กัมพูชาและไทยควรเรียนรู้บทเรียนจากความขัดแย้งปากีสถาน-อินเดีย 

Cambodianess เผยแพร่บทความของนาย Khath Bunthorn นักวิจัย Cambodia Development Resource Institute และนาย Ngin Chanrith นักวิชาการ University of Auckland นิวซีแลนด์ เกี่ยวกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยเปรียบเทียบกับความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน ที่มีสาเหตุคล้ายกันจากข้อพิพาทเขตแดน ชาตินิยมทางศาสนาและวัฒนธรรม รวมถึงบาดแผลทางประวัติศาสตร์  ความขัดแย้งได้พัฒนาไปสู่การแข่งขันที่ซับซ้อน เกิดการเผชิญหน้าทางทหารและสงครามหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก การค้าระหว่างประเทศตกต่ำ การใช้จ่ายด้านการทหารที่สูงทำให้สูญเสียงบประมาณในการพัฒนาภาคส่วนสำคัญอื่น เช่น การศึกษา สาธารณสุข แม้จะมีการเจรจา  แต่ความขัดแย้งยังคงไม่ได้รับการแก้ไข เนื่องจากความไม่ไว้วางใจต่อกันอย่างลึกซึ้ง ชาตินิยมกลายเป็นปัจจัยทางการเมือง   ซึ่งกรณีของไทย-กัมพูชายังไม่สายเกินไป หากต้องการแก้ไข โดยนำบทเรียนมาปรับใช้ ได้แก่ 1) อย่าปล่อยให้ข้อพิพาทเขตแดนกลายเป็นสิ่งกำหนดอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของชาติ 2) รักษากลไกการเจรจาทวิภาคีและใช้ประโยชน์จากกลไกระดับภูมิภาค 3) หลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหารและมุ่งเน้นการพัฒนาแนวชายแดน 4) ผู้นำต้องแยกความขัดแย้งออกจากการเมือง 5) ฟื้นฟูความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และ 6) ใช้วัฒนธรรมและศาสนาร่วมกันในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

ไทยอาจเผชิญปัญหาเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมายจนถึงปี 2569

  Bloomberg รายงานกรณีนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการ ธปท. ก่อนจะพ้นจากตำแหน่ง ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง รมว.กค. เตือนถึงปัญหาเศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงว่า มีสาเหตุจากความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ลดลง และภาวะการเงินที่ตึงตัว เนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิต ซึ่งต้องเร่งแก้ไข แต่นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และยืนยันว่าอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งยังไม่มีสัญญาณของภาวะเงินฝืด  ความเสี่ยงที่ควรติดตาม ได้แก่ 1) การชะลอลงของราคาสินค้าในวงกว้าง 2) ความผันผวนของราคาพลังงานโลก และ 3) การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานจากสงครามการค้า   นายเศรษฐพุฒิย้ำถึงความท้าทายของ ธปท.ในการรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายร้อยละ 1-3 และยังสะท้อนแนวคิดของ กนง.ที่ตัดสินใจคงดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้อจะติดลบต่อเนื่องนานถึง 6 เดือน

เอกชนไทยลงทุนสร้างศูนย์การค้าใหม่ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ลดลง

  Nikkei Asia เผยแพร่รายงานสาระสำคัญเกี่ยวกับกรณี บมจ.เซ็นทรัลพัฒนาลงทุน 21,000 ล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์การค้า “The Central พหลโยธิน” โดยระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคไทยปรับตัวลดลง และการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง โดยไตรมาส 2/2568 เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2.8 จึงทำให้รัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการฟื้นโครงการคนละครึ่ง สำหรับธุรกิจค้าปลีกของไทยในปี 2568 น่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 4.6 ซึ่งลดลงจากปี 2567 ที่ขยายตัวร้อยละ 6.02 เนื่องจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ หนี้ครัวเรือนที่สูง และเผชิญกับความท้าทายจากปริมาณศูนย์การค้าเกิดใหม่มีเพิ่มขึ้นเมื่อห้วงปี 2567 จึงจะทำให้อุตสาหกรรมค้าปลีกไทยต้องแข่งขันกันสูงขึ้น

อาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชาถูกขุดคุ้ยโดยสื่อต่างชาติมากขึ้น

สื่อต่างประเทศหลายแห่ง รวมทั้งสื่อเกาหลีใต้ และสหรัฐฯ ขุดคุ้ยอาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชามากขึ้น หลังจากเกาหลีใต้ดำเนินมาตรการเชิงรุกต่อกัมพูชา เพื่อจะนำเหยื่อชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชากลับประเทศ จากเกิดกรณีนักศึกษาเกาหลีใต้ถูกล่อลวง และเสียชีวิตจากการทรมาน โดยสื่อส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่า อาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชามีขนาดใหญ่ และบางแห่งดำเนินการโดยคนจีนที่หนีความผิดมาจากจีน ซึ่งธุรกิจอาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชาถูกเชื่อว่ารัฐบาลมีส่วนรู้เห็น ข่าวสารที่ตีแผ่ธุรกิจการหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชาจากสื่อเกาหลีใต้ เช่น Chosun Daily เมื่อ 15 ตุลาคม 2568 ระบุว่า สีหนุวิลล์ เป็นแหล่งอาชญากรรมของกลุ่ม “Wench”  ที่มีขนาดใหญ่ เมืองนี้เดิมเป็นเมืองท่องเที่ยวและแหล่งกาสิโน มีโรงแรมหรูกว่าสิบแห่ง  ต่อมาจีนก็เข้าไปลงทุนโดยรัฐบาลกัมพูชาสนับสนุน จนหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็กลายเป็นศูนย์กลางดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายของคนจีน ซึ่งมีรายงานว่ามีการบังคับใช้แรงงานชาวเกาหลีใต้ เวียดนาม และอินโดนีเซีย สื่อเกาหลีใต้ยังระบุชื่อนาย Xu Aimin ชาวจีน ที่ถูกจำคุกที่จีน และหลบหนีไปกัมพูชา จนสามารถดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายจนร่ำรวย  และลงทุนทำธุรกิจในกัมพูชา เพื่อฟอกเงิน เช่น ธุรกิจโรงแรมหรูในพนมเปญ และเมื่อกันยายน 2568 กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ก็ประกาศอายัดทรัพย์สิน เนื่องจากได้ทำการหลอกลวงชาวอเมริกันทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน จนทำให้เมื่อปี 2567 ชาวอเมริกันถูกหลอกจากธุรกิจออนไลน์จากกัมพูชาไป 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นักธุรกิจชาวจีนที่หลอกลวงทางออนไลน์อื่น ๆ…

ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา

ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา เป็นที่น่าสนใจ และติดตามว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ในห้วงที่มีข่าวสารรายงานถึงการดำเนินการอย่างแข็งกร้าว และจริงจังภายใต้การนำของประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่ประกาศในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 14 ตุลาคม 2568 ว่า จะนำเหยื่อชาวเกาหลีใต้ที่ถูกหลอกลวงไปทำธุรกิจสแกมเมอร์ กลับประเทศให้เร็วที่สุด หลังจากพบนักศึกษาเกาหลีใต้ต้องถูกทรมานจนเสียชีวิต หลังจากถูกหลอกลวงไปทำธุรกิจสแกมเมอร์ในกัมพูชา ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชาอยู่ในระดับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน เมื่อพฤษภาคม 2567 โดยได้มีการลงนามกันเมื่อครั้งนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเยือนเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่มีนายกกัมพูชาเยือนเกาหลีใต้  ในมิติเศรษฐกิจ เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ลงทุนในกัมพูชามากเป็นอันดับ 2  รวมทั้งมีการการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับกัมพูชาด้วย กัมพูชาเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้าเกาหลีใต้ โดยในห้วง 7 เดือนแรกของปี 2568 ส่งออกส่งออกไปเกาหลีใต้ เป็นมูลค่า  151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออก เช่น รองเท้า เครื่องดื่ม ยางพารา ส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร เป็นต้น ขณะที่นำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ มูลค่า 286 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์เครื่องครัว และผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นต้น  เกาหลีใต้ยังเป็นปลายทางอันดับ…

การปะทะบริเวณพรมแดนปากีสถาน-อัฟกานิสถาน ตึงเครียดมากขึ้น

สื่อมวลชนต่างประเทศติดตามรายงานสถานการณ์การปะทะระหว่างกองทัพปากีสถานกับกองกำลังกลุ่มตอลิบันในอัฟกานิสถาน ซึ่งมีแนวโน้มตึงเครียดและบ่อยครั้งขึ้น โดยมีรายงานเมื่อ 15 ตุลาคม 2568 ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายตอบโต้กันด้วยการยิงปะทะเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 1 สัปดาห์ เหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณพรมแดนชนบทของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งสื่อปากีสถานอ้างว่ากองกำลังในอัฟกานิสถานเริ่มต้นการโจมตีก่อน จากนั้นปากีสถานจึงตอบโต้ทำให้รถถังและฐานที่มั่นของฝ่ายอัฟกานิสถานได้รับความเสียหาย ด้านอัฟกานิสถานยืนยันการปะทะดังกล่าว แต่ไม่รายงานรายละเอียด ทั้งนี้ ปากีสถานเชื่อว่าพื้นที่บริเวณพรมแดนของทั้ง 2 ประเทศถูกใช้เป็นฐานที่มั่นและซ่อนตัวของกลุ่มตอลิบันและกองกำลังติดอาวุธอื่น ๆ ที่รัฐบาลปากีสถานถือว่าเป็นอันตรายและภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ นานาชาติติดตามและเฝ้าระวังความขัดแย้งระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถาน เนื่องจากอาจเป็นสถานการณ์ที่ลุกลามบานปลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศและบั่นทอนความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศที่ไม่ไว้วางใจกัน เพราะปากีสถานเชื่อว่ารัฐบาลตอลิบันในอัฟกานิสถานสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายและกองกำลังติดอาวุธ เฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม Tehreek-e-Taliban Pakistan หรือ TTP กลุ่ม Balochistan Liberation Army หรือ BLA และกลุ่ม Islamic State Khorasan Province หรือ ISKP ที่เคลื่อนไหวเป็นภัยคุกคามต่อรัฐบาลปากีสถานมาโดยตลอด รวมทั้งอยู่เบื้องหลังการโจมตีหลายครั้งในจังหวัด Khyber…

การเสียชีวิตนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ตอกย้ำกัมพูชาเป็นแหล่งล่อลวง  

  กรณีนักศึกษาชาวเกาหลีใต้เสียชีวิตจากการถูกทรมาน ใกล้ภูเขา Bokor ในจังหวัดกัมปอต กัมพูชา เพื่อเรียกค่าไถ่ เมื่อ สิงหาคม 2568 ตอกย้ำว่ากัมพูชายังเป็นแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติ รวมทั้งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เฉพาะอย่างยิ่งการล่อลวงชาวต่างชาติ ไปทำธุรกิจออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ การทรมาน และการเรียกค่าไถ่ ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อมิถุนายน 2568  Amnesty International รายงานว่ากัมพูชาไม่สามารถกวาดล้างศูนย์สแกมเมอร์ทั่วกัมพูชา จำนวน 53 แห่ง ได้ เช่นเดียวกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ที่ระบุว่า กัมพูชาเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ของโลก เกาหลีใต้เป็นประเทศล่าสุดที่ประชาชนถูกหลอกลวงไปยังกัมพูชา ซึ่งทำให้กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประกาศเตือนให้ชาวเกาหลีใต้งด หรือเลื่อนการเดินทางไปกัมพูชา และยกระดับคำเตือนเป็น “คำแนะนำพิเศษ” เพื่อความปลอดภัยในกรุงพนมเปญ  รวมทั้งบริเวณสีหนุวิลล์  และภูเขา Bokor โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อ 10 ตุลาคม 2568 รวมทั้งเตือนชาวเกาหลีใต้ให้ระมัดระวังการถูกหลอกลวงให้ไปทำงานที่กัมพูชา ด้วยการชวนเชื่อว่าจะให้ค่าจ้างสูง แต่หลังจากนั้นจะถูกลักพาตัว เพื่อไปเรียกค่าไถ่ หรือบังคับให้ทำการหลอกลวงทางออนไลน์ด้วยการทรมาน เช่น การใช้เครื่องมือช็อต และใช้เหล็กตีหน้า เป็นต้น จากกรณีเสียชีวิตจากการถูกทรมานในกัมพูชาของนักศึกษาเกาหลีใต้ ที่เดินทางไปกัมพูชาเมื่อ…

ประธานาธิบดีมาดากัสการ์ลี้ภัย : กลุ่ม “Gen Z Mada แกนนำจากการประท้วง

สถานการณ์การเมืองประเทศมาดากัสการ์ตึงเครียด หลังจากมีประชาชน นำโดยกลุ่มเยาวชนในนามกลุ่ม “Gen Z Mada” ชุมนุมประท้วงทั่วประเทศเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อเรียกร้องให้ประธานาธิบดี Andry Rajoelina ลาออกจากตำแหน่ง ล่าสุดเมื่อ 14 ตุลาคม 2568 มีรายงานว่าประธานาธิบดี Rajoelina ลี้ภัยออกจากประเทศไปยังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว เนื่องจากปรากฏกระแสว่ากองทัพมาดากัสการ์ รวมทั้งกลุ่ม CAPSAT ซึ่งเป็นทหารหน่วยรบพิเศษ และเคยอยู่เคียงข้างประธานาธิบดี Rajoelina มาโดยตลอด กลับไปสนับสนุนความเคลื่อนไหวของผู้ประท้วงมากกว่ารัฐบาล และเตรียมจะยึดสื่อมวลชนและอำนาจของรัฐ ปัจจุบันสถานการณ์การเมืองในประเทศมาดากัสการ์ยังไม่แน่นอน ยังไม่มีการเปิดเผยที่อยู่ของประธานาธิบดี และกองทัพ รวมทั้งหน่วยความมั่นคงพยายามรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ สาเหตุที่ทำให้การประท้วงในมาดากัสการ์ตึงเครียดที่สุดในรอบ 15 ปีและสร้างแรงกดดันต่อผู้นำประเทศ เป็นผลจากการจับกุมนักการเมือง 2 คน ที่เริ่มการชุมนุมอย่างสันติที่เมือง Antananarivo เมื่อ 19 กันยายน 2568 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาขาดแคลนพลังงานและน้ำประปา การจับกุมดังกล่าวทำให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลพยายามบั่นทอนสิทธิในการแสดงออก ทำให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มภาคประชาสังคมและเยาวชน Gen Z เพื่อเคลื่อนไหวคัดค้านการกระทำของรัฐบาล ผู้ชุมนุมยังไม่พอใจกรณีประธานาธิบดี Rajoelina ที่ไม่แสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ประกอบกับเยาวชนและประชาชนจำนวนมากไม่พอใจที่นักการเมืองและชนชั้นนำในประเทศได้รับสิทธิ…

กลุ่มสแกมเมอร์กลับมาระบาดโดยมุ่งเป้าคนไทยมากขึ้น

  จากรายงานข่าวการช่วยเหลือคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง เมียนมา พบว่ากลุ่มสแกมเมอร์กลับมาระบาดหนักอีกครั้ง ความน่ากังวลคือกลุ่มดังกล่าวมุ่งเป้ามาที่คนไทยมากขึ้น โดยภายในไม่กี่วันสามารถหลอกลวงคนไทยจากหลายพื้นที่ได้มากถึง 15 คน (ไม่รวมกรณีอื่น) รูปแบบการล่อลวงมีลักษณะเจาะจงกลุ่มผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป เช่น ชวนให้ไปทำงานเทรดคริปโตหรือเว็บพนันออนไลน์ที่ดูเหมือนถูกกฎหมาย เมื่อคนที่ถูกหลอกทราบความจริงและขอกลับบ้าน จะถูกบังคับให้หาคนไทยมาเพิ่ม โดยมีการตั้งค่าหัวสำหรับคนไทยที่ถูกหลอกมาใหม่ในอัตราหัวละ 10,000 บาท ซึ่งการมุ่งเป้ามาที่คนไทยนี้มีจุดประสงค์เพื่อใช้คนไทยหลอกคนไทยด้วยกันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Facebook Instagram Tiktok และ Line ทำให้ประชาชนไทยเสี่ยงถูกหลอกและตกเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย หากไม่ได้รับการป้องกันและแก้ไขอย่างครอบคลุม

อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยเผชิญความท้าทายหลายด้าน

มันสำปะหลังไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก ซึ่งมันสำปะหลังไทยแข่งขันได้ยากเพราะได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า ประกอบกับนักลงทุนจากจีนและเวียดนามมีแนวโน้มขยายฐานการผลิตโรงงานแป้งมันไปยังลาว ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกแป้งมันไทยชะลอตัว และมีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดหลักอย่างจีนให้กับประเทศคู่แข่งเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยในประเทศที่ฉุดรั้งอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย เช่น ปัญหาโรคใบด่างระบาดที่เพิ่มมากขึ้น สภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรบางส่วนเริ่มหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน และคาดว่าผลผลิตรวมของมันสำปะหลังไทยจะหดตัวลงเกือบร้อยละ 9