ไทยถูกเวียดนามแซงขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจีน

ข้อมูลจากองค์กรวิจัยในจีน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจในไทย รวมถึงแพลตฟอร์มบริการการท่องเที่ยว แสดงให้เห็นว่าเวียดนามได้ก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางหลักในการท่องเที่ยวของชาวจีนแทนที่ไทย โดยห้วงเดือน ม.ค. – ส.ค. 68 ชาวจีนเดินทางไปเที่ยวเวียดนามมากถึง 3.5 ล้านคน เมื่อเทียบกับไทยในห้วงเวลาเดียวกันอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านคน ทำให้จีนกลายเป็นอันดับ 2 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนไทย รองจากมาเลเซีย นอกจากนี้ แม้จะใกล้เข้าช่วงวันหยุดยาว (Golden Week) ในวันชาติจีน (ช่วงต้น ต.ค.68) แต่บรรยากาศของนักท่องเที่ยวจีน ไม่คึกคักเท่าที่ควร และจำนวนเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำลดลง ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากชาติเอเชียตะวันออกที่เป็นตลาดหลักของไทย เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ยังหันไปท่องเที่ยวเวียดนามมากขึ้น โดยนอกจากปัญหาความไม่เชื่อมั่นความปลอดภัยในไทยแล้ว ยังเป็นเพราะค่าเงินบาทไทยแข็งค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหยวนของจีนและดองของเวียดนาม รวมถึงชาวจีนที่เดินทางด้วยตนเองชื่นชอบความสดใหม่ของสถานที่และแสวงหาประสบการณ์ใหม่ในการเดินทาง ซึ่งเวียดนามมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวดั้งเดิมกับแหล่งท่องเที่ยวพัฒนาใหม่ มีย่านชอปปิ้งหรูหรา และร้านอาหารข้างทางคล้ายไทย แต่ราคาถูกกว่า จึงตอบโจทย์นักท่องเที่ยวจีน

กลุ่มเปราะบางกลายเป็นเป้าหมายในการว่าจ้าง/หลอกลวงให้เปิดบัญชีม้า

พบปัญหาหลอกเปิดบัญชีม้าของกลุ่มหลอกลวงออนไลน์เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย รวมถึงกรุงเทพฯ พื้นที่อาศัยของคนไร้บ้าน เช่น สนามหลวง ย่านพระนคร โดยมีเป้าหมายเป็นกลุ่มคนไร้บ้าน รูปแบบการเข้ามาหลอกลวงมีทั้งเข้ามาสอบถามแบบเปิดเผย และเข้ามาหลอกสอบถามข้อมูลส่วนตัวและขอบัตรประชาชน โดยอ้างเพื่อจะนำของมาแจก หรือช่วยทำเรื่องขึ้นทะเบียนบัตรผู้สูงอายุและสิทธิสวัสดิการต่าง ๆ นอกจากนี้ พบกลุ่มเยาวชนที่ไม่ยอมกลับบ้านในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเป้าหมายด้วย แต่การถูกหลอกจะชักชวนให้เปิดบัญชีม้าที่อ้างเพื่อนำไปทำบัญชีค้าขายออนไลน์หรือทำงานพิเศษ และบางรายถูกเพื่อน (ที่ถูกหลอกจากกลุ่มหลอกลวงออนไลน์อีกทอดหนึ่ง) ยืมบัญชีโดยอ้างเพื่อให้พ่อแม่โอนเงินเข้าบัญชีมาคืนเงินที่ยืม ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญ ได้แก่ กลุ่มผู้ที่ตกเป็นเหยื่อต่างหลงเชื่อหรือเต็มใจเปิดบัญชีม้าให้ เพราะได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเพียงบัญชีละ ๑,๐๐๐ บาท และกลุ่มหลอกลวงออนไลน์ที่เข้ามาหลอกเปิดบัญชีม้ามากันเป็นกลุ่ม หรือทำเป็นขบวนการ และพบมี จนท.รัฐ และ จนท.ธนาคารในพื้นที่ เกี่ยวข้องหรือปล่อยให้กลุ่มหลอกลวงออนไลน์เข้ามาเคลื่อนไหวได้อย่างเปิดเผย

รัสเซียปฏิเสธว่าไม่ได้ส่งเครื่องบินรุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนีย

รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรัสเซียเมื่อ 20 กันยายน 2568 ปฏิเสธกรณีเอสโตเนียรายงานว่าพบเครื่องบินรบรุ่น MIG-31 ของรัสเซียจำนวน 3 เครื่อง ปฏิบัติการรุกล้ำน่านฟ้าของเอสโตเนีย บริเวณหมู่เกาะ Vaindloo ในอ่าวฟินแลนด์ เมื่อ 19 กันยายน 2568 เป็นเวลา 12 นาที พร้อมวิจารณ์รัสเซียว่าปฏิบัติการดังกล่าวไม่รับอนุญาตและเสี่ยงอันตรายอย่างมาก แต่รัสเซียยืนยันว่าไม่มีการส่งเครื่องบินรบไปปฏิบัติการรุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนีย อย่างไรก็ดี เอสโตเนียยืนยันว่ามีหลักฐาน พร้อมให้ความเห็นว่ารัสเซียเริ่มปฏิบัติการรุกล้ำน่านฟ้าประเทศอื่น ๆ ในยุโรปอย่างต่อเนื่อง เป็นเทคนิคเพื่อทำให้ประเทศตะวันตกเปลี่ยนความสนใจจากสถานการณ์ในยูเครน ที่รัสเซียเริ่มยกระดับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและอากาศยานไร้คนขับ ท่าทีของรัสเซียต่อเอสโตเนีย มีขึ้นหลังจากเอสโตเนียเตรียมใช้กลไกเนโตตอบโต้ โดยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเอสโตเนียระบุเมื่อ 20 กันยายน 2568 ว่าในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา รัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนียแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง แต่ครั้งล่าสุดที่เข้ามาทางตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งติดกับรัสเซีย สร้างความวิตกกังวลอย่างมากเพราะส่งเครื่องบินเข้าไปปฏิบัติการถึง 3 เครื่อง และเป็นเหตุผลให้เอสโตเนียต้องจัดการประชุมหารือประเด็นนี้กับสมาชิกเนโต ตามมาตรา 4 หรือกรณีที่ประเทศสมาชิกรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามจากประเทศอื่น จึงขอให้รัฐบาลประเทศสมาชิกอื่น ๆ ร่วมกันพิจารณาภัยคุกคามนั้นว่ามีจริงหรือไม่ และร่วมกันกำหนดมาตรการตอบโต้ คาดว่าสมาชิกเนโตทั้ง 32…

เหตุโจมตีทางไซเบอร์บริษัท Collins Aerospace กระทบระบบเช็คอินในยุโรป

เมื่อ 20 กันยายน 2568 หลายประเทศในยุโรปได้รับผลกระทบจากการที่ MUSE software  ของบริษัท Collins Aerospace ผู้ให้บริการระบบท่าอากาศยานถูกโจมตีทางไซเบอร์  ทำให้ท่าอากาศยานไม่สามารถบริหารจัดการระบบเช็คอินของผู้โดยสารได้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่ท่าอากาศยานในกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม กรุงเบอร์ลิน เยอรมนี และกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่าการโจมตีทางไซเบอร์ต่อบริษัท Collins Aerospace ผู้ให้บริการระบบเช็คอิน เกิดขึ้นตั้งแต่ห้วงกลางคืนของ 19 กันยายน 2568  ทำให้ระบบเช็คอินหยุดชะงัก ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เที่ยวบินส่วนใหญ่ต้องเลื่อนเวลาเดินทาง มีเพียงส่วนน้อยที่ประกาศยกเลิก บริษัท Collins Aerospace ผู้ให้บริการระบบการบินและการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ เพื่อสืบสวนการโจมตีทางไซเบอร์ ควบคุมความเสียหาย และเร่งฟื้นฟูระบบ มีการประเมินว่า แม้ว่ามูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจะไม่สูงมาก เนื่องจากท่าอากาศยานที่ถูกโจมตีพยายามควบคุมสถานการณ์และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้โดยสารไม่พอใจ เนื่องจากไม่ได้รับบริการจากเจ้าหน้าที่สนามบิน ซึ่งมีจำนวนน้อย ไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือผู้โดยสาร ผู้บริหารท่าอากาศยานต่าง ๆ ยืนยันว่าระบบของท่าอากาศยานและสายการบินยังปลอดภัย ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ระบุว่าการโจมตีครั้งนี้อาจเป็นผลงานของกลุ่มแฮ็กเกอร์ กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ หรือรัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่ง เนื่องจากผู้โจมตีมีศักยภาพสูง สามารถโจมตีระบบที่เกี่ยวข้องกับท่าอากาศยานได้พร้อมกันหลายแห่งในยุโรป ทั้งที่ท่าอากาศยานจะมีระบบป้องกันค่อนข้างรัดกุม เพราะการคมนาคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างมาก…

อินโดนีเซียเตรียมอนุมัติงบประมาณประจำปี 2569 : วงเงินสูงกว่าข้อเสนอของประธานาธิบดี

คณะกรรมการกำกับดูแลการคลังของรัฐสภา เมื่อ 18 กันยายน 2568 อนุมัติแผนการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2569 รวม 3,842.7 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 233,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าข้อเสนอแรกของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโตเสนอต่อรัฐสภาเมื่อสิงหาคมถึง 56.2 ล้านล้านรูเปียห์ และสูงกว่างบประมาณการรายจ่ายรวมสำหรับปี 2568 ประมาณร้อยละ 9  โดยการคาดการณ์ว่าการขาดดุลการคลังจะอยู่ที่ร้อยละ 2.68 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งต่ำกว่าเพดานที่กฎหมายอินโดนีเซียกำหนดที่ร้อยละ 3 รัฐบาลภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีปราโบโว ประกาศนโยบายสำคัญไว้หลายประการ เช่น โครงการอาหารกลางวันและโภชนาการฟรี ซึ่งเป็นโครงการเรือธงของประธานาธิบดีปราโบโวที่จะจัดอาหารฟรีให้กับนักเรียน เด็ก และสตรีมีครรภ์ ได้รับงบประมาณจำนวนมากถึง 335 ล้านล้านรูเปียห์ โครงการความมั่นคงด้านอาหาร ที่มีการจัดสรรงบประมาณ 164.4 ล้านล้านรูเปียห์ เพื่อบรรลุเป้าหมายการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร โดยเฉพาะข้าวและข้าวโพดโครงการความมั่นคงด้านพลังงาน งบประมาณ 402.4 ล้านล้านรูเปียห์ จะถูกใช้ในการสนับสนุนด้านพลังงาน รวมถึงการเพิ่มการผลิตน้ำมันและก๊าซ และ การจัดสรรงบประมาณด้านกลาโหมได้รับการให้ความสำคัญสูง เพื่อสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและรักษาบูรณภาพแห่งดินแดน การจัดสรรงบประมาณปี 2569 น่าจับตามองภายหลังเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาล เมื่อสิงหาคม…

ซาอุดีอาระเบียกับปากีสถานกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง

ผู้นำซาอุดีอาระเบียและปากีสถาน ได้แก่ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน (MbS) มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย  และนายกรัฐมนตรี  Shehbaz Sharif ของปากีสถานเมื่อ 17 กันยายน 2568 ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคงที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย โดยกระชับความสัมพันธ์ในฐานะพันธมิตรที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันอย่างยาวนาน ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้ทั้ง 2 ประเทศเพิ่มความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาคและระดับโลก ตลอดจนร่วมกับป้องปรามภัยคุกคาม และปกป้องผลประโยชน์ของชาติให้มีเสถียรภาพและมั่นคง ทั้ง 2 ประเทศยืนยันว่าข้อตกลงกังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายโจมตีประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือเป็นความร่วมมือเพื่อต่อต้านประเทศอื่น ๆ แต่เป็นผลจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของ 2 ประเทศ นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียและปากีสถานยังไม่ระบุชัดเจนว่าข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมการใช้ประโยชน์จากอาวุธนิวเคลียร์ของปากีสถานหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่นานาชาติให้ความสนใจ เพราะจะเสริมสร้างพลังอำนาจด้านการทหารและความมั่นคงให้ซาอุดีอาระเบียอย่างมาก รวมทั้งอาจเป็นการส่งสัญญาณป้องปรามอิสราเอลที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตปฏิบัติการทางหทารในภูมิภาคตะวันออกกลาง หลังจากก่อเหตุโจมตีผู้นำกลุ่มฮะมาสในกาตาร์เมื่อ 9 กันยายน 2568 ที่ทำให้ทั่วโลก เฉพาะอย่างยิ่งประเทศในตะวันออกกลาง กลุ่มประเทศอาหรับและมุสลิม วิตกกังวล นักวิเคราะห์จึงจับตาความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างซาอุดีอาระเบียกับปากีสถานว่าจะมีผลต่อปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลหรือไม่ นอกจากนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอินเดีย เนื่องจากอินเดียมีความขัดแย้งกับปากีสถาน อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของซาอุดีอาระเบียยืนยันว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความร่วมมือกับอินเดีย ที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอินเดียและปากีสถาน โดยเคยส่งทหารไปฝึกร่วมกับปากีสถานตั้งแต่ปี 2510 นอกจากนี้…

