ภาคการก่อสร้างไทยเผชิญแรงกดดันมากขึ้น

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ SCB EIC ระบุว่า ผู้รับเหมาก่อสร้างไทยกำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้น จากกรณีผู้รับเหมาจีนเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดและลงทุนโดยตรงในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเงินลงทุนจากจีนในภาคการก่อสร้างไทยขยายตัวระหว่างปี 2563 – 2567 สูงถึงร้อยละ 21 สาเหตุเพราะภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีนชะลอตัวลง ทำให้ผู้รับเหมาจีนขยายการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในไทย ซึ่งมีการขยายตัวของเมืองและมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซ้ำเติมความเปราะบางของผู้รับเหมาไทยที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่แล้ว เช่น การขาดผลิตภาพในการก่อสร้าง ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และการจ้างงานของแรงงานไทย อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากผู้รับเหมาจีนส่วนใหญ่ใช้วัสดุก่อสร้าง และแรงงานจากจีนเป็นหลัก นอกจากนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ยังมีแนวโน้มหดตัวได้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้รับเหมาไทยได้รับงานน้อยลงต่อเนื่องด้วย

ผู้ลี้ภัยชาวจีนในไทยกังวลอิทธิพลของรัฐบาลจีน

สนข.AFP ของฝรั่งเศส รายงานเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวจีนในไทยที่แสดงความกังวลต่อการถูกคุกคามและความเสี่ยงถูกบังคับส่งตัวกลับประเทศ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนที่มีความเข้มแข็งมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และในปี 2568 จะครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน จีนอาจใช้เป็นโอกาสในการกดดันไทยให้ส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวจีนกลับประเทศ ขณะที่ไทยไม่มีกฎหมายรองรับผู้ลี้ภัย โดยผู้ลี้ภัยชาวจีนหลายคนเริ่มเดินทางออกจากไทยไปยังแคนาดาและยุโรป AFP ยังได้สัมภาษณ์นาย Zhou Junyi ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานกักตัวคนต่างด้าวในกรุงเทพฯ ซึ่งถูก จนท.ตร.ไทยจับกุมหลังจากจัดงานรำลึกถึงเหยื่อจากการปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อ 4 มิ.ย. 68 ที่ จ.กาญจนบุรี โดยอ้างการกระทำความผิดเกี่ยวกับวีซ่า และนาย Zhou กำลังเผชิญกับการเนรเทศ โดยระบุว่ามี จนท.สถานทูตจีนเข้าเยี่ยมหลายครั้งเพื่อให้ลงชื่อในแบบฟอร์มกลับประเทศโดยสมัครใจ แต่ตนปฏิเสธทุกครั้ง เพราะกังวลว่าหากถูกส่งตัวกลับจีนอาจต้องเผชิญกับการทรมานและถูกจำคุกเป็นเวลานาน ซึ่งการจับกุมนาย Zhou สอดคล้องกับสิ่งที่นักวิเคราะห์อธิบายว่าเป็นรูปแบบที่ชัดเจนและรุนแรงขึ้นของการปราบปรามข้ามชาติของจีน พร้อมอ้างถึงกรณีไทยบังคับส่งกลับชาวอุยกูร์ 40 คน ซึ่งถูกประณามจากรัฐบาลชาติตะวันตกและกลุ่มสิทธิมนุษยชน

อินเดีย-จีนกลับมารื้อฟื้นเส้นทางบินตรงระหว่างกัน

อินเดีย-จีนใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะสอดคล้องการดำเนินยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่ายที่แม้จะคงมีความขัดแย้งกันบริเวณชายแดน แต่จีนก็ต้องการดึงให้อินเดียออกห่างสหรัฐฯ บ้าง ขณะที่อินเดียก็ต้องการแสดงให้สหรัฐฯ เห็นว่าไม่ได้พึ่งพิงสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว จึงเพิ่มความใกล้ชิดกับทั้งจีน และรัสเซีย ซึ่งสัญญาณของอินเดียต่อสหรัฐฯ นี้ เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ เก็บอัตราภาษีอินเดียสูงมาก เพราะอินเดียไม่ยกเลิกการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย การเข้าใกล้กันระหว่างอินเดีย-จีนมากขึ้น ล่าสุดสะท้อนจากการกลับมารื้อฟื้นเส้นทางบินตรงระหว่างกัน ที่หยุดไปเมื่อ 5 ปี ที่ผ่านมา หรือเมื่อปี 2563 จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19  โดยสายการบิน IndiGo ระหว่างโกลกัตตา-กวางโจว จะเริ่มทำการบินใน 26 ตุลาคม 2568 โดยเวลาที่ทำการบินก็เอื้อให้กับนักธุรกิจ และนักเดินทาง  สายการบิน IndiGo ยังจะเริ่มบินเส้นทางกรุงเดลลี-กวางโจว ใน 10 พฤศจิกายน 2568 ขณะที่ Air China จะกลับมาบินในเส้นทางปักกิ่ง-นิวเดลลี โดยผ่านเฉินตู  และ China Eastern จะเปิดเส้นทางบินระหว่างเซี่ยงไฮ้-นิวเดลลี โดยผ่านคุนหมิง นักวิเคราะห์ด้านการบินเห็นว่า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบินของฮ่องกง สิงคโปร์ และไทย จะได้รับผลกระทบต่อการที่อินเดียและจีนกลับมาเปิดเส้นทางบินตรงกันอีกครั้ง…

การท่องเที่ยวของเวียดนามมาแรงมากในปี 2568

การท่องเที่ยวในปี 2568 ของเวียดนามมาแรงมาก แม้ยังไม่ใกล้ความจริงที่ตั้งเป้าหมายจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติไว้ 25 ล้านคน  แต่การเติบโตของการท่องเที่ยวจากต่างชาติของเวียดนามห้วง 9 เดือนแรกของปี (มกราคม- กันยายน 2568) มีจำนวน 15.40 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากห้วงเดียวกันของปี 2567 ร้อยละ 21.5  โดยมี  จีนไปเที่ยวเวียดนามสูงเป็นอันดับ 1 ประมาณ 3.8 ล้านคน และมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 จากห้วงเดียวกันของปี 2567 รองลงไป ได้แก่ เกาหลีใต้ จำนวน 3.2 ล้านคน ขณะที่ไต้หวันอยู่อันดับ 3 แนวโน้มที่นักท่องเที่ยวจากประเทศต่าง ๆ จะไปเที่ยวเวียดนามก็จะมีมากขึ้น เช่น อินเดีย และญี่ปุ่น ส่วนยุโรป ซึ่ง  ได้แก่ รัสเซีย ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และเยอรมนี ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้บริการสายการบินไปเที่ยวที่เวียดนามสถานที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปเที่ยวมีทั้งในเมือง และการท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น ที่นครดานัง …

ผู้นำสหรัฐฯ และอียิปต์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดเกี่ยวกับฉนวนกาซา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีอับดุลฟัตตาห์ อัซซีซี ของอียิปต์จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดเกี่ยวกับสถานการณ์ในฉนวนกาซา ที่รีสอร์ท Sharm el-Sheikh ของอียิปต์ใน 13 ตุลาคม 2568 โดยคาดว่าจะมีผู้นำประเทศต่าง ๆ กว่า 20 ประเทศเดินทางไปเข้าร่วมด้วย เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามในฉนวนกาซาและฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวให้มีสันติภาพและเสถียรภาพในระยะยาวต่อไป โดยผู้นำอียิปต์คาดว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อบรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย นาย Antonio Guterres เลขาธิการสหประชาชาติคาดว่าจะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย พร้อมกับผู้นำสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี และสเปน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่านายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอล และผู้แทนของกลุ่มฮะมาส จะเข้าร่วมการประชุมด้วยหรือไม่ ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ นอกจากนี้ รัฐบาลอิสราเอลอนุมัติข้อตกลงหยุดยิงและแลกเปลี่ยนตัวประกันในฉนวนกาซาระยะที่ 1 เมื่อ 10 ตุลาคม 2568 ภายหลังจากที่ลงนามในอียิปต์เมื่อ 9 ตุลาคม 2568 ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวอยู่ภายใต้แผนสันติภาพ 20 ประการ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผู้เสนอ อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศคาดการณ์ว่าการประชุมครั้งนี้จะเน้นแนวทางการช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาที่ได้รับผลกระทบมาอย่างยาวนานจากสงครามที่เริ่มตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2566…

มาเลเซียเชิญสมาชิกอาเซียนส่งผู้แทนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเมียนมา

ดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะผู้แทนอาเซียนเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา ระบุว่าจะออกหนังสือเชิญให้ประเทศสมาชิกอาเซียนส่งผู้แทนเข้าไปร่วมคณะสังเกตการณ์การเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา ที่จะจัดขึ้นใน 28 ธันวาคม 2568 โดยมาเลเซียจะเป็นประธานจัดการประชุมหารือประเด็นดังกล่าวร่วมกับสมาชิกอาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ในปลาย ตุลาคม 2568 นี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียเยือนเมียนมาและหารือกับผู้นำรัฐบาลสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ของเมียนมา เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างกันในช่วงที่เมียนมายังเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2564 มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน พยายามแสดงบทบาทนำในการโน้มน้าวรัฐบาลเมียนมาให้ปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ประการของอาเซียนที่เน้นการพัฒนาสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงในเมียนมาเพื่อให้เกิดสันติภาพทางการเมือง โดยมีการเลือกตั้งทั่วไปเป็น 1 ในขั้นตอนสำคัญที่จะนำไปสู่พัฒนาการทางการเมืองในเมียนมา ที่ผ่านมา SAC และกองทัพเมียนมาเลื่อนกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปหลายครั้ง โดยอ้างสถานการณ์ความไม่มั่นคงภายในประเทศที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการเลือกตั้ง เพราะยังมีการปะทะและเผชิญหน้าระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและชนกลุ่มน้อยอย่างต่อเนื่อง ด้านนานาชาติ ยังไม่ไว้วางใจการเลือกตั้งของเมียนมา เนื่องจากมีมุมมองว่าการเลือกตั้งดังกล่าวได้จัดเตรียมขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจทางการเมืองของกลุ่มทหาร ซึ่งเป็นขั้วอำนาจสำคัญของประเทศ นอกจากนี้ นานาชาติ ทั้งประเทศตะวันตกและจีน มีมุมมองว่าเมียนมายังไม่ปล่อยตัวอองซานซูจี อดีตผู้นำทางการเมืองที่ปัจจุบันยังถูกควบคุมตัว เป็นอุปสรรคขัดขวางการเจรจาทางการเมืองระหว่างกลุ่มต่าง ๆ…

มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนขอให้รัฐบาลเมียนมายุติการโจมตีพลเรือน

กระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียเมื่อ 11 ตุลาคม 2568 รายงานผลการหารือระหว่างผู้แทนมาเลเซียกับเมียนมา หลังจากดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะผู้แทนพิเศษของอาเซียนในประเด็นเมียนมา เยือนเมียนมาและพบหารือกับ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) นายเนียวซอ นายกรัฐมนตรีเมียนมา และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมียนมา เมื่อ 9 ตุลาคม 2568 ที่โรงแรม Jasmine Hotel กรุงเนปยีดอ ดาโต๊ะ ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน เรียกร้องรัฐบาลและกองทัพเมียนมาให้ยุติการโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน เพื่อส่งเสริมบรรยากาศการหยุดยิงในประเทศ รวมทั้งเปิดช่องทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากต่างประเทศสามารถเข้าถึงประชาชนได้ นอกจากนี้ ยังโน้มน้าวให้ผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมียนมาให้ความร่วมมือกับอาเซียนรักษาบรรยากาศทางการเมืองในเมียนมาให้สงบเรียบร้อย และเหมาะสมกับการเลือกตั้งทั่วไปในปลายปี 2568 ซึ่งรัฐบาล SAC ของเมียนมาเคยกำหนดการไว้ โดยเสนอให้มีการเจรจากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองเมียนมาทั้งหมด ซึ่งเป็น 1 ในฉันทามติ 5 ประการของอาเซียนต่อสถานการณ์ในเมียนมา การเยือนเมียนมาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่ากองทัพเมียนมาปฏิบัติการโจมตีพลเรือนในภูมิภาคสะกายเมื่อ 8 ตุลาคม 2568 โดยใช้ร่มร่อนทิ้งระเบิดในพื้นที่ที่จัดเทศกาล…

ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีจากจีนที่ควบคุมการส่งออก rare earth

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อ 10 ตุลาคม 2568 ว่า จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีจากจีน อัตราร้อยละ 100 เพิ่มเติมจากมาตรการภาษีตอบโต้ โดยจะเริ่มใช้อัตราใหม่ใน 1 พฤศจิกายน 2568 เพื่อตอบโต้กระทรวงพาณิชย์จีนที่ประกาศเมื่อ 9 ตุลาคม 2568 จะควบคุมการส่งออกแร่ธาตุสำคัญ โดยเฉพาะ rare earth และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องไปต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมพัฒนาอาวุธและเทคโนโลยีขั้นสูง ปัจจุบันรัฐบาลจีนได้ออกมาตรการที่ชัดเจนให้บริษัทต่างชาติที่ต้องการซื้อ-ขายแร่ธาตุสำคัญดังกล่าวต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลจีนก่อน แม้ว่าจะเป็นปริมาณไม่มาก หรือเป็นการผลิตโดยบริษัทต่างชาติเองก็ตาม นอกจากนี้ รัฐบาลจีนจะควบคุมการส่งออกและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเหมือง rare earth ทั้งหมด พร้อมระบุชัดเจนว่าตรวจสอบพบว่าบริษัทต่างชาติจะใช้ rare earth เพื่อประโยชน์ด้านการทหาร ก็จะถูกปฏิเสธทันที ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่ครองสัดส่วนการทำเหมืองแร่ rare earth ร้อยละ 70 ของโลก และครอบครองกระบวนการผลิต rare earth  ร้อยละ 90 ของโลก ดังนั้น มาตรการของจีนจึงจะเป็นอุปสรรคและความท้าทายของสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการใช้…

อิสราเอลเห็นชอบข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกัน ทั่วโลกคาดหวังข้อตกลงสันติภาพ

