูญเสีย และการต้องปิดพรมแดนกับไทย เพราะไทยยังไม่ยุติการโจมตีไปยังชายแดนกัมพูชา ซึ่งรวมทั้งปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชาออกมายืนยันว่า เป็นเป้าหมายพลเรือน นอกจากนี้ สื่อต่างชาติยังรายงานมุมมองเชิงต้องการสันติภาพของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่ออกมาแถลงเมื่อ 13 ธันวาคม 2568 ว่า พร้อมจะร่วมมือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่เสนอให้มีการหยุดยิง และให้มาเลเซียเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพ สื่อยังเห็นว่าอาเซียนยังอาจไม่สามารถที่จะทำให้การปะทะทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชายุติลงง่าย ๆ แม้นายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเรียกประชุมอาเซียนสมัยพิเศษเร็ว ๆ นี้ หรือจะใช้ดาวเทียมของสหรัฐฯ เป็นหลักฐานเพื่อชี้ว่า ฝ่ายใดเริ่มปฏิบัติการทางทหารก่อน นอกจากนี้ การเป็นประธานอาเซียนของมาเลเซียจะสิ้นสุดลงในสิ้นปี 2568 โดยมีฟิลิปปินส์เป็นประธานอาเซียนต่อ ซึ่งฟิลิปปินส์จะต้องใช้เวลาศึกษาเรื่องความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาพอสมควร ซึ่งจะทำให้การเชื่อมต่อการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในเรื่องนี้ของฟิลิปปินส์ไม่สามารถทำได้ทันที สื่อยังพาดพิงการเมือง และประเด็นเศรษฐกิจของไทยว่า…

ในปี 2569 โลกจะเผชิญกับภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารอย่างรุนแรง

ภาวะความมั่นคงทางอาหารหรือ food security ของโลก ที่เราพูดถึงกันจนติดปากว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกประเทศต้องมีให้ไว้สำหรับสำหรับประชาชนของตนนั้น มีความเชื่อมโยงกับภาวะอดอยากของประชาชนอยากหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่งว่า แนวโน้มความมั่นคงทางอาหารของโลกในปี 2569 จะต้องเร่งดำเนินการให้มีความคืบหน้าจริงจังมากขึ้น เนื่องจากรายงานประจำปีของโครงการอาหารโลก (World Food Programme-WFP) แห่งสหประชาชาติ ที่เผยแพร่เมื่อกลางพฤศจิกายน 2568 เตือนถึงความไม่มั่นคงทางอาหารที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 รายงานประจำปีของ WFP ชี้ว่า ประชาชนทั่วโลกประมาณ 318 ล้านคน จะเผชิญกับภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารอย่างรุนแรง มากกว่าภาวะก่อนปี 2562 ถึง 2 เท่า ประเทศที่ยังจะเผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารเลวร้ายที่สุด ขณะที่งบประมาณที่ WFP มีอยู่จะช่วยเหลือผู้หิวโหยได้ไม่มากนัก หรือพื้นที่ที่คาดว่าประชาชนจะเผชิญความไม่มั่นคงทางอาหารตั้งแต่พฤศจิกายน 2568 ไปจนถึง มีนาคม 2569  เช่น เฮติ มาลี ปาเลสไตน์ ซูดานใต้ ซูดาน เยเมน อัฟกานิสถาน คองโก และเมียนมา เป็นต้น สำหรับเมียนมา WFP ออกถ้อยแถลงเตือน เมื่อ…

การติดตั้ง Solar Rooftop  ช่วยประหยัดและช่วยโลก

การติดตั้งแผงผลิตพลังงานแสงอาทิตย์จากบนหลังคาที่อยู่ที่อาศัย หรือ Solar Rooftop ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงมาก เพราะเป็นประเทศที่มีแสงแดดตลอดทั้งปี แต่ทำไมประชาชนยังมีจำนวนน้อยที่ติดตั้ง…… ปัญหาอุปสรรคหรือปัจจัยใดที่ทำให้ยังไม่ติดตั้ง

เมียนมาเสี่ยงเป็นเป้าหมายการฟอกเงินอันดับ 1 ของโลก

Basel Institute on Governance ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสงผลกำไร ตั้งอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ได้เผยแพร่ Basel AML Index ซึ่งเป็นดัชนีจัดอันดับประเทศที่มีความเสี่ยงเป็นเป้าหมายการฟอกเงิน ประจำปี 2568 โดยฉบับที่เผยแพร่ ประเมินทั้งหมด 177 ประเทศ และใช้ข้อมูลขององค์กรระหว่างประเทศและภาคประชาสังคมต่าง ๆ เรื่องการคอร์รัปชัน การบังคับใช้กฎหมาย ความโปร่งใสด้านนโยบายการเงิน และความร่วมมือกับต่างประเทศ ผลลัพธ์การประเมินพบว่า เมียนมาเสี่ยงเป็นเป้าหมายการฟอกเงินมากที่สุดในโลก รองลงมาเป็นเฮติ สาธารณรัฐคองโก ชาด อิเควทอเรียลกินี เวเนซุเอลา สปป.ลาว (อันดับที่ 7) กาบอง สาธารณรัฐแอฟริกากลาง และสาธารณรัฐกินี-บิสเซา สำหรับจีนอยู่อันดับที่ 12 และสหรัฐฯ อยู่ที่อันดับ 113 ขณะที่ประเทศที่เสี่ยงน้อยที่สุด คือ ฟินแลนด์ อันดับของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเสี่ยงเป็นเป้าหมายการฟอกเงิน รวมเมียนมา และ สปป.ลาว ได้แก่ เมียนมา (อันดับ 1) สปป.ลาว (อันดับที่ 7)…

ผู้นำสหรัฐฯ คัดค้านกฎหมายควบคุม AI

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 11 ธันวาคม 2568 ออกคำสั่งผู้บริหาร (executive order) สกัดกั้นไม่ให้รัฐต่าง ๆ ออกกฎหมายควบคุมการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) เนื่องจากมีมุมมองว่ากฎหมายควบคุมดังกล่าวจะทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบในการแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำโลกด้าน AI และไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติชัดเจนว่าต้องการให้สหรัฐฯ เป็นผู้นำโลกอันดับ 1 ด้านเทคโนโลยี AI เพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ต้องการให้มีกฎหมายหรือระเบียบใดขัดขวางเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าว นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังวิจารณ์ว่า รัฐที่มีกฎหมายควบคุม AI จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ “Woke AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่มีอคติและอุดมการณ์ทางสังคมและการเมือง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยี และธุรกิจนี้ให้ก้าวหน้าเหนือประเทศอื่น ๆ ตัวอย่าง Woke AI ที่ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวถึง เช่น กรณีรัฐโคโลราโดห้าม AI ไม่ให้ใช้ฟังก์ชัน algorithmic discrimination หรือระบบอัลกอริทึมที่มีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติ เพราะเชื่อว่าจะทำให้สังคมอเมริกันแตกแยก แต่ประธานาธิบดีทรัมป์กลับมีมุมมองว่า…

เกาหลีเหนืออาจพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธเพื่อการส่งออก

ท่าทีของนายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือในที่ประชุมคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี (WPK) ระหว่าง 9-11 ธันวาคม 2568 น่าสนใจมาก เนื่องจากเป็นการประชุมสำคัญที่ผู้นำสูงสุเดของเกาหลีเหนือได้แสดงวิสัยทัศน์ที่มีนัยต่อการดำเนินนโยบายด้านการทหารและความมั่นคงในต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะกรณีที่นายคิม จองอึน เชิดชูและยกย่องบทบาทของทหารเกาหลีเหนือที่เดินทางไปร่วมปฏิบัติการทางทหารกับรัสเซียในสงครามยูเครน แม้จะมีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิต แต่ก็เป็นการแสดงบทบาทของเกาหลีเหนือในเวทีโลก ท่าทีดังกล่าวยิ่งตอกย้ำว่า เกาหลีเหนือมีแนวโน้มจะสนับสนุนรัสเซียด้านการทหารและความมั่นคงต่อไป โดยจะเป็นฐานการลงทุน เพื่อพัฒนาและผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่รัสเซียจำเป็นต้องใช้ในสงครามยูเครน ตามข้อตกลงที่ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศลงนามกันไว้ ซึ่งตอบสนองผลประโยชน์แห่งชาติของทั้ง 2 ฝ่าย ความร่วมมือระหว่างเกาหลีเหนือกับรัสเซียที่แน่นแฟ้นและใกล้ชิดมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งด้านการทหารและการค้าอาวุธ อาจทำให้เกาหลีเหนือปรับเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธในประเทศ จากเดิมที่เน้นพัฒนาและยกระดับขีปนาวุธพิสัยไกลและอาวุธนิวเคลียร์ ไปเป็นอุตสาหกรรมอาวุธที่เน้นผลิตระเบิด รถถัง กระสุนปืนใหญ่ ขีปนาวุธพิสัยใกล้ และอากาศยานไร้คนขับแทน เนื่องจากเป็นอาวุธที่ตอบสนองความต้องการของรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นลูกค้าหลักของเกาหลีเหนือ ดังนั้น เกาหลีเหนืออาจให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาวุธเพื่อการส่งออกไปรัสเซียมากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะยังไม่ละทิ้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เนื่องจากยังคงเป็นเครื่องมือที่ค้ำประกันความมั่นคงของเกาหลีเหนือได้ในระยะยาว ตั้งแต่รัสเซียปฏิบัติการทางทหารในยูเครน มีรายงานว่า เกาหลีเหนือเป็นแหล่งอาวุธในการสู้รบของรัสเซีย จากนั้นเกาหลีเหนือเริ่มส่งทหารไปปฏิบัติการสนับสนุนรัสเซียจำนวนมากกว่า 14,000 นาย บางส่วนเข้าไปสู้รบในสมรภูมิแนวหน้าด้วย เนืองจากรัสเซียขาดกำลังพล แต่กองกำลังของเกาหลีเหนือจะเน้นปฏิบัติการในภูมิภาค Kursk ทางตะวันตกของรัสเซีย ล่าสุด มีรายงานว่าเกาหลีเหนือส่งแรงงานก่อสร้างไปฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานรัสเซียที่ได้รับความเสียหายจากสงครามด้วย การที่ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเสริมสร้างความร่วมมือใกล้ชิดกับรัสเซีย รวมทั้งมีแนวโน้มจะส่งเสริมอุตสาหกรรมอาวุธมากขึ้น…

จีนจะเก็บภาษีสินค้าคุมกำเนิด เพื่อกระตุ้นการเพิ่มประชากร

รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการเพิ่มจำนวนประชากรชาวจีน เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมีนโยบายและมาตรการกระตุ้นการเพิ่มพูนประชากรในประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น ส่งเสริมการมีบุตร และให้สิทธิประโยชน์ ล่าสุด สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจกรณีรัฐบาลจีนจะเพิ่มภาษีสินค้าและยาที่ใช้ในการป้องกันการตั้งครรภ์และคุมกำเนิด รวมทั้งถุงยางอนามัย ที่อัตราร้อยละ 13 เพื่อให้ถุงยางอนามัยและสินค้าควบคุมการตั้งครรภ์มีราคาสูงขึ้น และคาดว่า หากสินค้าและยาที่เกี่ยวข้องกับการคุมกำเนิดสูงขึ้น อาจส่งผลให้ประชากรชาวจีนเพิ่มขึ้นได้ โดยจะเริ่มใช้มาตรการขึ้นภาษีสินค้าและยาประเภทดังกล่าวตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป จีนใช้นโยบายดังกล่าวเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี เป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปภาษีของจีน อย่างไรก็ตาม การที่สินค้าดังกล่าวจะถูกเก็บภาษีเพิ่ม สะท้อนว่ารัฐบาลจีนต้องการแก้ไขวิกฤตอัตราการเกิดต่ำในประเทศอย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้ จีนยกเลิกนโยบายส่งเสริมให้มีบุตรคนเดียว หรือ One Child Policy เมื่อปี 2558 แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มประชากร มีรายงานว่ารัฐบาลจีนไม่ได้ประชาสัมพันธ์นโยบายดังกล่าวในวงกว้าง ทั้งที่เสนอเป็นกฎหมายแล้วตั้งแต่ ธันวาคม 2567 นอกจากนี้ ครอบครัวชาวจีนบางส่วนที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว เพราะไม่มีผลต่อการตัดสินใจมีบุตร ซ้ำยังสะท้อนว่าปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้ชาวจีนไม่มีลูก เป็นเพราะค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรนั้นสูงกว่าค่ายาหรือสินค้าควบคุมกำเนิดอย่างมาก ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขแสดงความกังวลว่ามาตรการจะเพิ่มภาษีสินค้าและยาที่ใช้ในการป้องกันการตั้งครรภ์และคุมกำเนิด รวมทั้งถุงยางอนามัย ที่อัตราร้อยละ 13 ดังกล่าว อาจเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขอนามัย รวมทั้งส่งผลกระทบต่ออัตราการทำแท้งอย่างปลอดภัยในจีน และการควบคุมโรคติดต่อ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลจีนต้องเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ…