ประเทศในเอเชีย ตอ.ต.เผชิญแรงกดดันในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ

  เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น รายงานระบุ ประเทศเศรษฐกิจหลักของเอเชีย ตอ.ต.กำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากกรณีการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ โดยสิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย และกัมพูชา ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ ซึ่งจะถึงกำหนดใน 1 ส.ค. 68 ส่งผลให้เสี่ยงต่อการถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูง โดยมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นเมื่อประเทศเพื่อนบ้านทั้งเวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างบรรลุข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ แล้ว โดยในส่วนของไทยนักวิเคราะห์ประเมินว่า หากตกลงอัตราภาษีได้ที่ร้อยละ 15 – 20 เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวได้ที่ร้อยละ 1.1 – 1.4 นักวิเคราะห์ยังมองว่า การเจรจาภาษีแยกกันของแต่ละประเทศในภูมิภาคอาจส่งผลกระทบต่อเอกภาพของกลุ่มอาเซียน โดยสหรัฐฯ ต้องการควบคุมสินค้าจากจีนที่หลีกเลี่ยงภาษีด้วยการส่งผ่านประเทศที่สามในเอเชีย ตอ.ต.ไปยังสหรัฐฯ ทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนกลายเป็นเป้าหมายของสหรัฐฯ ในการเพิ่มแรงกดดันต่อจีนที่เป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

ความต้องการรถยนต์ EV ในภาคธุรกิจของไทยเพิ่มขึ้น

Nikkei Asia รายงานว่า ความต้องการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในกลุ่มลูกค้าองค์กรของไทยกำลังเพิ่มสูงขึ้น โดยบริษัท Bolt บริษัทเรียกรถสัญชาติเอสโตเนีย ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มรถยนต์ EV อย่างน้อย 1,000 คัน ภายในปี 2571 ด้านบริษัท Sumitomo Mitsui Auto Service ของญี่ปุ่นมีแผนจะเพิ่มรถแท็กซี่ EV และรถยนต์ประเภทอื่นอีก 1,000 คัน เพื่อรองรับความต้องการของบริการเช่ารถและแท็กซี่สำหรับการท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น และยังมีการร่วมทุนของบริษัท Marubeni ของญี่ปุ่น กับบริษัทบ้านปูของไทย ในการจัดตั้งธุรกิจบริหารจัดการรถยนต์ EV เชิงพาณิชย์ โดยมีแผนใช้รถประมาณ 3,000 คันภายในปี 2571 เช่นกัน โดยรถยนต์ EV ได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจมากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนการบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แม้ว่าตลาดรถยนต์ EV ในไทยจะชะลอตัวจากปัญหาทางการเงินของบริษัท Neta Auto จากจีน แต่ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนรายอื่น เช่น BYD Guangzhou Automobile Group…

ผู้ใช้งานชาวไทยของแอปฟลิเคชัน Taobao เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

  นสพ.SCMP ของฮ่องกง รายงานระบุว่า แอปพลิเคชัน Taobao แพลตฟอร์มชอปปิ้งออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนซึ่งเป็นของบริษัท Alibaba มีการเติบโตของผู้ใช้งานในไทยอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลจาก Alibaba พบว่า จำนวนผู้ใช้งานใหม่ชาวไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับปี 2567 หลังจากการเปิดตัว Taobao เวอร์ชันภาษาไทย ซึ่งสามารถชำระเงินเป็นสกุลบาทได้ ถือเป็นความพยายามล่าสุดในการขยายธุรกิจในเอเชียของ Alibaba เนื่องจากความต้องการภายในจีนชะลอตัว และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากคู่แข่งรายใหม่ เช่น Pinduoduo Douyin โดยด้วยจำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวทำให้เอเชีย ตอ.ต.กลายเป็นหนึ่งในตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ในขณะที่ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยสร้างรายได้ 1.1 ล้านล้านบาท ในปี 2567 เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากปี 2566

EU บรรลุข้อตกลงภาษีกับสหรัฐฯ

  สหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างกันเมื่อ 28 กรกฎาคม 2568 ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เยือนสก็อตแลนด์และพบหารือกับนางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ที่คลับกอล์ฟ Turnberry ในเขต South Ayrshire  สาระสำคัญของข้อตกลงดังกล่าว คือ สหรัฐฯ จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศที่อัตราร้อยละ 15 ลดลงจากร้อยละ 30 ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่สหภาพยุโรปจะต้องเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และสินค้าบางประเภทจะได้รับอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 0 เช่น เครื่องบินและสินค้าเกษตรกรรมบางประเภท นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า EU จะลงทุนในสหรัฐฯ ประมาณ 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งจะลงทุนในภาคอุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐฯ เพิ่มอีกมูลค่า 750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้าด้วย แม้ว่าอัตราภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมจะยังไม่เปลี่ยนแปลงและคงไว้ที่ร้อยละ 50 แต่ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปมีมุมมองเชิงบวกต่อข้อตกลงดังกล่าว…

ประเด็นสำคัญที่สื่อต่างชาติรายงานถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา : การปะทะ ผลกระทบ และแนวโน้ม

สถานการณ์ความตึงเครียดและการปะทะทางทหารบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชาระหว่าง 24-27 กรกฎาคม 2568 ยังคงได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศที่เน้นรายงานท่าทีอย่างเป็นทางการของรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายที่ปัจจุบันแสดงจุดยืนว่าต้องการสันติภาพและหยุดยิงระหว่างกัน ตลอดจนมีการประเมินว่าไทยยังคงเป้นฝ่ายได้เปรียบทางการทหารและเศรษฐกิจมากกว่ากัมพูชม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในพื้นที่พรมแดนยังน่าห่วงกังวล เพราะมีรายงานการยิงตอบโต้และการปะทะทางทหาร รวมทั้งมีรายงานการยึดครองพื้นที่บริเวณพรมแดนเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการทหาร ปฏิบัติการทางทหารต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ สื่อต่างประเทศรายงานว่าปัจจุบันคนไทยประมาณ 140,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย ขณะที่ชาวกัมพูชาประมาณ 38,000 ต้องอพยพออกจากพื้นที่อยู่อาศัยเช่นเดียวกัน ประชาชนชาวกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบและต้องอพยพจากพื้นที่ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ โดยวิตกว่าสถานการณ์ที่ยืดเยื้อจะทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารและของใช้ที่จำเป็น เนื่องจากปัจจุบันความช่วยเหลือจากรัฐบาลค่อนข้างจำกัด แม้ว่าจะมีความพยายามระดมความช่วยเหลือจากพื้นที่ใกล้เคียงแล้วก็ตาม นอกจากนี้ สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานมาตรการของฝ่ายไทยที่ประกาศกฎอัยการศึกในพื้นที่เสี่ยงเพื่อควบคุมสถานการณ์ มีการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวช่วยเหลือประชาชน ขณะที่ภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่อื่น ๆ อยู่ระหว่างระดมความช่วยเหลือไปให้ผู้ทีได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ ผู้นำต่างประเทศแสดงบทบาทโน้มน้าวและไกล่เกลี่ยให้ไทยและกัมพูชาหยุดยิง ตลอดจนเข้าสู่กระบวนการเจรจายุติความขัดแย้ง ทั้งผู้นำมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน และที่สำคัญเมื่อ 26 กรกฎาคม 2568 คือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยว่าได้โทรศัพท์หารือกับผู้นำไทยและกัมพูชาเพื่อโน้มน้าวให้หยุดยิงทันที รวมทั้งแก้ไขปัญหาความตึงเครียดและสร้างสันติภาพด้วยการเจรจา โดยผู้นำสหรัฐฯ  โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีนัยถึงการใช้นโยบายภาษีตอบโต้เป็นเงื่อนไขโน้มน้าวไทย-กัมพูชาให้ยุติการปะทะ โดยระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันบังเอิญเกิดขึ้นพร้อมกับที่ไทยและกัมพูชาเจรจาเรื่องการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ จะไม่ทำข้อตกลงใด ๆ กับทั้ง 2 ฝ่าย จนกว่าสถานการณ์ปะทะและต่อสู้จะยุติลง…

ฮ. SH-3 อิหร่านเผชิญหน้ากับเรือพิฆาตสหรัฐฯ ในอ่าวโอมาน

กองทัพอิหร่านเปิดเผยเมื่อ 24 กรกฎาคม 2568 ว่า กรณีกองทัพเรือสหรัฐฯ ส่งเรือพิฆาต USS Fitzgerald ปฏิบัติการทางทะเลใกล้น่านน้ำของอิหร่านในอ่าวโอมานเมื่อ 23 กรกฎาคม 2568 นั้น เสี่ยงอันตรายและเกือบทำให้เกิดการเผชิญหน้าทางการทหาร เนื่องจากความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้อิหร่านจำเป็นต้องส่ง ฮ.รุ่น SH-3 หรือ Sea King ออกไปสกัดกั้นและแจ้งเตือนให้เรือพิฆาตของสหรัฐฯ เปลี่ยนเส้นทาง พร้อมกันนี้ อิหร่านระบุว่าสหรัฐฯ ตั้งใจยั่วยุทางการทหาร และทำให้บรรยากาศด้านความมั่นคงในภูมิภาคตึงเครียดขึ้น เพราะแม้ว่ากองทัพอิหร่านจะแจ้งเตือนเรือพิฆาตของสหรัฐฯ แล้ว ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนเส้นทาง อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ โดยกองบัญชาการกลาง หรือ Central Command ยืนยันว่าปฏิบัติการของเรือพิฆาตดังกล่าวเป็นไปอย่างมืออาชีพและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งอยู่ในน่านน้ำสากล และไม่มีความตึงเครียดเกิดขึ้นระหว่างการเผชิญหน้าดังกล่าว รวมทั้งย้ำว่าปฏิบัติการของเรือพิฆาต USS Fitzgerald บรรลุผลเป็นอย่างดี การเผชิญหน้าระหว่างกันดังกล่าว ทำให้ทั่วโลกวิตกว่าบทบาทของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะทำให้บรรยากาศความมั่นคงในพื้นที่ตึงเครียดขึ้น เพราะอิหร่านระแวงว่าสหรัฐฯ จะโจมตีผลประโยชน์ของอิหร่านเพื่อสนับสนุนอิสราเอล นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ แสดงแสนยานุภาพทางการทหารใกล้อิหร่านอาจเป็นการข่มขู่และกดดันให้อิหร่านยกเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ซึ่งปัจจุบันนานาชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม E 3 หรือสหราชอาณาจักร…

27 ประเทศและ EU ร่วมเรียกร้องยุติสงครามในฉนวนกาซา

  สหภาพยุโรป (EU) ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจาก 27 ประเทศออกถ้อยแถลงร่วมกันเมื่อ 21 กรกฎาคม 2568 เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติสงครามในฉนวนกาซา จากการทำสงครามที่ยื้อเยื้อตั้งแต่ตุลาคม 2566 ส่งผลกระทบต่อพลเรือนจำนวนมาก และอาจทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมระยะยาวต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา  ถ้อยแถลงดังกล่าวยังคัดค้านกรณีอิสราเอลมีนโยบายสร้างเมืองมนุษยธรรม หรือ humanitarian city ในพื้นที่ตอนใต้ของเมือง Rafah เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวของชาวปาเลสไตน์ด้วย เนื่องจากเป็นนโยบายที่เข้าข่ายการบังคับให้กลายเป็นผู้พลัดถิ่นและละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ นานาชาติยังวิจารณ์กระบวนการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของอิสราเอลในปัจจุบันเชิงลบว่าเป็นอันตรายต่อชาวปาเลสไตน์ เพราะนอกจากจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวปาเลสไตน์แล้ว ยังมีรายงานการโจมตีพลเรือนที่อยู่ระหว่างรอรับความช่วยเหลือด้วยตั้งแต่พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา ทั้งนี้ มีสถิติจากกลุ่มปกป้องสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ว่าอิสราเอลสังหารชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ใกล้จุดหรือศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างน้อย 880 คน ถ้อยแถลงดังกล่าวมีเนื้อหาสาระสำคัญอื่น ๆ คือ ให้ยุติการโจมตีพื้นที่พลเรือน โดยเฉพาะโรงพยาบาลและศูนย์แจกจ่ายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม รวมทั้งเสนอแนะให้อิสราเอลและกลุ่มฮะมาสทำข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันเพื่อเป็นขั้นตอนเริ่มต้นการยุติความขัดแย้ง เลขาธิการสหประชาชาติสนับสนุนถ้อยแถลงและข้อเรียกร้องดังกล่าว ด้านนักวิเคราะห์ในต่างประเทศมีมุมมองว่าถ้อยแถลงครั้งนี้มีความสำคัญและน่าสนใจ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศที่ก่อนหน้านี้จะหลีกเลี่ยงการแสดงท่าทีสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ ถ้อยแถลงดังกล่าวยังมีประเทศยุโรปที่ร่วมสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น คือ สหราชาอาณาจักรและฝรั่งเศส รวมทั้งมีรายชื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากประเทศนอกยุโรป ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณสะท้อนว่าประเทศต่าง ๆ แม้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิสราเอลอาจต้องการเพิ่มแรงกดดันอิสราเอลผ่านกลไกการทูต อย่างไรก็ดี…

กรณีผู้นำสหรัฐฯ ส่งหนังสือเรื่องภาษีตอบโต้ให้ผู้นำ SAC อาจกระทบภาพลักษณ์นโยบายสหรัฐฯ

  สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 22 กรกฎาคม 2568 รายงานว่ากรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ส่งหนังสือเรื่องนโยบายภาษีตอบโต้ร้อยละ 40 ต่อสินค้าเมียนมาถึง พลเอกอาวุโสมินอองไหลง์ ผบ.ทสส.เมียนมา และประธานสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) โดยตรง อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเมียนมา เนื่องจากอาจกลายเป็นโอกาสให้รัฐบาล SAC ของเมียนมาอ้างว่าผู้นำสหรัฐฯ ยอมรับสถานะของ SAC หลังจากที่ผ่านมา สหรัฐฯ หลีกเลี่ยงการหารือโดยตรงกับผู้แทนของ SAC รวมทั้งมีมาตรการคว่ำบาตรต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรงอย่างเข้มงวด เพื่อแสดงออกว่าคัดค้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมาเมื่อปี 2564 ซึ่งพลเอกอาวุโสมินอองไหลง์อยู่ในบัญชีคว่ำบาตรทั้งจากกรณีใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง และการปราบปรามชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ นักวิเคราะห์การเมืองเมียนมาเชื่อว่า ผู้นำเมียนมาจะใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ติดต่อไปยังพลเอกอาวุโสมินอองไหลง์โดยตรง โดยนอกจากผู้นำเมียนมาจะแถลงชื่นชมผู้นำสหรัฐฯ ที่ตั้งใจปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติแล้ว ยังเปรียบเทียบว่าประธานาธิบดีทรัมป์เองก็เคยเผชิญกับการโกงเลือกตั้งระดับชาติมาแล้วเมื่อปี 2563 ที่พ่ายแพ้ให้กับอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน จึงน่าจะเข้าใจสถานะของรัฐบาล SAC นอกจากนี้ ยังกล่าวชื่นชมการดำเนินนโยบายยกเลิกและยุติการดำเนินการของสำนักข่าววีโอเอ (VOA) และ Radio Free Asia ด้วย ตลอดจนใช้โอกาสนี้เสนอให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเมียนมา ลดระดับภาษีตอบโต้ที่อัตราร้อยละ 10-20 ขณะที่เมียนมาจะลดอัตราภาษีนำเข้าให้สินค้าจากสหรัฐฯ เช่นกัน ปัจจุบัน ประธานาธิบดีทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ…

จีนเริ่มสร้างเขื่อนพลังงานน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

  จีนเริ่มสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ (hydropower) ซึ่งจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่บริเวณภาคตะวันออกของเขตปกครองตนเองทิเบต โดยนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียงของจีนประกาศเมื่อ 19 กรกฎาคม 2568 ในพิธีวางศิลาฤกษ์เพื่อเริ่มก่อสร้างที่นครญิงจี ในเขตปกครองตนเองทิเบตว่า การก่อสร้างโครงการดังกล่าว มูลค่าการลงทุนประมาณ 167,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลจีนที่จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเพื่อให้จีนมีพลังงานไฟฟ้าใช้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ตลอดจนพร้อมที่จะกระจายและจัดสรรพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนนี้ไปยังต่างประเทศด้วย คาดว่าโครงการนี้จะมีสถานีผลิตพลังงานไฟฟ้า 5 แห่ง สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 300 ล้านเมกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี นายกรัฐมนตรีจีนเปิดเผยว่าโครงการนี้ เป็นโครงการแห่งศตวรรษ โดยมีการศึกษาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการดังกล่าวแล้ว เนื่องจากโครงการนี้จะก่อสร้างเหนือแม่น้ำแม่น้ำยาร์ลุง จังโป (Yarlung Zangbo) ที่ไหลต่อไปยังอินเดียและบังกลาเทศ อย่างไรก็ตาม สื่อต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลจีนไม่ได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่อาจเปลี่ยนแปลงระยะยาวจากการสร้างและดำเนินกิจการเขื่อนผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ องค์กรระหว่างประเทศที่ติดตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนดังกล่าว โดยกลุ่ม International Campaign for Tibet ร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมในอินเดียและบังกลาเทศวิตกว่าโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งประชาชนที่ใช้น้ำจากแม่น้ำนี้เมื่อไหลผ่านอินเดีย(แม่น้ำพรหมบุตร) และบังกลาเทศ (แม่น้ำยมุนา) เพื่อการอุปโภคและบริโภค ด้านรัฐบาลอินเดียเคยแสดงความห่วงกังวลเกี่ยวกับกรณีนี้เมื่อมกราคม 2568 โดยเตือนรัฐบาลจีนว่าโครงการดังกล่าวจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ใกล้แม่น้ำพรหมบุตร ซึ่งรัฐบาลจีนรับทราบและยืนยันว่าการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่นี้จะไม่ส่งผลกระทบอย่างแน่นอน การที่จีนสร้างเขื่อนเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากน้ำจำนวนมาก เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลจีนที่พยายามหาแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าแบบใหม่ที่เป็นพลังงานสะอาด เพื่อเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์จีนที่เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นอันดับต้น…

โครงการดิจิทัลวอลเล็ตอาจได้ผลดีกว่าหากแจกในรูปแบบบัตรของขวัญดิจิทัล

นิตยสาร The Diplomat ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความของนาย David Hutt นักวิจัยจาก Central European Institute of Asian Studies (CEIAS) ในสโลวาเกีย เกี่ยวกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่เป็นนโยบายหลักของพรรค พท. ซึ่งเริ่มแจกเงินในเฟสแรกให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ และเฟสที่ 2 ให้ผู้สูงอายุ แต่ได้ยกเลิกเฟสสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ รัฐบาลอ้างว่าเป็นเพราะนโยบายภาษีของสหรัฐฯ แต่ที่แท้จริงคาดว่าเป็นเพราะการดำเนินโครงการ 2 เฟสแรกไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคได้  ผู้เขียนบทความมองว่า การแจกเงินเป็นแนวคิดที่ดี แต่นโยบายนี้ไม่ได้ผล เพราะการแจกที่แจกเป็นเงินสดหรือโอนเข้าบัญชีเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสม เพราะประชาชนอาจเก็บเงินไว้ หรือนำไปใช้ชำระหนี้สินมากกว่าจะนำไปใช้จ่าย จึงไม่เห็นผลในการกระตุ้นการบริโภค โดยเสนอให้แจกเงินในรูปแบบบัตรของขวัญดิจิทัลที่มีวันหมดอายุสั้น และใช้ได้เฉพาะร้านค้าที่กำหนด เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายอย่างรวดเร็ว