ชาวฟิลิปปินส์จะชุมนุมประท้วง ต่อต้านคอร์รัปชันและตรวจสอบโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม

  ชาวฟิลิปปินส์ที่ต้องการเรียกร้องประชาธิปไตย และต่อต้านการคอร์รัปชันในประเทศ จะรวมตัวกันชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ใน 21 กันยายน 2568 ที่กรุงมะนิลา คาดว่าจะมีผู้ชุมนุมจำนวนกลายพันคน เนื่องจากปัจจุบันเริ่มปรากฎกระแสการชุมนุมประท้วงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจากนักศึกษาและเยาวชน รวมทั้งผู้ประสบอุทกภัยซ้ำซากในประเทศที่ไม่พอใจโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่ไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล ปัจจุบัน นักศึกษาและเยาวชนจากมหาวิทยาลัย University of the Philippines ในเมือง Quezon รวมตัวกันชุมนุมประท้วงมากกว่า 3,000 คน ตั้งแต่ 14 กันยายน 2568 เพื่อคัดค้านการคอร์รัปชันและความล้มเหลวในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ เนื่องจากที่ผ่านมา รัฐบาลฟิลิปปินส์มีโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหลายโครงการ ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ไม่มีความคืบหน้าและยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ประชาชนที่ประสบภัยและนักศึกษามีมุมมองว่าโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน ทั้งนี้ นักศึกษามหาวิทยาลัยดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ทำให้การชุมนุมประท้วงครั้งนี้ได้รับความสนใจและสามารถดึงดูดมวลชนที่ประสภอุทกภัยให้สนับสนุนได้จำนวนมาก รัฐบาลฟิลิปปินส์พยายามรับมือกับการชุมนุมประท้วง เพราะวิตกว่าจะลุกลามบานปลายหรือมีความรุนแรงเหมือนปรากฏการณ์การชุมนุมที่เนปาล เนื่องจากมีนักศึกษาและเยาวชนเป็นแกนนำขับเคลื่อนเหมือนกัน รวมทั้งมีประเด็นคอร์รัปชันเป็นปัญหาเรียกร้อง ดังนั้น ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ของฟิลิปปินส์เมื่อ 15 กันยายน 2568 ส่งสัญญาณลดระดับความตึงเครียดของผู้ชุมนุมด้วยการประกาศว่าเห็นด้วยกับการให้สาธารณชนแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างสันติ และร่วมกันตั้งคำถาม ตลอดจนสืบสวนเกี่ยวกับการคอร์รัปชันทั้งในภาครัฐและฝ่ายนิติบัญญัติ รวมทั้งเสนอแนะแนวทางบริหารจัดการโครงการป้องกันอุทกภัย เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่เผชิญภัยพิบัติและมรสุมรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยด้านภูมิศาสตร์และสภาพอากาศตามธรรมชาติ…

ออสเตรเลียเตรียมทุ่มงบ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่ออู่ต่อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์

  ออสเตรเลียประกาศเมื่อห้วงกลางกันยายน 2568 ว่าเตรียมใช้งบประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปรับปรุงและสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกอู่ต่อเรือ Henderson หรือ Henderson Defence Precinct ตามแผน 20 ปีเพื่อรองรับให้กลายเป็นอู่ต่อเรือเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ในอนาคต ทั้งนี้ อู่ต่อเรือ Hendersonเป็นศูนย์กลางการต่อเรือและการบำรุงรักษาเรือทางทะเลที่สำคัญในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ตั้งอยู่ที่ Quill Way, Henderson WA 6166 ห่างจากเมืองเพิร์ท ไปทางใต้ประมาณ 23 กิโลเมตร ออสเตรเลียยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และการลงทุนพัฒนาครั้งนี้ของรัฐบาลออสเตรเลียเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง AUKUS ที่ตกลงกันเมื่อปี 2564 ซึ่งเป็นการผนึกกำลังทางทหารระหว่างออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดหาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ให้ออสเตรเลียเพื่อเสริมศักยภาพกองทัพเรือให้ทันสมัยและแข็งแกร่ง เพื่อรับมือกับความทะเยอทะยานของจีนในภูมิภาค อินโด-แปซิฟิก โดยอู่ต่อเรือดังกล่าวจะพัฒนาให้รองรับการซ่อมบำรุงรักษาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และเรือดำน้ำชั้นเวอร์จิเนีย (Virginia-class) รวมถึงการสร้างอู่แห้ง (dry port) ที่มีการรักษาความปลอดภัยสูง โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการพัฒนาประมาณ 10 ปี แผนงานดังกล่าวคาดจะมีการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเรือยกพลขึ้นบกของกองทัพบก และเรือ ฟริเกตสำหรับกองทัพเรือด้วย…

จีนพร้อมประจำการเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 ชื่อฟูเจี้ยน

  เรือบรรทุกเครื่องบินฟูเจี้ยน ซึ่งเป็นเรือที่ทันสมัยที่สุดของจีน แม้เป็นการทดลองเดินเรือในขั้นตอนสุดท้าย ก่อนที่จะเข้าประจำการอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะภายในปี 2568 นี้ แต่การแล่นแล่นผ่านช่องแคบไต้หวันเข้าสู่ทะเลจีนใต้ที่จีนอ้างว่าเพื่อปฏิบัติภารกิจวิจัยและฝึกอบรมทางวิทยาศาสตร์ ก็เป็นการแสดงศักยภาพทางทะเลที่ยิ่งใหญ่ของจีน นอกจากนี้ ยังเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นาวิกโยธินสหรัฐฯ และญี่ปุ่น กำลังฝึกซ้อมร่วมทางทหาร ระหว่าง 11 – 25 กันยายน 2568 บริเวณเกาะโอกินาวา โดยใช้ระบบอาวุธทันสมัย เช่น ขีปนาวุธ Typhon และอาวุธต่อต้านเรือขั้นสูงอื่น ๆ การแล่นผ่านช่องแคบไต้หวันของเรือบรรทุกเครื่องบินฟูเจี้ยนครั้งนี้ น่าจะเป็นรูปแบบเดียวกับเรือบรรทุกเครื่องบินชานตงที่แล่นผ่านช่องแคบไต้หวันก่อนประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นก็มีการเข้าประจำการด้วยการส่งมอบให้แก่กองทัพเรือที่เมืองซานย่า มณฑลไห่หนาน เมื่อธันวาคม 2562 ทั้งนี้ ฟูเจี้ยนจะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 ของจีน ต่อจากเหลียวหนิงซึ่งเป็นลำแรก ที่ซื้อจากยูเครนเมื่อปี 2541  และชานตงเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2  ประจำการเมื่อปี 2562 เรือบรรทุกเครื่องบินฟูเจี้ยนออกจากอู่ต่อเรือ Jiangnan ที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อ 10 กันยายน 2568 แล่นผ่านช่องแคบไต้หวัน และเมื่อ…

อินเดียเข้าร่วมการฝึกทางทหาร Zapad กับรัสเซียและเบลารุส

อินเดียกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับรัสเซีย ในห้วงที่ความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ ยังมีอุปสรรคจากนโยบายภาษีและมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียของสหรัฐฯ โดยเมื่อ 17 กันยายน 2568 มีรายงานว่าอินเดียเข้าร่วมการฝึกทหารรหัส Zapad ประจำปี 2568 ร่วมกับรัสเซียและเบลารุส เป็นระยะเวลา 5 วัน โดยอินเดียส่งทหารจำนวน 65 คนเข้าร่วมการฝึกด้านการเตรียมพร้อมรับมือกับการบุกรุก ซึ่งประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียระบุว่าเป็นการฝึกร่วมขั้นตอนสุดท้าย และมีทหารจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมมากกว่า 100,000 คน สำหรับการฝึกดังกล่าวมีประเทศอื่น ๆ เข้าร่วมด้วย ได้แก่ อิหร่าน บังกลาเทศ บูร์กินาฟาโซ สาธารณรัฐคองโก และมาลี ทั้งนี้ อินเดียเคยส่งทหารเข้าร่วมการฝึกทหารในรัสเซียเมื่อปี 2564 ที่ภูมิภาค Volgograd เพื่อต่อต้านการก่อการร้าย อินเดียประกาศสาเหตุที่ส่งทหารเข้าร่วมการฝึกดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจกับรัสเซีย อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่าอินเดียมีความร่วมมือใกล้ชิดกับรัสเซียมากขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าอินเดียจะแสดงบทบาทส่งเสริมอำนาจทางการเมืองระหว่างประเทศของรัสเซีย มากกว่าสหรัฐฯ เนื่องจากอินเดียอาจไม่พอใจที่สหรัฐฯ กำหนดมาตรการภาษีนำเข้าจากอินเดียสูงถึงร้อยละ 50 ปัจจุบัน แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ระบุว่าอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อลดอัตราภาษี ขณะที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา…