ปัญหาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ

  กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลำไย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพาราต่างออกมาสะท้อนถึงปัญหาความเดือดร้อนเรื่องผลผลิตการเกษตรตกต่ำ กลุ่มลำไยระบุว่าสาเหตุ  เพราะปริมาณผลผลิตมีปริมาณมาก แต่ส่วนใหญ่ผลมีขนาดเล็กลง ซึ่งทำให้ใช้ส่งออกไปต่างประเทศไม่ได้มาก และทำให้ล้งและโรงอบชองชาวจีนต้องคัดเลือกการรับซื้อผลผลิต ด้านกลุ่มมันสำปะหลังระบุว่าปริมาณผลผลิตที่จะออกมาน่าจะมีมาก เพราะเหตุอุทกภัยจึงพากันเร่งขุดมันสำปะหลังออกขาย  ส่วนกลุ่มปาล์มน้ำมัน และยางพารา ออกมาเรียกร้องเช่นกัน แต่ราคาผลผลิตตกต่ำ เพราะรัฐบาลอนุญาตให้มีการนำเข้าผลผลิตจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย อย่างไรก็ดี เกษตรกรทุกกลุ่มได้แสดงปัญหาตรงกันคือเรื่องต้นทุนการเพาะปลูกที่เพิ่มสูง โดยเฉพาะราคาปุ๋ย ซึ่งเกษตรกรทุกกลุ่มต้องการให้รัฐบาลเร่งมีมาตรการช่วยเหลือพยุงราคาผลผลิต โดยกลุ่มลำไย และกลุ่มกลุ่มปาล์มน้ำมัน และยางพารา ระบุว่า หากยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือ อาจจำเป็นต้องยกระดับโดยรวมตัวชุมนุมเพื่อแสดงการเรียกร้องต่อไป

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาขยายตัวสู่โลกออนไลน์

เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความระบุว่า สื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแนวรบของข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง แต่การโจมตีทางออนไลน์ที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังของทั้งสองประเทศนั้นยุติได้ยาก และจะทิ้งบาดแผลไปยาวนาน ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่รุนแรงขึ้น โดยการเคลื่อนไหวทางออนไลน์เพิ่มขึ้นทันที หลังจากเกิดการปะทะกันทางทหาร ทั้ง Facebook TikTok X Telegram Truth Social รวมถึงในเกม Roblox การใช้แฮชแท็ก การใช้ถ้อยคำแสดงความเกลียดชัง จนถึงขั้นกล่าวหาว่าอีกฝ่ายฆ่าคนของตนเอง โดยมีการสร้างเนื้อหาภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับต่างประเทศ ตลอดจนความพยายามแก้ไขแผนที่ชายแดนบน Google Maps นอกจากนี้ ยังมีการสร้างบัญชีปลอม สร้างข่าวปลอม การโจมตีทางไซเบอร์ของกลุ่มแฮ็กเกอร์จากทั้งสองประเทศ

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาสะท้อนการยกระดับการใช้อาวุธ

สนข.ABC ของออสเตรเลีย เผยแพร่บทความระบุ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงการแพร่กระจายของอาวุธทั่วโลกในเอเชีย ตอ.ต. ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างใช้อาวุธระดับสูงจากหลายประเทศ โดยไทยใช้เครื่องบินรบ F-16 โดรน ยานเกราะ Stryker และเครื่องบินรบ Gripen ซึ่งไทยมีทั้งงบประมาณด้านกลาโหมและกำลังพลมากกว่ากัมพูชา ขณะที่กัมพูชาเร่งปรับปรุงกองทัพอย่างรวดเร็วโดยการกระชับความสัมพันธ์กับจีน กัมพูชาใช้ระบบจรวดหลายลำกล้องแบบ PHL-81 ของจีน และระบบอาวุธอื่น ๆ  นอกจากนี้ ยังมีการใช้ระเบิดคลัสเตอร์ และการใช้จรวดแบบไม่มีระบบนำวิถีในพื้นที่ที่มีพลเรือนหนาแน่น ซึ่งถูกวิพากวิจารณ์อย่างมาก ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่า ระดับของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เห็นจากทั้งสองฝ่ายในความขัดแย้งครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเป็นระบบอาวุธที่ออกแบบมาเพื่อสงครามที่มีความขัดแย้งในระดับสูง และแสดงความกังวลว่า การใช้อาวุธพิสัยไกลจะทำให้สถานการณ์อันตรายยิ่งขึ้น และอาจยกระดับความรุนแรงในอนาคต