รัฐบาลอิสราเอลเมื่อ 10 ตุลาคม 2568 เห็นชอบแผนการหยุดยิงชั่วคราวและการแลกเปลี่ยนตัวประกันที่อยู่ในการควบคุมของกลุ่มฮะมาส กับนักโทษชาวปาเลสไตน์ โดยการเห็นชอบนี้ แม้ว่าจะเป็นขั้นตอนแรกเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมการถอนทหารทั้งหมดของอิสราเอลออกจากฉนวนกาซา แต่ถือว่าเป็นพัฒนาการสำคัญต่อสถานการณ์ความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-กลุ่มฮะมาส ที่เริ่มต้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2566 สำหรับแผนการที่รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติอิสราเอลเห็นชอบ จะประกอบด้วยการทำข้อตกลงหยุดยิงและถอนทหารอิสราเอลบางส่วนออกจากฉนวนกาซา รวมทั้งสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนตัวประกันและนักโทษระหว่างกัน นอกจากนี้ กลุ่มฮะมาสยังต้องปลดอาวุธเพื่อร่วมมือกับอิสราเอลด้วย พร้อมกันนี้ สหรัฐฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันข้อตกลงดังกล่าวจะส่งทหารอเมริกันจำนวน 200 นายไปที่อิสราเอล จากนั้นจะร่วมสังเกตการณ์และปฏิบัติการร่วมกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อให้มั่นใจว่ากองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮะมาสจะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ต้องการเร่งสร้างผลงานในการยุติความขัดแย้งระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าทหารอเมริกันจะไม่เข้าไปปฏิบัติการในฉนวนกาซา ท่าทีของอิสราเอลในเชิงบวก ทำให้ทั่วโลกคาดหวังจะให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงในระยะยาวและการแก้ไขปัญหาขัดแย้งในพื้นที่ เนื่องจากสงครามที่ผ่านมาสร้างความสูญเสีย รวมทั้งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความมั่นคงในภูมิภาคอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานการณ์ในตะวันออกกลางเตือนว่าอิสราเอลเคยละเมิดข้อตกลงหยุดยิงมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดคือข้อตกลงเมื่อ มกราคม 2568 ที่อิสราเอลละเมิดเมื่อ มีนาคม 2568 จากนั้นก็ปฏิบัติการสังหารชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาไป 400 คนภายในวันเดียว รัฐบาลอิสราเอลยังคงยืนยันว่าข้อตกลงปัจจุบันเป็นขั้นตอนแรก (phase one) และจะมีผลบังคับใช้ใน 24 ชั่วโมง ด้านกลุ่มฮะมาสจะต้องปล่อยตัวประกัน 20 คนที่ยังมีชีวิตอยู่…

ผู้นำเกาหลีเหนือจะสร้างประเทศเป็นสวรรค์ของสังคมนิยม

นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเมื่อ 9 ตุลาคม 2568 จัดการฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีการก่อตั้งพรรคแรงงานแห่งเกาหลีเหนือ ที่กรุงเปียงยาง โดยเชิญผู้นำต่างประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเข้าร่วม โดยเฉพาะจีน และรัสเซีย โดยการฉลองครั้งนี้จะมีกิจกรรมสำคัญระหว่าง 9-10 ตุลาคม 2568 ประกอบด้วยการแถลงเกี่ยวกับนฺโยบายของเกาหลีเหนือภายใต้การบริหารของพรรคแรงงานแห่งชาติที่ May Day Stadium ใน 9 ตุลาคม 2568 ซึ่งจะมีผู้แทนระดับสูงจากต่างประเทศได้รับเชิญเข้าร่วมด้วย และการแสดงขบวนพาเหรดอาวุธทันสมัยที่จะเป็นปัจจัยค้ำประกันความมั่นคงของเกาหลีเหนือใน 10 ตุลาคม 2568 ซึ่งทั่วโลกคาดหวังว่าจะได้เห็นพัฒนาการของกองทัพเกาหลีเหนือ ประเด็นสำคัญในถ้อยแถลงของผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ คือ การประกาศตั้งเป้าหมายสร้างให้ประเทศเป็นสวรรค์ของอุดมการณ์สังคมนิยมที่ดีที่สุดในโลก (the best socialist paradise in the world) สะท้อนความพยายามของผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือที่จะใช้อุดมการณ์ทางการเมือง (political ideology) สร้างความแข็งแกร่ง ความร่วมมือระหว่างประเทศ และแยกตัวออกจากค่านิยมเสรีของประเทศโลกตะวันตกอย่างชัดเจน นอกจากนี้ นายคิม จองอึนยังเน้นย้ำว่าการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก ควบคู่กับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ เพราะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามและการข่มขู่จากประเทศมหาอำนาจ พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขความท้าทายด้านเศรษฐกิจได้ ด้วยการเปลี่ยนภาพลักษณ์เกาหลีเหนือให้ต้อนรับการท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวจากรัสเซียไปกระตุ้นเศรษฐกิจในเกาหลีเหนือ…