เมียนมาเผชิญเหตุรุนแรงมากขึ้นก่อนการเลือกตั้งทั่วไป

สถานการณ์ความมั่นคงและความปลอดภัยในเมียนมาได้รับความสนใจจากนานาชาติ เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งทั่วไปใน 28 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อปี 2564  ปัจจุบัน นานาชาติห่วงกังวลเหตุรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มีแนวโน้มตึงเครียดขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเลือกตั้งและความน่าเชื่อถือ โดยเมื่อ 24 ธันวาคม 2568 นาย Volker Türk ผู้อำนวยการ UN Human Rights เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมายุติการใช้มาตรการรุนแรงต่อประชาชนที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง รวมทั้งระงับการควบคุมตัวประชาชนที่แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ท่าทีของผู้อำนวยการ UN Human Rights มีขึ้นหลังจากมีรายงานว่า รัฐบาลและกองทัพเมียนมาควบคุมตัวชาวเมียนมาจำนวนมากที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์และวิจารณ์การเลือกตั้งในเชิงลบ โดยรัฐบาลเมียนมาระบุว่าประชาชนกลุ่มดังกล่าวทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดโทษผู้กระทำความผิดไว้ค่อนข้างรุนแรง เช่น ผู้ที่เผยแพร่ภาพหรือใบปลิววิจารณ์การเลือกตั้ง อาจต้องโทษจำคุกนานถึง 49 ปี นอกจากนี้ สื่อต่างประเทศรายงานว่า ชาวเมียนมาบางส่วนเผชิญการข่มขู่คุกคาม หากไม่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ขณะที่ชาวเมียนมาในชนทบทได้รับข้อมูลขากกลุ่มต่อต้านรัฐบาลว่าไม่ให้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพื่อทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ล้มเหลว ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมของพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมา กรณีที่รัฐบาลและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลข่มขู่ประชาชนในห้วงก่อนการเลือกตั้ง ทำให้บรรยากาศความมั่นคงไปมีเสถียรภาพและไม่ปลอดภัย เสี่ยงกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อพัฒนาการทางการเมืองในเมียนมา และอาจทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้รับการยอมรับว่าเสรีและยุติธรรม อย่างไรก็ตาม คาดว่ารัฐบาลเมียนมาและกองทัพจะเดินหน้าผลักดันให้มีการเลือกตั้งต่อไปตามกำหนดการ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับนานาชาติให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Office of…

รัสเซียยกระดับการโจมตีพื้นที่ตอนใต้ของยูเครน ตัดเส้นทางเชื่อมต่อทางทะเล

การสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังคงตึงเครียด โดยมีรายงานเมื่อ 23 ธันวาคม 2568 ว่า รัสเซียยกระดับปฏิบัติการโจมตีภูมิภาค Odesa ทางตอนใต้ของยูเครน เพื่อตัดเส้นทางเชื่อมต่อทางทะเล ด้านยูเครนเปิดเผยว่าการโจมตีของรัสเซียทำให้โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า และท่าเรือ หลังจากการโจมตี ประชาชนมากกว่า 120,000 คนประสบปัญหาไม่มีพลังงานไฟฟ้าใช้ และอาคารเก็บสินค้าในพื้นที่ก็ถูกทำลายด้วยเช่นกัน ยูเครนคาดว่ารัสเซียอาจเปลี่ยนพื้นที่ปฏิบัติการโจมตีจากภูมิภาคตะวันออกของยูเครน ไปเน้นภูมิภาคทางตอนใต้มากขึ้น เพื่อทำลายเศรษฐกิจและความมั่นคงของยูเครนในระยะยาว ตลอดจนกดดันยูเครนให้ยอมรับเงื่อนไขที่รัสเซียเสนอในแผนสันติภาพ ปัจจุบัน กองทัพรัสเซียควบคุมพื้นที่ในภูมิภาคตะวันออกและบางส่วนทางตอนใต้ของยูเครน ได้แก่ ภูมิภาคโดเนสก์ เคอร์ซอน ไครเมีย และกำลังขยายการควบคุมพื้นที่ไปยังภูมิภาค Odesa ติดกับทะเลดำ และเป็นทางเชื่อมต่อทางทะเลที่สำคัญของยูเครนใช้ในการส่งออกสินค้าตั้งแต่ สิงหาคม 2566 เนื่องจากยูเครนไม่สามารถเข้าไปใช้งานท่าเรืออื่น ๆ ได้ เช่น ท่าเรือในภูมิภาค Zaporizhzhia, Kherson และ Mykolayiv เพราะรัสเซียโจมตีและเข้าไปควบคุมด้านความมั่นคงไว้แล้ว รัสเซียระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นไปเพื่อตอบโต้กรณียูเครนใช้อากาศยานไร้คนขับโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียในทะเลดำ เมื่อต้น ธันวาคม 2568 ซึ่งประธานาธิบดีรัสเซียประกาศแล้วว่าจะเอาคืน เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียมีความสำคัญและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก ผู้นำยูเครนใช้กรณีดังกล่าวเรียกร้องให้นานาชาติเพิ่มแรงกดดันรัสเซียให้ยุติปฏิบัติการทางทหารที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพลเรือนยูเครน และชี้ให้เห็นว่า กระบวนการเจรจาแผนสันติภาพในปัจจุบันไม่ได้ช่วยให้รัสเซียลดระดับความรุนแรงและความมุ่งมั่นที่จะทำลายความมั่นคงของยูเครน สะท้อนว่ารัสเซียไม่ได้ต้องการสันติภาพ ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากผู้แทนยูเครน…

เดนมาร์กไม่พอใจสหรัฐฯ กรณีแต่งตั้งผู้แทนพิเศษประจำกรีนแลนด์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก เมื่อ 22 ธันวาคม 2568 แสดงท่าทีไม่พอใจกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่แต่งตั้งนาย Jeff Landry ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนา สังกัดพรรครีพับลิกัน เป็นผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ประจำกรีนแลนด์ และกล่าวย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องการกรีนแลนด์เพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ จากนั้น นาย Landry โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีความภูมิใจ และพร้อมจะปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้กรีนแลนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ด้านรัฐบาลเดนมาร์กไม่ยอมรับกระบวนการดังกล่าว คัดค้านท่าทีของนาย Landry และจะประท้วงด้วยการเรียกตัวเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ/โคเปนเฮเกน ไปชี้แจง ด้านนายกรัฐมนตรีกรีนเลนด์ระบุว่าประเทศต่าง ๆ ต้องเคารพอธิปไตยของกรีนแลนด์ และชาวกรีนแลนด์จะตัดสินใจอนาคตด้วยตนเอง ปัจจุบัน กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองภายในราชอาณาจักรเดนมาร์ก มีสภาพภูมิศาสตร์เป็นเกาะ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติก ถือว่าเป็นดินแดนเหนือสุดของโลก มีประชากรประมาณ 57,000 คน ทั้งนี้ จากผลสำรวจความเห็นของชาวกรีนแลนด์เมื่อ มกราคม 2568 ชาวกรีนแลนด์ส่วนใหญ่ต้องการเป็นอิสระจากเดนมาร์ก แต่ก็ไม่ต้องการเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อกรีนแลนด์อาจเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศในยุโรป เนื่องจากสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ส่วนใหญ่สนับสนุนเดนมาร์ก รวมทั้งมีจุดยืนร่วมกันในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของเดนมาร์ก ตลอดจนความปลอดภัยและสิทธิของชาวกรีนแลนด์ด้วย โดยย้ำว่า EU จะสนับสนุนการปกป้องเดนมาร์กและกรีนแลนด์ โดยเป็นสิทธิที่ชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ…

สื่อต่างประเทศติดตามการประชุมครั้งต่อไปไทย-กัมพูชา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ สมัยพิเศษระหว่างผู้แทนไทยและกัมพูชา ผ่านกลไกอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อ 22 ธันวาคม 2568 โดยระบุว่าผู้แทนทางการทูตของอาเซียนโน้มน้าวให้ทั้ง 2 ประเทศยับยั้งชั่งใจ และเร่งขั้นตอนหยุดยิงโดยเร็ว ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องจะพบหารือกันอีกครั้งใน 24 ธันวาคม 2568  ผ่านกลไกคณะกรรมาธิการชายแดน หรือ General Border Committee (GBC) ที่เป็นการประชุมสองฝ่าย ระหว่างฝ่ายกองทัพและกลาโหม เพื่อพิจารณาการกลับไปปฏิบัติตามความตกลงหยุดยิง คาดว่าการประชุมจะจัดที่จังหวัดจันทบุรี มีข้อสังเกตว่าสื่อมวลชนต่างประเทศยังคงเชื่อมโยงความตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชากับบทบาทของผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซีย ซึ่งล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีมุมมองเชิงบวกกับความคืบหน้าสถานการณ์และท่าทีของไทย นอกจากนี้ สื่อฝรั่งเศสยังรายงานกรณีฝ่ายกัมพูชาเปิดเผยว่าฝ่ายไทยปฏิบัติการโจมตีทางอากาศภายหลังการประชุมดังกล่าว สะท้อนว่าเหตุการณ์ด้านความมั่นคงยังไม่แน่นอน ขณะเดียวกันก็รายงานท่าทีฝ่ายไทยที่ยืนยันว่าการหยุดยิงจะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากยังไม่มีการเจรจาระหว่างกัน และการตัดสินใจหยุดยิงจะต้องขึ้นอยู่กับการกระทำมากกว่าแค่การประกาศเท่านั้น สำนักข่าว Aljazeera รายงานความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ในต่างประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะประเมินว่าเครื่องมือทางการทูตและอาเซียนจะสามารถบรรเทาความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศได้หรือไม่ โดยนักวิเคราะห์และนักวิชาการที่ร่วมแสดงความเห็น ได้แก่ นาย Chheang Vannarith ประธาน Angkor Social Innovation Park นาย Ilango…

เวียดนามจะจัดการประชุมสำคัญทางการเมืองในมกราคม 2569

เวียดนามเตรียมการจัดประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นการประชุมสำคัญทางการเมือง และจัดขึ้นทุก ๆ 5 ปีเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ใน 19-25 มกราคม 2569 โดยการประชุมดังกล่าวจะมีสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เข้าประชุมจำนวนรวมประมาณ 1,600 คน ในฐานะผู้แทนของสมาชิกพรรคกว่า 5 ล้านคนทั่วประเทศ วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือ คัดเลือกผู้ตำรงตำแหน่งคณะกรรมาธิการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม จำนวน 200 คน ซึ่งจะเป็นผู้บริหารและกำหนดนโยบายสำคัญของประเทศ นอกจากนี้ จะมีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งโปริตบูโรจำนวน 17-19 ตำแหน่ง ที่นับว่าเป็นสถาบันที่ทรงอิทธิพลและมีอำนาจมากที่สุดในระบบการเมืองเวียดนาม โดยร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ผู้ที่เป็นตำแหน่งสำคัญสูงสุดทางการเมือง ปัจจุบันผู้ตำรงตำแหน่งดังกล่าว คือ นาย To Lam อายุ 68 ปี การประชุมสำคัญดังกล่าวอาจเป็นจุดเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ขณะที่ต่างประเทศจะติดตามการประชุมดังกล่าวเพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายตามยุทธศาสตร์ของเวียดนาม ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์ระหว่างประเทศ และการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน สำหรับนโยบายที่น่าติดตามของเวียดนาม เช่น การต่างประเทศ การรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย การพัฒนาเศรษฐกิจมีการปรับตัวกับการเติบโตของเทคโนโลยีและยุคดิจิทัล เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในประเทศ และตั้งเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญเพื่อกระตุ้นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ คาดว่าจะให้ GDP เวียดนามขยายตัวร้อยละ…