ลาวและเบลารุสส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน

  นายทองสะหวัน พมวิหาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาว และนายมักซิม รีเจนคอฟ    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเบลารุส เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงว่าด้วยการ ยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง (วีซ่า) สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางของทั้งสองฝ่าย ในห้วงการเดินทางเยือนลาวอย่างเป็นทางการระหว่าง 16-18 กรกฎาคม 2568 ความตกลงดังกล่าวก็เพื่อให้พลเมืองของทั้งสองประเทศสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ รวมถึงคณะผู้แทนของรัฐบาล  และเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม อย่างไรก็ดี ความตกลงนี้ยังไม่ มีผลบังคับใช้ ทันที เนื่องจากยังต้องผ่านขั้นตอนภายในประเทศของแต่ละฝ่าย ห้วงที่ผ่านมารัฐบาลลาวและเบลารุสกำลังทำงานร่วมกันเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในหลากหลายมิติ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพบกันระหว่าง ดร.ทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาวและประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ของเบลารุส ในระหว่างการประชุม BRICS Summit เมื่อปี 2567 ที่เมืองคาซาน ประเทศรัสเซีย รวมถึงการเยือนลาวของนายรีเจนคอฟในครั้งนี้ ที่ทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางขยายความร่วมมือรอบด้าน ทั้งด้านการค้า การลงทุน การศึกษา พลังงานและสาธารณสุข ด้านเศรษฐกิจ-การค้า เบลารุสสนใจนำเข้าสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ผักและผลไม้เขตร้อน รวมถึงถั่วจากลาว ขณะที่ลาวสนใจความรู้และประสบการณ์การพัฒนาอุตสาหกรรม และจัดหาอุปกรณ์เช่น อุปกรณ์เก็บเกี่ยวข้าวจากเบลารุส ด้านการศึกษาและสาธารณสุข…

เศรษฐกิจฟิลิปปินส์เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้การเติบโตจะชะลอตัว

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียน +3 ของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office -AMRO) ประจำกรกฎาคม 2568 ระบุว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์มีแนวโน้มเติบโตร้อยละ 5.6 ในปี 2568 และร้อยละ 5.5 ในปี 2569 โดยเป็นการปรับลดจากคาดการณ์ครั้งก่อนที่ประเมินว่าเศรษฐกิจจะเติบโตร้อยละ 6.3 เป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัว แม้คาดการณ์ตัวเลขจะปรับลดลง แต่การเติบโตเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ยังแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงผลักดันจากการบริโภคของภาคเอกชน และมีปัจจัยเชิงบวก สภาวะตลาดแรงงานที่ยังคงมีเสถียรภาพ อัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ซึ่ง AMRO คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อปี 2568 จะอยู่ที่ร้อยละ 1.8  ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 3.3 เช่นเดียวกับรายงานของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ระบุว่า เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์คาดว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 5.6 ในปี 2568 ซึ่งเติบโตสูงเป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รองจากเวียดนาม ที่คาดจะเติบโตร้อยละ 6.3 ขณะที่ไทยคาดการณ์เศรษฐกิจเติบโตที่ร้อยละ 1.8) และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 5.8 ในปี 2569 ทั้งนี้ ในห้วงไตรมาสแรกของปี…

ความรุนแรงในฉนวนกาซา ผู้เสียชีวิตมากกว่า 60,000 ราย ประเทศยุโรปเพิ่มแรงกดดันอิสราเอล

สงครามและความรุนแรงในฉนวนกาซายังคงได้รับความสนใจจากต่างประเทศ เนื่องจากการปฏิบัติการทางทหารที่ยาวนานและยืดเยื้อของอิสราเอลในพื้นที่ตั้งแต่ ตุลาคม 2566 ปัจจุบันมีรายงานเมื่อ 30 กรกฎาคม 2568 ว่า มีผู้เสียชีวิตจากการปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาแล้วมากกว่า 60,000 คน พร้อมกันนี้ นานาชาติห่วงกังวลเรื่องวิกฤตด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ เพราะมีรายงานว่าอิสราเอลไม่เปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงชาวปาเลสไตน์ นอกจากนี้ อิสราเอลยังโจมตีพื้นที่มอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้วย ทำให้เป็นอันตรายทั้งต่อชาวปาเลสไตน์ที่ต้องการความช่วยเหลือ เด็กและเยาวชนในพื้นที่ที่เริ่มแสดงอาการป่วยขั้นรุนแรงเพราะขาดสารอาหาร และเจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศที่เข้าไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ องค์กรระหว่างประเทศจึงออกมาร่วมกันเรียกร้องให้นานาชาติกดดันอิสราเอลให้ยุติความรุนแรงและการใช้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นเครื่องมือทำร้ายชาวปาเลสไตน์ โดยองค์กร Integrated Food Security Phase Classification (IPC) ระบุว่าสถานการณ์ในฉนวนกาซาเสี่ยงจะเผชิญความอดอยากที่ร้ายแรงที่สุด แม้กระทั่งองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนของอิสราเอล ยังเผยแพร่รายงานที่เป็นเชิงลบต่อภาพลักษณ์ของอิสราเอลว่า สถานการณ์ในฉนวนกาซาน่าห่วงกังวล และนโยบายของรัฐบาลอิสราเอลเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พร้อมกับเตือนว่าชาวปาเลสไตน์ในเขตเวสต์แบงก์อาจเผชิญชะตากรรมแบบเดียวกันกับในฉนวนกาซา เพราะกองทัพอิสราเอลอาจมุ่งทำสงครามและกวาดล้างชาวปาเลสไตน์ที่ต่อต้านอิสราเอลในพื้นที่ดังกล่าวด้วย สถานการณ์ในฉนวนกาซาที่สร้างความกังวลไปทั่วโลก ทำให้ประเทศมหาอำนาจเริ่มเพิ่มแรงกดดันต่ออิสราเอลให้ยุติสงคราม โดยนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรแถลงเมื่อ 29 กรกฎาคม 2568 ว่า สหราชอาณาจักรมีแผนจะรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ในห้วง กันยายน 2568 หากอิสราเอลยังคงปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาและไม่ทำข้อตกลงหยุดยิง พร้อมกันนี้ ผู้นำสหราชอาณาจักรระบุด้วยว่า อิสราเอลต้องยอมรับการแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งตามแนวทางสองรัฐ (two-states solution) และเปิดทางให้องค์กรสหประชาชาติเข้าพื้นที่ฉนวนกาซาเพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ ไม่เช่นนั้น สหราชอาณาจักรจะเริ่มกระบวนการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (United Nations…

ผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.8 แมกนิจูดที่รัสเซีย

  เหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.8 แมกนิจูด นอกชายฝั่งภาคตะวันออกของรัสเซียเมื่อ 30 กรกฎาคม 2568 ส่งผลให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะญี่ปุ่น และสหรัฐฯ โดยเฉพาะรัฐฮาวายและรัฐอแลสกา แจ้งเตือนเหตุสินามิ ด้านรัสเซียเร่งอพยพประชาชนในพื้นที่ชายฝั่งเนื่องจากเสี่ยงเกิดคลื่นสินามิสูง 3-4 เมตร รวมทั้งประเมินความเสียหายและช่วยเหลือประชาชนในเมืองเปโตรปัฟลอฟสก์-คัมชัตสกี ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดแผ่นดินไหวประมาณ 136 กิโลเมตร ตลอดจนสั่งอพยพประชาชนออกจากหมู่เกาะ Kuril ของรัสเซีย เหตุแผ่นดินไหวดังกล่าว มีความรุนแรงมากที่สุดในรอบหลายปี ทำให้สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (Japan Meteorological Agency -JMA)  ออกคำเตือนระดับสูงสำหรับชายฝั่งแปซิฟิก และเฝ้าระวังอาฟเตอร์ช็อก พร้อมสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงมากกว่า 1.9 ล้านคน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ Fukushima ด้วย ส่วนประเทศอื่น ๆ ที่มีการแจ้งเตือนสินามิ ได้แก่ จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เปรู และหมู่เกาะ Galapagos สำหรับเหตุแผ่นดินไหวครั้งก่อนหน้านี้ในภูมิภาคดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2554 มีขนาด 9.0 แมกนิจูด ในพื้นที่ตอนเหนือของญี่ปุ่น ทำให้เกิดสินามิในหลายพื้นที่…

เกิดเหตุยิงกลางเมืองแมนฮัตตัน และมีผู้เสียชีวิต

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เร่งสอบสวนเหตุคนร้ายยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์กและประชาชนที่กลางเมืองแมนฮัตตัน เมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 เวลาประมาณ 18.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐฯ พื้นที่ก่อเหตุ คือ ล็อบบี้และบริเวณชั้น 33 ของอาคาร Rudin Management เลขที่ 345 Park Avenue ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจขนาดใหญ่และบริษัทที่มีชื่อเสียง เช่น บริษัท Blackstone ซึ่งเป็น hedge fund  บริษัท KPMG ซึ่งเป็นบริษัทตรวจสอบบัญชี และสำนักงานใหญ่ National Football League  เป็นต้น ผู้ก่อเหตุยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บริเวณล็อบบี้ของอาคารก่อนที่จะขึ้นไปยังชั้น 33 ผู้ก่อเหตุ คือ นาย Shane Devon Tamura ชาวอเมริกันอายุ 27 ปี ภูมิลำเนาจากรัฐเนวาดา ใช้อาวุธปืนรุ่น M4 ในการก่อเหตุ และเตรียมอาวุธปืนอื่น…

เหตุอุทกภัยรุนแรงในกรุงปักกิ่งของจีน มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 คน

เกิดเหตุอุทกภัยในพื้นที่ตอนเหนือของกรุงปักกิ่งของจีน โดยมีรายงานเมื่อ 29 กรกฎาคม 2568 ว่า อุทกภัยดังกล่าวเกิดจากฝนตกหนักสะสมตั้งแต่ 23 กรกฎาคม 2568 และน้ำท่วมเฉียบพลัน มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ราย ต้องอพยพประชาชนชาวจีนในพื้นที่ 80,332 คน โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในเขต Miyun, Huairou และ Fangshan เนื่องจากคาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะยังรุนแรงและเสี่ยงอันตรายจนถึงปลาย กรกฎาคม 2568 เพราะคาดว่าจะมีฝนตกอีก ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนสั่งให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและค้นหาผู้สูญหายอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ กรุงปักกิ่งของจีนเคยเผชิญเหตุอุทกภัยครั้งรุนแรงและสร้างความเสียหายอย่างมากเมื่อ กรกฎาคม 2555 มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 79 ราย ปัจจุบันสภาพอากาศในกรุงปักกิ่งยังคงมีฝนตกหนัก ประชาชนจำนวนมากต้องอยู่อาศัยโดยไม่มีไฟฟ้าใช้เพราะได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วม รวมทั้งไม่สามารถเดินทางหรืออพยพออกจากพื้นที่ได้ รัฐบาลต้องเร่งให้ความช่วยเหลือโดยมีการใช้อากาศยานไร้คนขับเพื่อส่งมอบสิ่งของเครื่องใช้และอาหารในช่วงที่ยังไม่สามารถส่งทีมกู้ภัยเข้าไปช่วยเหลือได้ นอกจากนี้ รัฐบาลจีนสร้างความมั่นใจให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยประกาศว่าได้เตรียมงบประมาณ 200 ล้านหยวน หรือประมาณ 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อบรรเทาสาธารณภัยครั้งนี้ โดยจะใช้งบประมาณดังกล่าวเพื่อการฟื้นฟูและซ่อมแซมสถานที่ที่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน  เช่น ถนน สะพาน แหล่งน้ำสะอาด และโรงพยาบาล…

ท่าทีภาคส่วนเศรษฐกิจต่อสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

  ส.อ.ท. สทท. หอการค้าไทย สภาธุรกิจไทย-กัมพูชา นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ประเมินถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยประมาณการมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาท/วัน และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้ออาจมีมูลค่าความเสียหายในช่วงครึ่งหลังปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 110,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยมีความเข้าใจ และได้ปรับแผนธุรกิจ โดยเปลี่ยนไปใช้การส่งออกผ่านทางเครื่องบิน หรือทางเรือแทน หรือใช้วิธีส่งไปขายในพื้นที่อื่น หรือด่านชายแดนฝั่งอื่นแทน ทั้งนี้ ภาคส่วนเศรษฐกิจได้แสดงท่าทีร้องขอต่อรัฐบาลด้วยคือ การหาแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัย หรือมาตรการคุ้มครองธุรกิจไทยในกัมพูชาด้วย รวมถึงการมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ/ผู้ค้ารายย่อยไทยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย