บรรยากาศการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมา

เมียนมาจัดการเลือกตั้งทั่วไประยะแรกเมื่อ 28 ธันวาคม 2568 โดยเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญ แต่เผชิญกระแสวิจารณ์จากประชาชนและนานาชาติว่าไม่โปร่งใสและยุติธรรม เนื่องจากมีการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างเข้มงวด มีการกวาดล้างและจับกุมผู้ที่วิจารณ์การเมืองและการเลือกตั้งไปแล้วมากกว่า 200 คน ขณะที่ประชาชนมีข้อจำกัดในการเลือกผู้แทนทางการเมือง เพราะพรรคการเมืองฝ่ายค้านไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้ได้ รวมทั้งยังมีรายงานการก่อเหตุรุนแรงและการโจมตีระหว่างกองทัพกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลในหลายพื้นที่ ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งในเมียนมาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่ปลอดภัย สหราชอาณาจักรและสภายุโรปไม่ยอมรับการเลือกตั้งในเมียนมา ขณะที่อาเซียนระบุว่าการเลือกตั้งในเมียนมาเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการทางการเมืองของเมียนมา สำหรับผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งในเมียนมา มีรายงานว่า มีประมาณ กว่า 160 คน ซึ่งมาจากหลายประเทศ เช่น จีน รัสเซีย เบลารุส คาซัคสถาน และสถานเอกอัครราชทูตประจำเมียนมา ผู้นำรัฐบาลเมียนมาไม่สนใจกระแสวิจารณ์ดังกล่าวและเดินหน้าจัดการเลือกตั้ง โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ เป้าหมายเพื่อทำให้ระบบการเมืองเมียนมากลับสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบมีหลายพรรคการเมือง ทั้งนี้ พลเอกอาวุโส มินอ่องไลง์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ไปลงคะแนนเลือกตั้ง พร้อมกับให้สัมภาษณ์สำนักข่าว BBC ว่าเชื่อมั่นในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าจะยุติธรรมและเสรี รวมทั้งกระตุ้นให้ชาวเมียนมาออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยในประเทศ สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจมุมมองของประชาชนชาวเมียนมาต่อการเลือกตั้ง โดยประชาชนที่ไปลงคะแนนเลือกตั้งเปิดเผยความรู้สึกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ๆ เพราะรู้สึกหวาดกลัว แต่เมื่อได้ลงคะแนนเลือกตั้งแล้วก็รู้สึกสบายใจเพราะได้ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ ส่วนผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งครั้งแรก (first-time voter) ระบุว่าตัดสินใจไปลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะหวังว่ารัฐบาลหลังจากการเลือกตั้งจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพง และต้องการผู้นำที่สร้างความเท่าเทียมในประเทศ…

ผู้นำสหรัฐฯ เปิดเผยความตกลงรัสเซีย-ยูเครน มีความคืบหน้า

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ มีมุมมองเชิงบวกต่อการเจรจาความตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยเมื่อ 28 ธันวาคม 2568 ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า ความตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครนมีความคืบหน้าอย่างมาก หลังจากสหรัฐฯ เป็นตัวกลางในการพูดคุยระหว่างผู้แทนทั้งสองฝ่าย โดยมีตัวผู้นำสหรัฐฯ เองเข้าร่วมหลายครั้ง เพื่อเผลักดันให้มีการลงนามอย่างเป็นทางการในข้อตกลงที่สหรัฐฯ เสนอเพื่อยุติสงคราม และแก้ไขปัญหาในพื้นที่ พร้อมกันนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่าผู้นำยูเครนเห็นด้วยกับรายละเอียดและเงื่อนไขส่วนใหญ่ในข้อตกลงแล้ว และกำลังเจรจาเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความตกลงร่วมกันร้อยละ 100 เป้าหมายสำคัญของยูเครน คือ การให้สหรัฐฯ ค้ำประกันความมั่นคงในระยะยาวหลังจากยุติสงคราม อย่างไรก็ตาม ยังคงมีประเด็นการควบคุมดินแดนบางส่วนในยูเครนที่ยังไม่บรรลุข้อตกลงระหว่างกัน ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ก็ยอมรับว่าการเจรจาเพื่อจัดทำเงื่อนไขเรื่องดินแดนในยูเครนเป็นประเด็นที่ยากที่สุด โดยเฉพาะการควบคุมพื้นที่ในภูมิภาคดอนบาส เพราะปัจจุบันกองทัพรัสเซียใช้กำลังทหารควบคุมพื้นที่ไว้ตั้งแต่ปฏิบัติการทางทหารเมื่อปี 2565 ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ เสนอให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เศรษฐกิจเสรี (free economic zone) การทำความตกลงสันติภาพและยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยมีผู้นำสหรัฐฯ เป็นผู้ผลักดัน อาจไม่สำเร็จได้โดยเร็ว แม้ว่าจะมีความคืบหน้า และยูเครนยอมยกเลิกความมุ่งมั่นที่จะเป็นสมาชิกเนโตแล้ว แต่ประเทศยุโรป รวมทั้งยูเครนเอง ต้องการให้รัสเซียถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากดินแดนของยูเครน ซึ่งเป็นประเด็นที่รัสเซียไม่เห็นด้วย พร้อมยืนยันว่าประชาชนในภูมิภาคดอนบาส ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซีย ด้านประชาชนยูเครนมีความเห็นว่า ความพยายามของสหรัฐฯ ไม่มีคุณค่า และไม่มีอำนาจมากพอที่จะกดดันรัสเซียให้ยุติการโจมตี เพราะที่ผ่านมา รัสเซียละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายครั้ง เช่น…

กองทัพจีนจะจัดการฝึกทางทหารบริเวณช่องแคบไต้หวัน

กองทัพจีน ประกาศเมื่อ 29 ธันวาคม 2568 ว่า ได้เริ่มจัดการฝึกทางทหารบริเวณช่องแคบไต้หวัน โดยเป็นการฝึกร่วมกันของทั้งกองทัพอากาศและกองทัพเรือ รหัส Justice Mission 2025 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของจีน รวมทั้งส่งสัญญาณให้นานาชาติเห็นว่าจีนพร้อมป้องกันไต้หวันจากการแทรกแซงจากต่างชาติ รวมทั้งกลุ่มแบ่งแยกดินแดนและผู้ที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องอิสรภาพในไต้หวันด้วย การฝึกร่วมทางทหารของจีนในพื้นที่ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวัน ทำให้รัฐบาลจีนไม่พอใจอย่างมาก ขณะเดียวกัน จีนยังคงไม่พอใจท่าทีของผู้นำญี่ปุ่น ที่เคยระบุว่าญี่ปุ่นพร้อมจะเคลื่อนไหวทางการทหารเพื่อปกป้องไต้หวันจากการรุกรานโดยจีน อย่างไรก็ตาม กองทัพจีนไม่ได้กล่าวถึงญี่ปุ่นโดยตรงในถ้อยแถลงเกี่ยวกับการฝึกร่วมทางทหารครั้งนี้ แต่การที่จีนจะจัดการฝึกรอบเกาะไต้หวัน เน้นการลาดตระเวนร่วมและฝึกสกัดกั้นภัยคุกคามตามจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่าง ๆ บริเวณไต้หวัน เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณป้องปรามญี่ปุ่นเช่นกัน ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของจีนสะท้อนว่าจีนไม่ต้องการให้ต่างประเทศสนับสนุนความมั่นคงให้ไต้หวัน เพราะจะไม่เป็นผลดีต่อแผนการรวมชาติของจีน ดังนั้น การที่สหรัฐฯ อนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อต้น ธันวาคม 2568 และอยู่ระหว่างรอให้ฝ่ายนินตบัญญัติสหรัฐฯ รับรอง ทำให้จีนไม่พอใจอย่างมากและตอบโต้แล้วอย่างน้อย 2 แนวทาง ได้แก่ การตอบโต้โดยตรงไปยังสหรัฐฯ คือ การขึ้นบัญชีคว่ำบาตรบริษัทอุตสาหกรรมอาวุธของสหรัฐฯ จำนวน 20 แห่ง และบุคคลสัญชาติอเมริกัน 10 คน ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดังกล่าว ส่วนแนวทางที่…

FBI จะย้ายสำนักงานใหญ่

สำนักงานใหญ่ของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (Federal Bureau of Investigation-FBI) จะย้ายจากอาคาร J. Edgar Hoover ไปยังอาคาร Ronald Reagan Building และ International Trade Center ซึ่งเคยเป็นที่ทำการของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (U.S. Agency for International Development – USAID) ก่อนที่จะถูกปิดตัวไปในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วาระ 2 นี้ นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการ FBI ประกาศปิดสำนักงานใหญ่ในอากคารดังกล่าวเมื่อ 26 ธันวาคม 2568 สาเหตุที่ย้ายก็เพื่อให้เจ้าหน้าที่ FBI มีสถานที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัย  ปลอดภัยทางโครงสร้าง และระบบต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีแผนที่จะกระจายบุคคลากรออกไปยังรัฐต่าง ๆ ซึ่งเป็นการประหยัดเงินภาษีประชาชน รวมทั้งให้บรรลุเป้าหมายในภารกิจของ FBI ในการปกป้องมาตุภูมิ และต่อสู้กับอาชญากรที่ก่อความรุนแรง ในการดำเนินงานปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ นอกจากนี้ อาคาร…

มุมมองการรายงานของสื่อต่างประเทศต่อการหยุดยิงไทย-กัมพูชา

สื่อต่างประเทศเมื่อ 27-28 ธันวาคม 2568 รายงานไปทิศทางเดียวกันถึงความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศมีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกันเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 โดยเริ่มตั้งแต่ 12.00 น. เป็นเวลา 72 ชั่วโมง ซึ่งจะมีการสังเกตการณ์จากอาเซียนให้ทำตามข้อตกลง ทั้งนี้ หากเป็นไปการดำเนินการตามข้อตกลง ไทยจะส่งคืนทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย กลับกัมพูชา อย่างไรก็ดี ในมุมมองของสื่อส่วนใหญ่ แม้จะไปในทิศทางบวกที่ไทย-กัมพูชา สามารถทำข้อตกลงหยุดยิงได้เป็นการชั่วคราว แต่ก็มีการสอดแทรกความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งว่า หลังจากพ้น 72 ชั่วโมง เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการไปอยู่ที่พักพิงจะสามารถกลับถิ่นฐานเดิมได้เมื่อไร รวมทั้งการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระยะยาว นอกจากนี้ ยังรายงานบทบาทของไทยที่พร้อมจะกลับมาปฏิบัติการทหารอีกครั้ง หากถูกรุกราน สื่อยังวิจารณ์ถึงบทบาทของสหรัฐฯ ที่ไม่ได้เข้ามาเป็นสักขีพยานในการทำข้อตกลงเหมือนกับที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมเมื่อ กรกฎาคม 2568 ที่มาเลเซีย แต่บทบาทของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็มีมากขึ้นทั้งก่อน และหลังข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้  รวมทั้งมีแถลงการณ์แสดงความยินดีที่ทั้งสองประเทศมีข้อตกลงหยุดยิง จากนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ พร้อมกับเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศปฏิบัติตามการตกลงครั้งนี้ และข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ “Kuala Lumpur Peace Accords” ด้วย…

Dark Tourism โอกาสสำหรับประเทศที่เผชิญโศกนาฏกรรม

  การเผชิญกับโศกนาฏกรรมไม่ใช่เรื่องดีและไม่มีใครอยากเจอ แต่เมื่อต้องเจอและผ่านพ้นช่วงเวลาแย่ ๆ ไปแล้ว ก็เป็นเวลาที่ต้องหาเรื่องดี ๆ จากเรื่องแย่ ๆ ที่จบสิ้นไป หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมไม่ว่าจากสงคราม ภัยธรรมชาติ หรือการใช้ความรุนแรงกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งจุดหมายปลายทางสายดาร์ก (Dark Destination) ดังกล่าวได้รับความนิยมจากบรรดานักท่องเที่ยวไม่น้อยและสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้หลายประเทศที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เลวร้ายดังกล่าว Dark Tourism เป็นคำที่ J.John Lennon และ Malcom Foley นักวิชาการเจ้าของหนังสือ “Dark Tourism : The Attraction to Death and Disaster” ใช้เรียกการเดินทางเยี่ยมชมสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความตาย โศกนาฏกรรม สงคราม และความทุกข์ทรมานหรือภัยพิบัติ การเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่เรียกได้ว่าเป็นสายดาร์ก ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย ทั้งจุดท่องเที่ยวที่เป็นพื้นที่ประสบเหตุและมีเรื่องเล่ามากมายตั้งแต่อดีตที่เกิดขึ้น ตามธรรมชาติและที่เป็นฝีมือของมนุษย์ด้วยกันเอง เช่น ค่ายกักกัน Auschwitz ในโปแลนด์ ที่เป็นปลายทางลำดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ โดยมีรายงานว่าเมื่อปี 2567 มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปมากถึง 1.8…

“72 ปี วรรณกรรม “ถกเขมร” (พ.ศ.2496 – 2568)”

เหตุการณ์ความขัดแย้งไทยกับกัมพูชา จนทำให้เราต้องสูญเสียจำนวนมาก ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความรู้สึกความเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเรา  ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองประเทศนี้ก็ไม่สามารถยกประเทศหนีกันไปไหนได้ ตามที่มีการพูด ๆ กัน  บทความเรื่อง “72 ปี วรรณกรรม “ถกเขมร” (พ.ศ.2496 – 2568)” ขอจุดประกายให้ท่านกลับไปหยิบขึ้นมาอ่านอีกครั้ง หรือไปหาอ่าน หากท่านยังไม่เคยได้สัมผัสเรื่องนี้  โดยเรื่อง“ถกเขมร” ซึ่งมี พล.ต.หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้ประพันธ์ ช่วยให้รู้เรื่องราว ประวัติศาสตร์ ความสนุกสนาน และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของเพื่อนบ้านของเราที่กำลังขัดแย้งอยู่ในขณะนี้ที่น่าสนใจเลยทีเดียว ในแวดวงวรรณกรรม บทประพันธ์รวมถึงภาพยนตร์ที่เล่าขานถึงสถานการณ์ภายในของเขมร หรือกัมพูชาในช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างเขมรฝ่ายต่าง ๆ คงจะไม่พลาดที่จะต้องกล่าวถึงหนังสือเรื่อง 4 ปี นรกในเขมร โดยผู้เขียนคือ ยาสึโกะ นะอิโต สตรีชาวญี่ปุ่นที่สมรสกับนักการทูตชาวกัมพูชา ที่ต่อมาได้กลายเป็นเหยื่อของความรุนแรงของความแตกแยกและสงครามกลางเมืองในกัมพูชา แปลเป็นภาษาไทยโดยผุสดี นาวาวิจิตร และจำนวนพิมพ์หลายครั้งเลยทีเดียว หากย้อนไปถึงภาพยนตร์ ก็จะพบเรื่อง The Killing Fields ในปี 1984…

อินเดีย : แหล่งนำเข้าอาวุธที่อาเซียนไม่เคยมองข้าม

ถ้าพูดถึงประเทศผู้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ ประเทศหนึ่งที่จะลืมไปไม่ได้คือ อินเดีย ที่เป็นทั้งผู้นำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์รายใหญ่ พร้อม ๆ กับเป็นผู้ส่งออกที่น่าจับตามองในห้วงที่การนำเข้าอาวุธจากสหรัฐฯ หรือจีน สุ่มเสี่ยงจะถูกตีความเป็นการเลือกข้าง รวมถึงรัสเซียที่ต้องลดการจำหน่ายอาวุธ เนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้อกับยูเครน อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่มีศักยภาพ ภายใต้แบรนด์ “Made in India” มีจุดขายที่ราคาจับต้องได้ มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับ และมีนโยบายเป็นกลางทางการเมืองที่ชัดเจนท่ามกลางระบบโลกสองขั้ว นอกจากนั้น การมีกลยุทธ์สำคัญคือ การผลิตและพัฒนาร่วมกับประเทศผู้ส่งออก ทำให้สินค้าทางทหารที่อินเดียผลิตขึ้นได้รับความไว้วางใจในแง่คุณภาพจากประเทศผู้นำเข้า ที่มีทั้งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา สินค้ายุทโธปกรณ์ของอินเดียมีทั้งระบบเรดาร์ โดรน ยานยนต์หุ้มเกราะ ปืนประเภทต่าง ๆ และที่น่าสนใจคือ ขีปนาวุธ BrahMos ที่เป็นการพัฒนาร่วมระหว่างอินเดียกับรัสเซีย นอกจากนั้น อินเดียยังพัฒนาระบบอาวุธใหม่ ๆ และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) มาประยุกต์ใช้ทางทหาร โดยมีปัจจัยบวกจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของอินเดีย การพัฒนาขีปนาวุธ BrahMos เป็นความสำเร็จสำคัญของอินเดียอย่างมาก จนสามารถส่งออกไปต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ ที่มีความตกลงซื้อขายกันเมื่อปี 2565 มูลค่า 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เวียดนามและอินโดนีเซียสนใจจะนำเข้าเช่นกัน…

ความสัมพันธ์กัมพูชา-รัสเซีย และท่าทีรัสเซียต่อความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

  การแถลงข่าวของนาย Anatoly Borovik เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำพนมเปญเมื่อ 16 ธันวาคม 2568 ต่อผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ สื่อมวลชน และสถาบันทางวิชาการ ส่วนหนึ่งของการแถลงข่าวดังกล่าวกล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันอย่างมากระหว่างกัมพูชา-รัสเซีย และจะมีมากขึ้นในโอกาสสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 70 ปี ในปี 2569  ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อ 13 พฤษภาคม 2499 นาย Borovik เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำพนมเปญย้ำการเป็นหุ้นส่วนระยะยาว และขยายความร่วมมือในทุก ๆ ด้าน ทั้งการทูต การค้า การศึกษา การทหาร และระดับประชาชน กับกัมพูชา นอกจากนี้ ยังไล่เลียงความสัมพันธ์ในระดับการทูตที่ได้มีการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสองฝ่าย เช่น ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกับรองนายกรัฐฒนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา นอกรอบการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนที่มาเลเซียเมื่อกรกฎาคม 2568 ซึ่งในโอกาสดังกล่าวทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามแผนการหารือร่วมกันระหว่างกันระหว่างปี 2568-2570 ด้วย ส่วนนอกรอบการกระชุมสุดยอดอาเซียน ที่มาเลเซียในตุลาคม 2568 นายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็พบกับรองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ซึ่งก็มีการให้คำมั่นในความร่วมมือ และเพิ่มการค้าระหว่างกัน ขณะที่รัสเซียก็เพิ่มความมั่นใจให้กับกัมพูชาว่าจะให้ความช่วยเหลือให้กัมพูชามีความมั่นคงด้านอาหารและความมั่นคงทางพลังงาน รวมทั้งจะส่งออกปุ๋ยไปให้กัมพูชามากขึ้นด้วย สำหรับในเวทีการประชุมสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ก็ได้มีการพบหารือระหว่างผู้แทนรัสเซียกับกัมพูชาบ่อยครั้ง…

บริษัทจีนลงทุนพัฒนาท่าเรือในคูเวต เชื่อมโยงในกรอบ BRI

จีนยังคงแสดงบทบาทมหาอำนาจของโลกที่จะเข้าไปลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและเป็นจุดยุทธศาสตร์ในประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ตามข้อริเริ่ม Belt and Road Initiative หรือ BRI ล่าสุดเมื่อ 24 ธันวาคม 2568 มีรายงานว่า บริษัท  China Communications Construction Company Limited (CCCC) ของจีนลงนามในความร่วมมือกับรัฐบาลคูเวต เพื่อพัฒนาและสร้างท่าเรือ Mubarak Al-Kabeer ในพื้นที่เกาะบูบิยัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของคูเวต โดยโครงการดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 3,970 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรัฐบาลคูเวตระบุว่าบริษัท CCCC ของจีนจะมีบทบาทด้านการก่อสร้าง และวิศวกรรมในการพัฒนาท่าเรือ Mubarak Al-Kabeer ในระยะแรก โดยรัฐบาลคูเวตตั้งเป้าหมายให้ท่าเรือดังกล่าวเป็นท่าเรือพาณิชย์ที่สำคัญของภูมิภาค รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจของคูเวต ขณะที่จีนจะใช้ประโยชน์จากท่าเรือดังกล่าวเพื่อเชื่อมโยงการค้าและการเดินเรือ ความร่วมมือระหว่างจีนกับคูเวตใกล้ชิดกันมากขึ้นตามความร่วมมือที่ลงนามระหว่างกันเมื่อปี 2566 ปัจจุบัน การก่อสร้างท่าเรือ Mubarak Al-Kabeer ในระยะแรกสำเร็จแล้วประมาณร้อยละ 50 และจากนี้ไปจะมีบริษัทจีนเข้าร่วมการลงทุนและกระบวนการก่อสร้าง ซึ่งนอกจากท่าเรือ Mubarak Al-Kabeer คูเวตกับจีนยังมีแนวโน้มจะร่วมมือกันในการพัฒนาและก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ระดับ Mega…