สหรัฐฯ เปลี่ยนนักการทูตในต่างประเทศ รวมทั้ง สปป.ลาว เวียดนาม และฟิลิปปินส์

สื่อมวลชนสหรัฐฯ เมื่อ 22 ธันวาคม 2568 รายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนการปรับเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในการดำเนินนโยบายการทูตของสหรัฐฯ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย America First ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยจะเรียกตัวผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญทางการทูตจาก 29 ประเทศทั่วโลก กลับสหรัฐฯ ในต้นปี 2569 ซึ่งสื่อมวลชนตั้งข้อสังเกตว่า นักการทูตระดับสูงที่อยู่ในบัญชีถูกเรียกตัวกลับนี้ เป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อและดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ หรือผู้แทนสหรัฐฯ ระดับสูงสุดในต่างประเทศตั้งแต่สมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน และปกติจะต้องดำรงตำแหน่งอยู่ครั้งละเวลา 3-4 ปี กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังไม่ยืนยันจำนวนหรือรายชื่อนักการทูต หรือเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในต่างประเทศที่จะถูกเรียกตัวกลับ แต่ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานที่ทุกรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ ตลอดจนเน้นย้ำว่า เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในต่างประเทศ หรือนักการทูตระดับสูง เท่ากับผู้แทนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในต่างประเทศ ดังนั้น จึงเป็นตำแหน่งสำคัญ และต้องมั่นใจว่าผู้ดำรงตำแหน่งนั้นสนับสนุนนโยบาย America First ของผู้นำรัฐบาล มาตรการดังกล่าวส่งผลต่อเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ทีประจำการใน สปป.ลาว เวียดนาม และฟิลิปปินส์ เนื่องจากมีรายงานว่าอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้ที่ต้องเดินทางกลับประเทศ ส่วนประเทศในภูมิภาคเอเชียอื่น ๆ ได้แก่ ศรีลังกา เนปาล…

สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลา เพิ่มแรงกดดันทางการเมือง

หน่วยยามชายฝั่งของสหรัฐฯ เมื่อ 22 ธันวาคม 2568 เปิดเผยกับสื่อมวลชนต่างประเทศว่าได้ปฏิบัติการยึดเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลา เป็นลำที่ 3 เนื่องจากสหรัฐฯ เชื่อว่าเรือบรรทุกน้ำมันดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ “dark fleet” หรือ “shadow fleet” ซึ่งหมายถึงเรือบรรทุกสินค้าผิดกฎหมาย เรือที่ติดธงปลอม เรือที่ขึ้นทะเบียนไม่ถูกต้อง รวมทั้งเรือที่จงใจบิดเบือนและปิดบังข้อมูลระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ (AIS) เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ที่เวเนซุเอลาใช้สำหรับละเมิดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ก่อนหน้านี้ หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เริ่มจับตาความเคลื่อนไหวของกระบวนการดังกล่าว และประเมินว่าเวเนซุเอลามีแนวโน้มใช้ dark fleet เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้เมื่อ 11 ธันวาคม 2568 หน่วยยามชายฝั่งสหรัฐฯ ปฏิบัติการสกัดกั้นและยึดเรือบรรทุกน้ำมัน Skipper ที่เดินเรือออกจากเวเนซุเอลา และอยู่ในน่านน้ำสากล เป็นครั้งแรก สะท้อนว่า ปัจจุบัน หน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ เฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวของเรือขนส่งสินค้าในภูมิภาคอเมริกาใต้อย่างใกล้ชิด และกำลังจะยกระดับการสกัดกั้นภัยคุกคามจากการเฝ้าระวัง ไปสู่การปฏิบัติการตอบโต้ด้วยการยึดเรือไว้ตรวจสอบ เพื่อขยายผลและป้องกันภัยคุกคามจากการเดินเรือสินค้าผิดกฎหมายต่อไป ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค และปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ เนื่องจากมีมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลา ตลอดจนปรามปรามการกระทำผิดกฎหมายในน่านน้ำสากล ด้านผู้นำเวเนซุเอลาระบุว่าสหรัฐฯ ต้องการบั่นทอนเศรษฐกิจ ความมั่นคง…

สื่อต่างประเทศติดตามการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนประเด็นไทย-กัมพูชา

สำนักข่าวต่างประเทศยังคงให้ความสนใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชาใน 22 ธันวาคม 2568 โดยรายงานกรณีการปะทะทางการทหารที่ยังคงตึงเครียด ขณะที่มาเลเซียผลักดันให้อาเซียนมีกำหนดจัดการประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ใน 22 ธันวาคม 2568 เพื่อหารือแนวทางการทำความตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชาอีกครั้ง หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการมีส่วนร่วมในการทำให้ไทย-กัมพูชาลงนามในความตกลงไปก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ สื่อรายงานท่าทีและความคาดหวังของผู้แทนฝ่ายไทยและกัมพูชา โดยรายงานว่าฝ่ายไทยมีมุมมองเชิงบวกต่อการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะกำหนดเงื่อนไขระหว่างประเทศเพื่อนบ้านให้ชัดเจน พร้อมยืนยันว่ากัมพูชาต้องหยุดยิงก่อน ด้านผู้แทนฝ่ายกัมพูชาให้ความเห็นว่าการพูดคุยครั้งนี้อาจฟื้นฟูสันติภาพ เสถียรภาพและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านได้ พร้อมย้ำว่าการแก้ไขปัญหาต้องดำเนินการตามแนวทางสันติภาพ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศประเมินว่าสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคงมีการปะทะ และไม่มีการเจรจาสองฝ่าย ทำให้อาเซียนเผชิญความท้าทายอย่างมาก เพราะรัฐบาลของไทยและกัมพูชายังไม่ส่งสัญญาณว่าจะยุติปฏิบัติการทางทหารและเจรจากัน แม้ว่าจะมีรายงานว่าประชาชนจำนวนมากต้องกลายเป็นผู้อพยพ โดยฝั่งไทยมีประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่จำนวน 400,000 คน ส่วนกัมพูชามีจำนวน 525,000 คน การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษ ที่มาเลเซียครั้งนี้ จะเป็นการเผชิญหน้ากันโดยตรงครั้งแรกระหว่างผู้แทนทางการทูตของไทยและกัมพูชา หลังจากความขัดแย้งที่เริ่มขึ้นเมื่อ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งการประชุมครั้งนี้จะมีนาย Mohamad Hasan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียเป็นประธาน คาดหวังให้อาเซียนยังคงเป็นกลไกกลางในการผ่อนคลายความขัดแย้งระหว่างประเทศสมาชิก และต้องการให้มีการประกาศยุติการปะทะทางทหารระหว่างกัน เพื่อเสริมสร้างบรรยากาศการแก้ไขข้อพิพาทอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ทั้งนี้ สหรัฐฯ แสดงการสนับสนุนบทบาทของอาเซียนในครั้งนี้ด้วย โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีถ้อยแถลงเมื่อ 21 ธันวาคม 2568…

สื่อต่างชาติรายงานการปะทะทางทหารระหว่างไทย-กัมพูชาลดลง

สื่อต่างชาติเมื่อ 20-21 ธันวาคม 2568 ลดการรายงานการปะทะทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาลดลง แต่ไปเน้นการรายงานความพยายามของฝ่ายที่ 3 นอกเหนือจากไทยและกัมพูชาที่เรียกร้องและกดดันให้ทั้งสองฝ่ายยุติความขัดแย้งระหว่างกัน โดยเห็นว่าการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษที่จะมีขึ้นที่มาเลเซีย ใน 22 ธันวาคม 2568 จะมีการผลักดันให้มีการหารือเรื่องการหยุดยิงของทั้งสองประเทศ สื่อรายงานว่าการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษ ดังกล่าวเกิดขึ้น ควบคู่ไปกับแรงกดดันของมหาอำนาจทั้งสองประเทศ คือจีนและสหรัฐฯ ที่ออกมามีบทบาทในเรื่องนี้มากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งจีน มีท่าทีจากทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศ และยังส่งผู้แทนพิเศษฝ่ายกิจการตะวันออกของจีนพบหารือกับไทย และกัมพูชา พร้อมกับยืนยันท่าทีของจีนในความพร้อมที่จะแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของจีนในการเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจา ขณะที่สหรัฐฯ ก็มีท่าทีจากรัฐมนตรีต่างประเทศเมื่อ 20 ธันวาคม 2568 ที่เชื่อมั่นว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะสามารถหาทางออกในเรื่องการหยุดยิงได้ในสัปดาห์หน้า  และมีภารกิจสำคัญที่จะนำทั้งสองฝ่ายเข้าสู่การเจรจาให้ได้ นอกจากสื่อต่างประเทศรายงานประเด็นดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีท่าทีจากนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียซึ่งโพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อ 21 ธันวาคม 2568 ว่า การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษจะเป็นไทยกับกัมพูชาเจรจากันได้อย่างเปิดเผยและสร้างสรรค์ เพื่อบรรเทาความตึงเครียดระหว่างกัน และหาทางออกสู่สันติภาพอย่างยุติธรรมและยั่งยืน การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และการเกี่ยวพัน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ ความมั่นคงในภูมิภาค และความเป็นเอกภาพของอาเซียน สำหรับสื่อกัมพูชา นอกจากรายงานกรณีโฆษกของกัมพูชาประณามไทยกรณีกองทัพอากาศของ ใช้ F-16…

ผู้นำรัสเซียมั่นใจจะได้รับชัยชนะในสงคราม

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียมีถ้อยแถลงประจำปีเมื่อ 19 ธันวาคม 2568 โดยสาระสำคัญส่วนใหญ่แสดงความเชื่อมั่นว่ารัสเซียจะได้รับชัยชนะในการปฏิบัติการทหารในยูเครน เพราะปัจจุบันมีความคืบหน้าอย่างมากและเชื่อว่าจะสามารถยึดพื้นที่ในยูเครนได้เพิ่มเติมภายในปี 2568 และจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายในอนาคตอันใกล้ ซึ่งมีนัยหมายถึงการผนวกดินแดนในภาคตะวันออกของยูเครน นอกจากนี้ ประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจจากถ้อยแถลงดังกล่าว เช่น ย้ำเงื่อนไขของรัสเซียที่จะนำไปสู่การยุติสงคราม ซึ่งหากยูเครนและประเทศตะวันตกยังไม่ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว รัสเซียก็พร้อมจะยกระดับการปฏิบัติการทางทหารเชิงรุกมากขึ้น รวมทั้งยังขู่ยูเครนว่ารัสเซียจะขยายพื้นที่กันชนระหว่างรัฐ หรือ buffer zone เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติในระยะยาวด้วย ถ้อยแถลงประจำปีของผู้นำรัสเซียครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ประชาชนชาวรัสเซียส่งคำถามเข้าไปถามผู้นำประเทศด้วย มีรายงานว่าประชาชนส่งคำถามเข้าไปมากกว่า 3 ล้านข้อความ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการถาม-ตอบเกี่ยวกับสถานการณ์ยูเครน ซึ่งกลยุทธ์แบบนี้ของรัฐบาลรัสเซียเป็นโอกาสให้ประชาชนชาวรัสเซียทั้งในประเทศและในต่างประเทศ รู้สึกใกล้ชิดกับผู้นำ ผู้นำรัสเซียยังเปิดเผยด้วยว่า ปัจจุบันรัสเซียมีขีดความสามารถด้านการทหารที่แข็งแกร่งและเพิ่มขึ้น เนื่องจากพร้อมจะใช้ระบบขีปนาวุธรุ่น Oreshnik, Burevestnik และ Poseidon เพื่อป้องกันภัยคุกคามทางการทหาร อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีปูตินปฏิเสธคำกล่าวโทษของยุโรปที่ประเมินว่า รัสเซียมีแผนจะโจมตีและรุกรานยุโรปก่อน โดยผู้นำรัสเซียยืนยันว่าไม่เป็นความจริงและเป็นเรื่องไร้สาระที่มาจากนักการเมืองในยุโรป ที่มีอาการจิตผิดปกติและใช้ความหวาดกลัวข่มขู่คุกคามประชาชน ท่าทีของผู้นำรัสเซียมีขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเร่งประสานงานระหว่างรัสเซียและยูเครน เพื่อโน้มน้าวให้ทั้ง 2 ประเทศเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง และทำข้อตกลงตามแผนการที่สหรัฐฯ เสนอ โดยมีรายงานว่า…