อิหร่านพร้อมเจรจากับสหรัฐฯ แต่ยืนยันปกป้องความมั่นคงของประเทศ

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ล่าสุดเมื่อ 30 มกราคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเปิดเผยระหว่างการเยือนตุรกีว่า อิหร่านพร้อมเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อลดระดับความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างกัน หากสหรัฐฯ ยกเลิกพฤติกรรมข่มขู่คุกคามในภูมิภาค นอกจากนี้ อิหร่านจำเป็นต้องยืนยันการปกป้องความมั่นคงของชาติ และจะไม่เจรจาประเด็นการพัฒนาขีปนาวุธและขีดความสามารถด้านการทหารของอิหร่าน ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสหรัฐฯ เพิ่มจำนวนเรือและเครื่องบินรบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่องเมื่อต้น มกราคม 2569 ทำให้นานาชาติประเมินว่าสหรัฐฯ อาจเตรียมพร้อมปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน เพื่อกดดันให้เปลี่ยนแปลงทางการเมืองและยกเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ท่าทีของอิหร่านอาจช่วยลดระดับความตึงเครียดในภูมิภาค และส่วนหนึ่งอาจเป็นผลงานของรัฐบาลตุรกี ที่เสนอเป็นผู้ประสานงานและตัวกลางเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในอนาคต เพราะประเทศในภูมิภาคไม่ต้องการให้ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ขยายตัวจนส่งผลกระทบต่อบรรยากาศด้านความมั่นคงในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันก็เผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ในฉนวนกาซาอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตุรกีพบหารือกับนาย Steve Witkoff ผู้แทนการเจรจาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ เมื่อ 29 มกราคม 2569 จึงคาดว่าตุรกีจะมีบทบาทสำคัญในการควบคุมบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ต่อไป ความตึงเครียบดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกผันผวนระยะสั้น และทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีรูปแบบความสัมพันธ์ในลักษณะที่ไม่แน่นอนต่อไป เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กำลังใช้ทฤษฎี madman ด้วยการใช้เครื่องมือทางทหารข่มขู่อิหร่าน และแม้อิหร่านจะยินดีเจรจากับสหรัฐฯ แต่ตั้งเงื่อนไขชัดเจนว่าสหรัฐฯ…

IAEA เตือนความเสี่ยงโรงงานนิวเคลียร์ในยูเครน

องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency) หรือ IAEA ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้การดำเนินงานของสหประชาชาติ (UN) เมื่อ 30 มกราคม 2569 เตือนความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ในยูเครน เนื่องจากปัจจุบัน รัสเซียยังคงปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของยูเครน เพื่อหวังกดดันยูเครนให้ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ขาดแคลนพลังงาน และยอมแพ้รัสเซีย โดยโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ของยูเครนก็ยังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วย ซึ่ง IAEA กังวลว่าสถานการณ์การสู้รบและเป้าหมายทางการทหารของรัสเซียในยูเครนอาจนำไปสู่วิกฤตความปลอดภัยระดับโลก ท่าทีของ IAEA มีขึ้นระหว่างการประชุมที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย เพื่อสะท้อนมุมมองขององค์กรระหว่างประเทศต่อผลกระทบด้านความมั่นคงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ โดย IAEA รายงานว่า โรงงานพลังงานนิวเคลียร์อย่างน้อย 4 แห่งในยูเครนยังอยู่ในความเสี่ยง แม้ว่ารัสเซียจะยืนยันกับประชาคมระหว่างประเทศว่าจะไม่โจมตีโรงงานดังกล่าวแล้ว แต่การที่รัสเซียโจมตีและทำลายโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ต่าง ๆ ก็สร้างความเสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ของยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานของเครื่องจักรและระบบหล่อเย็นที่จำเป็นต้องใช้ในโรงงานนิวเคลียร์ ปัจจุบันโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ของยูเครนที่ดำเนินการอยู่มี 4 แห่ง อยู่ในการควบคุมของรัฐบาลยูเครน 3 แห่ง และอีก 1 แห่งอยู่ในภูมิภาค Zaporizhzhia ซึ่งรัสเซียส่งทหารเข้าไปควบคุมพื้นที่  ที่ผ่านมา…

จีนคัดค้านปานามา กรณียกเลิกสัญญาสัมปทานท่าเรือ

รัฐบาลจีนเมื่อ 30 มกราคม 2569 ประกาศคัดค้านมาตรการของศาลฎีกาปานามา ที่มีคำตัดสินให้เพิกถอนสัญญาสัมปทานของบริษัท CK Hutchison ของฮ่องกง ที่เข้าไปบริหารท่าเรือในปานามา โดยใช้เหตุผลว่าการดำเนินการของบริษัทดังกล่าวที่เข้าไปพัฒนาท่าเรือจำนวน 2 แห่งในคลองปานามา ได้แก่ ท่าเรือ Balboa ทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและท่าเรือ Cristobal ทางฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก นั้น ขัดกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายของประเทศ ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันว่าบริษัท CK Hutchison ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และรัฐบาลจีนพร้อมจะใช้ทุกวิธีการเพื่อปกป้องสิทธิของบริษัทจีนที่อยู่ในต่างประเทศ จีนมีมุมมองว่ามาตรการของรัฐบาลปานามา เป็นผลจากแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ปานามาลดอิทธิพลของจีนในคลองปานามา ตั้งแต่เมื่อปี 2568 โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุชัดเจนว่าต้องการให้สหรัฐฯ กลับเข้าไปมีสิทธิเป็นเจ้าของและบริหารจัดการคลองปานามา กังวลกับบทบาทและอิทธิพลของบริษัทจีนที่เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการของคลองปานามา ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ที่สำคัญของดลกและสหรัฐฯ เพราะผู้นำสหรัฐฯ มีมุมมองว่าบทบาทของจีนอาจเป็นผลเสียต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ กรณีดังกล่าวทำให้ปานามา กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการแข่งขันอิทธิพลระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในภูมิภาคอเมริกา สำหรับบริษัท CK Hutchison เป็นบริษัทบริหารท่าเรือสัญชาติฮ่องกง ก่อตั้งโดยนาย หลี คา-ฉิง นักธุรกิจชาวฮ่องกง ปัจจุบัน บริหารท่าเรืออยู่ใน 24 ประเทศ รวมทั้งสหราชอาณาจักร ทั้งนี้ ศาลฎีกาปานามาเริ่มการพิจารณาเพิกถอนสัมปทานบริษัทดังกล่าวตั้งแต่เมื่อกลางปี 2568 ก่อนหน้านี้…

ชาวอเมริกันชุมนุมทั่วประเทศ คัดค้านมาตรการจัดการผู้อพยพ

ชาวอเมริกันทั่วประเทศรวมตัวกันเมื่อ 30 มกราคม 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อคัดค้านมาตรการและนโยบายของรัฐบาลต่อการจัดการผู้อพยพในประเทศที่มีการใช้ความรุนแรง และล่าสุดทำให้เกิดเหตุการณ์สังหารนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอเมริกันจำนวน 2 คน ทำให้ชาวอเมริกันไม่พอใจอย่างมาก นอกจากนี้ การชุมนุมทั่วประเทศยังมีขึ้นในช่วงเดียวกันกับที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เริ่มการไต่สวนกรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรแห่งสหรัฐฯ (ICE) สังหารนาย Alex Pretti นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวอเมริกันเมื่อ 24 มกราคม 2569 แต่ยังไม่มีการไต่สวนกรณีเจ้าหน้าที่ ICE สังหารนาง Renee Nicole Good นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันเมื่อ 7 มกราคม 2569 สถานการณ์การชุมนุมประท้วงในรัฐมินเนโซตา น่าจับตามองมากที่สุด เพราะผู้ชุมนุมได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ รวมทั้งรัฐบาลท้องถิ่น เพราะมีมุมมองว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กระทำเกินหว่าเหตุ และไม่พอใจมาตรการส่งเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงของรัฐบาลกลางไปประจำการและควบคุมสถานการณ์การประท้วงในรัฐมินเนโซตา ทำให้ประชาชนชาวอเมริกันเผชิญความหวาดกลัวและถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ ICE ยืนยันว่าเข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่เพื่อปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายเท่านั้น เนื่องจากรัฐมินเนโซตามีผู้อพยพชาวโซมาเลียอยู่จำนวนมาก และรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันต้องการปราปบรามผู้อพยพผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เนื่องจากคาดว่าจะช่วยลดอาชญากรรมและเพิ่มพูนความปลอดภัยให้สังคม การประท้วงรัฐบาลประเด็นนโยบายปราบปรามผู้อพยพในประเทศ มีแนวโน้มจะยืดเยื้อและอาจขยายตัวกลายเป็นความรุนแรงและความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับชาวอเมริกันบางส่วนที่ไม่ชื่นชอบนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้านผู้อำนวยการ ICE พยายามลดระดับความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจต่อสังคมด้วยการระบุว่า ปฏิบัติการของ…

อิหร่านโต้สหรัฐฯ พร้อมรับมือ หากมีการโจมตีทางทหาร

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังจากสหรัฐฯ ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบไปประจำการในภูมิภาคเพิ่มเติม พร้อมกับที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศข้อความข่มขู่รัฐบาลอิหร่านให้ยุติการปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงในกรุงเตหะราน และยินยอมเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ด้านนาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านตอบโต้กับคำขู่ของสหรัฐฯ เมื่อ 28 มกราคม 2569 โดยระบุว่ากองทัพอิหร่านพร้อมรับมือกับการโจมตีทุกรูปแบบของสหรัฐฯ ทั้งทางบก ทางทะเล และอากาศ เนื่องจากที่ผ่านมา อิหร่านมีประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งจากสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้กองทัพอิหร่านแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้น สหรัฐฯ หรือประเทศใดก็ตามที่โจมตีอิหร่านจะต้องเผชิญกับการตอบโต้และผลที่ตามมาอย่างรุนแรง อิหร่านแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ แต่ก็มีการเตรียมความพร้อม โดยมีรายงานในห้วงเดียวกันว่า รัฐบาลอิหร่านมอบอำนาจพิเศษให้รัฐบาลท้องถิ่นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์โจมตีหรือความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นในอิหร่านหลายพื้นที่เริ่มสั่งการนำเข้าสินค้าอุปโภค อาหาร น้ำสะอาด และพลังงาน โดยไม่ต้องทำตามระเบียบการนำเข้าอย่างเคร่งครัด เพื่อพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม สื่อในอิหร่านรายงานว่ารัฐบาลท้องถิ่นดำเนินการอย่างยากลำบาก เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลอิหร่านตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกรรมเพื่อเตรียมการสำหรับเหตุฉุกเฉินในประเทศ บรรยากาศความมั่นคงในอิหร่านมีแนวโน้มจะตึงเครียดต่อไปจนถึงห้วง กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากสหรัฐฯ ยังเดินหน้าทยอยส่งเรือรบและเครื่องบินรบเข้าไปประจำการในภูมิภาค ล่าสุดส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS Abraham Lincoln ไปประจำการในทะเลอาระเบีย และประกาศว่าจะปฏิบัติการซ้อมรบทางอากาศกับพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงยืนยันคำขู่ที่จะโจมตีอิหร่านด้วยเครื่องมือทางทหาร หากยังมีรายงานการปราบปรามผู้ประท้วงด้วยมาตรการรุนแรง นอกจากนี้ ทั่วโลกกำลังประเมินความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะดำเนินการจัดการความมั่นคงในอิหร่านแบบเดียวกันกับวิธีการที่ใช้ในเวเนซุเอลา…

มาเลเซียเร่งร่างกฎหมายควบคุมการใช้งาน AI อย่างไม่เหมาะสม

รัฐบาลมาเลเซียให้ความสำคัญกับการควบคุมภัยคุกคามและอันตรายต่อสังคม รวมทั้งความมั่นคงแห่งชาติ จากการที่มีผู้ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) แบบไม่เหมาะสม เพื่อเผยแพร่ข้อมูลปลอมและข้อมูลบิดเบือน โดยฝ่ายนิติบัญญัติมาเลเซียเริ่มเสนอแนวคิดและร่างกฎหมาย AI Gover­nance Bill ตั้งแต่ พฤศจิกายน 2568 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เน้นการควบคุมและป้องกันการใช้เทคโนโลยี AI ไปสร้างเนื้อหาคลิปวิดีโอปลอม (deepfake) ซึ่งเคยเกิดเหตุดังกล่าวแล้วหลายครั้ง จนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อผู้นำมาเลเซียและรัฐบาล เป้าหมายสำคัญของกฎหมาย AI Gover­nance Bill คือ การกำหนดให้ผู้ผลิตเนื้อหาจาก AI รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดจากเนื้อหาที่สร้างขึ้น กำหนดแนวปฏิบัติที่ดี ให้สาธารณะมีส่วนร่วมในการคัดกรองเนื้อหา รวมทั้งกำหนดขั้นตอนการควบคุมเนื้อหาที่ผลิตด้วย AI ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้สมดุลระหว่างการส่งเสริมทักษะการใช้ AI และการป้องกันภัยคุกคาม ปัจจุบัน สื่อมวลชนมาเลเซียรายงานความคืบหน้าการจัดทำกฎหมายดังกล่าว พร้อมเผยแพร่ข้อมูลที่โน้มน้าวประชาชนได้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องควบคุมการใช้งาน AI โดยเมื่อ 29 มกราคม 2569 คณะกรรมาธิการการสื่อสารและมัลติมีเดียของมาเลเซียเปิดเผยว่า ในห้วง 3 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐบาลมาเลเซียต้องกำจัดเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นข่าวปลอม และสร้างจากเทคโนโลยี GenAI ไม่ต่ำกว่า 225,000 เนื้อหา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเป็นอันตรายต่อสังคม…

ผู้นำสหราชอาณาจักรเยือนจีน

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักรเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ พร้อมคณะนักธุรกิจและผู้ประกอบการกิจการรายใหญ่จำนวนประมาณ 60 คน เป้าหมายเพื่อพัฒนาความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ โดยการเยือนครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อ 28 มกราคม 2569 ใช้เวลา 3 วัน เพื่อให้ผู้นำสหราชอาณาจักรและผู้นำจีนได้พบหารือกันที่กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน สื่อทั่วโลกให้ความสนใจกับการเยือนครั้งนี้อย่างมาก เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ เป็นผู้นำสหราชอาณาจักรคนแรกที่เยือนจีน ตั้งแต่ปี 2561 เท่ากับเป็นการเยือนระดับผู้นำครั้งแรกในรอบ 8 ปี โดยสื่อมวลชนจีนมีมุมมองว่า การเยือนจีนครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ รวมทั้งสะท้อนให้นานาชาติเห็นว่าจีนพร้อมต้อนรับและเพิ่มพูนความร่วมมือกับประเทศที่ต้องการสร้างเสริมระเบียบโลกที่เท่าเทียม มั่นคงและมั่งคั่งระหว่างกัน ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้ามีแนวโน้มจะเป็นหัวใจสำคัญของการเยือนระหว่างประเทศครั้งนี้ โดยนายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์ให้คำมั่นกับชาวอังกฤษว่าการเยือนครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเชื่อมโยงนักธุรกิจและผู้ประกอบการระหว่าง 2 ประเทศ และไม่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติ อย่างไรก็ตาม นักการเมืองและชาวอังกฤษบางส่วนกังวลว่าจีนจะดำเนินนโยบายที่ไม่น่าเชื่อถือ และยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหราชอาณาจักร เพราะก่อนหน้านี้ หน่วยข่าวกรองของสหราอาณาจักร (MI5) มีหลักฐานและรายงานขแจ้งเตือนจำนวนมากที่บ่งชี้ว่า จีนพยายามปฏิบัติการลับโดยใช้สายลับแทรกซึม สายลับอิทธิพล และการโจมตีทางไซเบอร์ เพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของสหราชอาณาจักร ชาวอังกฤษจำนวนมากมีมุมมองเชิงลบต่อรัฐบาลจีนเพราะกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งต่อชาวอุยกูร์และชาวฮ่องกง ทำให้การเยือนจีนครั้งนี้ตกเป็นกระแสวิจารณ์จากประชาชนในประเทศ มากไปกว่านั้น…การที่นายกรัฐมนตรีสตาร์เมอร์เยือนจีนในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรในยุโรปค่อนข้างสั่นคลอนจากการดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์…

การประชุมอาเซียนระดับรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการที่ฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์เป็นประธานจัดการประชุมอาเซียนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AMM Retreat) ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์เมื่อ 29 มกราคม 2568 โดยมีนายเกา กิม กวน เลขาธิการอาเซียนเข้าร่วมการประชุมพร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้ธีมหรือหัวข้อหลักในการประชุมอาเซียนปี 2569 คือ “Navigating Our Future, Together.” สำหรับการประชุมครั้งนี้จะหารือประเด็นผลประโยชน์และความกังวลร่วมกันของประเทศสมาชิก และพิจารณาแนวทางส่งเสริมความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาคร่วมกัน เพื่อตั้งเป้าหมายร่วมกันที่จะดำเนินการหารือตลอดปี 2569 ประเด็นการหารือสำคัญในการประชุมครั้งนี้ ได้แก่ สถานการณ์ความมั่นคงทางการเมืองในเมียนมาหลังจากการเลือกตั้งทั่วไป เหตุการณ์ในทะเลจีนใต้ และความขัดแย้งบริเวณพรมแดนไทย-กัมพูชา ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฟิลิปปินส์นำเสนอมุมมองต่อที่ประชุมว่า ปัจจุบันสถานการณ์ด้านความมั่นคงของโลกมีประเด็นท้าทาย ซับซ้อน และเชื่อมโยงกันมากขึ้น ฟิลิปปินส์พร้อมจะร่วมมือกับสมาชิกอาเซียน โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรอาเซียน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน ทั้งประเด็นความมั่นคงทางทะเล ความขัดแย้งในประเทศ ความขัดแย้งบริเวณพรมแดน และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ฟิลิปปินส์มีมุมมองเชิงบวกต่อการประชุมครั้งนี้ โดยระบุว่าอาเซียนได้ร่วมกันกำหนดประเด็นสำคัญและแนวทางหารือเพื่อจัดการความมั่นคงของภูมิภาคร่วมกันต่อไป พร้อมย้ำว่าฟิลิปปินส์มีบทบาทโดดเด่นด้านการส่งเสริมการเจรจาทางการเมืองในเมียนมา การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และมีความมุ่งมั่นจะจัดการสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ตามกฎหมายระหว่างประเทศต่อไป อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าชาวฟิลิปปินส์บางส่วนรวมตัวกันที่เมืองเซบูเพื่อประท้วงคัดค้านรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในประเทศได้ และวิจารณ์ว่าพยายามใช้เวทีการประชุมนานาชาติเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากนานาชาติ การประชุม AMM Retreat นอกจากเป็นประโยชน์ต่อการแสดงบทบาทของฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนแล้ว ยังเป็นโอกาสให้ผู้แทนระดับสูงฝ่ายไทยได้เข้าร่วมการหารืออย่างไม่เป็นทางการแบบขยาย…

อินเดียบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป

รัฐบาลอินเดียและสหภาพยุโรปร่วมลงนามในข้อตกลงการค้าสำคัญระหว่างกันที่อินเดีย ระหว่างการประชุมสุดยอดอินเดีย-สหภาพยุโรป เมื่อ 27 มกราคม 2569 เป็นผลจากการเจรจาข้อตกลงการค้ามานานกว่า 20 ปี และทั้ง 2 ฝ่ายเชื่อว่าข้อตกลงนี้จะเป็นกรอบความร่วมมือสำคัญสู่อนาคต รวมทั้งจะช่วยเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ เพราะข้อตกลงดังกล่าวเป็นการเชื่อมโยงสมาชิกสหภาพยุโรปจำนวน 27 ประเทศกับอินเดีย ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในโลก แซงหน้าจีน โดยสาระสำคัญของข้อตกลงฉบับนี้ คือ การลดอัตราภาษีการค้าระหว่างกัน ปัจจุบันอินเดียกำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรปสูงถึงร้อยละ 30 หลังจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายจะหารือรายละเอียดและจัดทำข้อตกลงร่วมกันอย่างใกล้ชิด คาดว่าจะเริ่มปฏิบัติตามข้อตกลงได้ในปี 2570  ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นผลงานสำคัญของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ของอินเดีย และเอื้อให้เศรษฐกิจอินเดียมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น ก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรปตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preference-GSP) ต่ออินเดียเมื่อปี 2566 ทำให้อินเดียต้องเร่งเจรจาข้อตกลงเพื่อให้สินค้าและบริการของอินเดียสามารถส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ได้ราบรื่น โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าประเภทเครื่องนุ่งห่ม และเครื่องประดับ ขณะเดียวกัน อินเดียต้องเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรปมากขึ้น รวมทั้งเปิดรับการลงทุนและนักธุรกิจจากสหภาพยุโรปไปดำเนินธุรกิจในอินเดีย เฉพาะอย่างยิ่งตลาดการเงิน อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมทางทะเลและการโทรคมนาคมสื่อสาร ที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียพยายามปกป้องตลาดอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ผลิตในประเทศ อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงกับสหภาพยุโรปจะมีการกำหนดประเด็นนี้อย่างละเอียดรอบคอบ…

กัมพูชาเพิ่มทางเลือกเส้นทางขนส่งออกผลไม้และผักไปจีนผ่านลาว

กัมพูชาต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าไปจีนกว่าร้อยละ 50 ของการส่งออกทั้งหมด และกำลังเพิ่มทางเลือกเส้นทางขนส่งไปจีน เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการค้าผ่านชายแดน ทั้ง ๆ ที่ในเวทีระหว่างประเทศได้ปรับทิศทางไปสนับสนุนสหรัฐฯ  เช่น เข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ของสหรัฐฯ และพบกับพลเรือเอก แซมมวล พาพาโร ผู้บัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ  ในโอกาสที่เรือรบของสหรัฐฯ  เทียบท่าที่เมืองสีหนุวิลล์ ระหว่าง 24-28 มกราคม 2569 นอกจากนี้ ยังส่งสัญญาณไปยังสหรัฐฯ ในทุกช่องทาง และต่อเนื่องว่ากัมพูชาขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการทำให้เกิดข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชาที่มาเลเซียเมื่อ ตุลาคม 2568 เส้นทางส่งออกสินค้าไปจีนอีกเส้นทางหนึ่งที่กัมพูชาจะใช้ คือ ขนส่งสินค้าผ่านลาวที่กำลังเพิ่มมูลค่าการส่งออกด้วยการใช้เส้นทางรถไฟจีน-ลาวเช่นกัน โดยในการพบหารือระหว่างกระทรวงที่เกี่ยวข้องระหว่างกัมพูชากับลาว เมื่อ 25 มกราคม 2569 ได้มีการลงนามในข้อตกลงที่เรียกว่า “Transit and Transshipment of Agricultural Products through Laos” ที่กรุงพนมเปญ ซึ่งจะเป็นการขนส่งสินค้าจากกัมพูชา-ลาว-จีน เส้นทางนี้จะทำให้กัมพูชาลดต้นทุน ลดระยะวลา ลดอุปสรรคการขนส่งทางถนน และเพิ่มเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ รวมทั้งจะทำให้คุณภาพผัก…