เวียดนามได้อะไรบ้าง…? จากเยือนสหรัฐฯ เพื่อประชุม Board of Peace

พลตำรวจเอก โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ผู้นำสูงสุดเวียดนาม ออกเดินทางจากวอชิงตัน ดี.ซี เมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2569 กลับเวียดนามแล้ว หลังจากเข้าร่วมประชุม Board of Peace ครั้งที่ 1 ที่ วอชิงตัน ดี.ซี. ในฐานะประเทศสมาชิก ซึ่งเวียดนามได้คำชื่นชมอย่างมากจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในห้วงที่ได้มีการพบหารือกันที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า เวียดนามมีบทบาทสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือระดับโลกมากขึ้น ประธานาธิบดีทรัมป์ยังจะถอนเวียดนามออกจากบัญชี Strategic Export Control List (D1–D3) ซึ่งควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ซึ่งเดิมจะห้ามส่งออกสินค้า ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีที่ใช้ได้สองทาง (dual-use) ทั้งเชิงพาณิชย์และทหารไปยังเวียดนาม ซึ่งจะทำให้เวียดนามและสหรัฐฯ ใกล้ชิดกันด้านส่งออกยุทโธปกรณ์กันมากขึ้น รวมทั้งผู้นำสหรัฐฯ จะร่วมมือกับเวียดนามที่จะเพิ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี  พลตำรวจเอก โต เลิม ยังได้พบหารือผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งได้หารือประเด็นการค้า อวกาศ และสาธารณสุข ผู้นำสูงสุดเวียดนามยังใช้การเยือนสหรัฐฯ…

ผู้นำกัมพูชากล่าวหาไทยในห้วงที่เข้าร่วมประชุม Board of Peace ที่สหรัฐฯ

เป้าหมายหลักของสมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางไป วอชิงตัน ดี.ซี. นอกจากเข้าร่วมประชุม Board of Peace ก็คือ ใช้โอกาสดังกล่าวกระจายข่าวสาร (message) เชิงลบของไทยไปยังเวทีระหว่างประเทศ โดยใช้สื่อต่างประเทศเป็นกระบอกเสียง ควบคู่ไปกับสร้างผลงานให้กับ Board of Peace ที่สหรัฐฯ จัดตั้ง ด้วยการเสนอให้ดึง Board of Peace เข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะเดียวกันก็ใช้สื่อต่างประเทศ และสื่อในประเทศของกัมพูชาส่งสัญญาณไปยังมหาอำนาจที่ใกล้ชิด เช่น จีนว่าทำไมกัมพูชาต้องรักษาดุลอำนาจกับสหรัฐฯ สมเด็จฯ ฮุน มาแนตได้พบกับกับนายคริสโตเฟอร์ ลินเดา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2569 โดยในระหว่างการหารือได้พาดพิงไทยด้วยการเล่าประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา  สมเด็จฯ ฮุน มาแนตยังได้ชี้แจงถึงความจริงจังในการกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ของกัมพูชา รวมทั้งความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง โอกาสการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐฯ กับกัมพูชา  นายลินเดายังชื่นชมที่สมเด็จฯ ฮุน มาแนต เข้าร่วม Board of Peace ด้วย…

ความคืบหน้าการเจรจาโครงการนิวเคลียร์สหรัฐฯ-อิหร่าน

  สหรัฐฯ กับอิหร่านมีความคืบหน้าเชิงบวกในการเจรจาโครงการพัฒนานิวเคลียร์  ผู้แทนของอิหร่านให้ความเห็นเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ผลการเจรจาครั้งที่ 2 ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าใจหลักการร่วมที่จะแก้ไขความขัดแย้งเกี่ยวกับโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่ายังมีขั้นตอนดำเนินการ และรายละเอียดสำคัญอีกมากที่ตั้ง 2 ประเทศต้องร่วมมือกัน ด้านนาย Badr Albusaidi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมาน ซึ่งทำหน้าที่ผู้ประสานงานระบุว่าการเจรจามีความคืบหน้าและผลลัพธ์ที่ดี มีแนวโน้มจะเป็นจุดเริ่มต้นการตั้งเป้าหมายร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และสะท้อนว่าการเจรจายังคงเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการลดระดับความขัดแย้งระหว่างประเทศ สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการเจรจาดังกล่าว พิจารณาจากกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าจะมีส่วนร่วมทางอ้อมกับการเจรจากับอิหร่าน และเสนอแนะให้อิหร่านเข้าร่วมการเจรจาอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้น สหรัฐฯ อาจส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดไปปฏิบัติการในอิหร่านแทน ขณะที่รองประธานาธิบดีเจ.ดีแวนซ์ ของสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่าผู้แทนของทั้ง 2 ประเทศตกลงที่จะพบหารือกันต่อไปเป็นครั้งที่ 3 อิหร่านใช้ประโยชน์จากการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจสื่อมวลชนต่างประเทศจากประเด็นการประท้วงขับไล่รัฐบาลในประเทศ ให้ไปสนใจความคืบหน้าการเจรจาโครงการนิวเคลียร์แทน นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าอิหร่านต้องการซื้อเวลาด้วยการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อซ่อนอาวุธนิวเคลียร์ และเปลี่ยนเป้าหมายการเจรจาให้เป็นประเด็นที่ตอบสนองผลประโยชน์ของอิหร่านมากที่สุด ซึ่งการเจรจาเพื่อซื้อเวลานี้ เป็นเทคนิคที่อิหร่านใช้ในการเจรจากับนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง อิหร่านอาจกำลังใช้เทคนิคการรับมือกับแรงกดดันจากมหาอำนาจ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านระบุว่าเทคนิคการเจรจาของอิหร่านจะประกอบด้วยการทำให้สถานการณ์การเมืองในประเทศ “ดูเหมือน”…

โลกและไทยจะเผชิญความเสี่ยงอะไรบ้าง…..ในปี 2569

ในทุก ๆ ปี โลกของเราจะเผชิญกับความเสี่ยงต่อความเป็นอยู่ ความสงบสุข และสันติภาพ ซึ่งความเสี่ยงแต่ละเรื่องมีระดับความรุนแรง และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของมนุษย์มากน้อยไม่เท่ากัน  การรู้ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นก็จะเป็นผลดีต่อการรับมือทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติ รวมทั้งใช้เป็นโอกาสด้วยเช่นกัน ซึ่งในปี 2569 โลกมีความเสี่ยงหลาย ๆ เรื่อง ที่ต้องตามติดกันหลายเรื่องทีเดียว…. เมื่อ มกราคม 2569 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียง คือ World Economic Forum (WEF) ได้มีการเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นประเด็นความเสี่ยงระดับโลกปี 2569 จากผู้บริหารองค์กรต่างๆ และผู้เชี่ยวชาญ (Executive Opinion Survey – EOS) จากทั้งหมด 116 ประเทศ ผลก็คือว่า…. ความเสี่ยงอันดับ 1 ของโลก ได้แก่ การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์  อันดับ 2 -3 คือ ความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างรัฐ  และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ   ส่วนความเสี่ยงอันดับที่ 4 มี 2 ประเด็น ได้แก่…

3 ประเด็นสำคัญจากการประชุมความมั่นคงมิวนิกปี 2569 และข้อเสนอแนะต่อไทย

การประชุมระดับนานาชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ยังคงเป็นเวทีที่ประเทศมหาอำนาจใช้ประโยชน์เพื่อประกาศนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคง ตลอดจนต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน ในการประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference ) ครั้งที่ 62 เมื่อ กลางกุมภาพันธ์ 2569  ที่เยอรมนี ก็เช่นกัน เป็นโอกาสให้อย่างน้อย 3 มหาอำนาจของโลก ได้แก่ ยุโรป จีน และสหรัฐฯ ได้แสดงมุมมองต่อ “ระเบียบโลก” ที่กำลังเปลี่ยนแปลงและเป็นประเด็นถกเถียงในกลุ่มนักรัฐศาสตร์ปัจจุบัน บทความนี้จะสรุป 3 ประเด็นสำคัญจากการประชุมดังกล่าว และวิเคราะห์ว่ามหาอำนาจของโลกกำลังจะทำอะไรเพื่อรักษาระเบียบโลกแบบที่เป็นผลดีต่อประโยชน์ของตนเอง รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยควรจะมีลักษณะอย่างไรในระเบียบโลกที่กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบอยู่ด้วย ประเด็นแรก ความมั่นคงยุโรปในสภาพแวดล้อมที่กำลังล่มสลาย…… เยอรมนีเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความมั่นคงระดับโลกที่เมืองมิวนิก เมื่อ 13-15 กุมภาพันธ์ 2569 โดยเป็นการประชุมสำคัญสำหรับกลุ่มประเทศยุโรป และอาจมีความสำคัญมากกว่าการประชุมปีอื่น ๆ เนื่องจากยุโรปกำลังเผชิญความท้าทายจากนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากการบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ทำให้ระดับความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านความมั่นคงของกลุ่มพันธมิตรโลกตะวันตกสั่นคลอนและอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะนอกจากจะใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือกดดันประเทศคู่ค้าในยุโรปแล้ว สหรัฐฯ ยังระบุในเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงฉบับใหม่ว่าจะให้ยุโรปรับผิดชอบความมั่นคงของตนเอง ท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่เน้นนโยบาย America First ทำให้ยุโรป…

อิหร่านซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผู้แทนไปเจรจากับสหรัฐฯ ที่กรุงเจนีวา

อิหร่านใช้ทุกเครื่องมือเพื่อปกป้องความมั่นคงปลอดภัยของชาติและระบอบการเมือง ท่ามกลางแรงกดดันจากมหาอำนาจ ประเทศตะวันออกกลาง และประชาชนที่ไม่พอใจการบริหารจัดการของรัฐบาล มีรายงานว่า รัฐบาลอิหร่านอาจให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับการลดระดับความตึงเครียดในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ควบคู่กับป้องปรามและยับยั้งการรุกรานอิหร่าน เพราะปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงที่สหรัฐฯ จะร่วมมือกับต่างประเทศกดดันอิหร่านด้วยมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ รวมทั้งอาจเตรียมการโจมตีมาตุภูมิของอิหร่านด้วย เหตุการณ์ที่บ่งชี้ว่า อิหร่านให้ความสำคัญกับการปกป้องมาตุภูมิและการรักษาดุลความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ คือ กรณีมีรายงานเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า อิหร่านส่งนาย Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปกรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเจรจาเกี่ยวกับโครงการพัฒนานิวเคลียร์กับผู้แทนจากสหรัฐฯ เป็นครั้งที่ 2 โดยมีผู้แทนจากโอมานเป็นผู้ประสานงานเป้าหมายเพื่อให้บรรลุการทำข้อตกลงที่ยุติธรรมระหว่างกัน พร้อมกันนี้ กองทัพปฏิบัติอิหร่าน (IRGC) สั่งการซ้อมปฏิบัติกทางทางทหารในทะเล รหัส Smart Control of Hormuz Strait ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงที่สำคัญของอิหร่าน ภูมิภาคตะวันออกกลาง และการค้าระหว่างประเทศ เพราะเป็นช่องทางลำเลียงการค้าน้ำมันที่สำคัญ กองทัพอิหร่านย้ำว่าการซ้อมปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวเป็นไปเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคาม แต่สื่อมวลชนทั่วโลกประเมินว่าอิหร่านกำลังแสดงแสนยานุภาพทางการทหารเพื่อป้องกันไม่ให้สหรัฐฯ รวมทั้งประเทศอื่น ๆ รุกล้ำหรือแทรกแซงความมั่นคงของอิหร่าน ในช่วงที่ปัจจุบันยังคงมีผู้ชุมนุมประท้วงยืดเยื้อในประเทศ ตลอดจนอาจะเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ ที่ประกาศเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าจะส่งเรือบรรทุกเครื่องบินไปประจำการในตะวันออกกลางเพิ่มเป็นกองเรือที่ 2…

ผู้อพยพจะอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากมากขึ้นจากกระแสต่อต้านในหลายประเทศ

  ผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในประเทศต่าง ๆ ดูจะตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากมากขึ้นจากกระแสต่อต้านผู้อพยพในหลายประเทศ ไม่เฉพาะสหรัฐฯ แต่ยังรวมถึงยุโรป และญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีแนวโน้มจะมีการสกัดกั้นการเดินทางเข้าประเทศของผู้อพยพหน้าใหม่มากขึ้น องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration-IOM) ยังประเมินว่า สถานการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานของโลกในปี 2569 จะทวีความรุนแรงจากปัญหาความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรงในประเทศต่าง ๆ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ชีวิตของผู้อพยพไม่ว่าจะเข้าเมืองอย่างผิดหรือถูกกฎหมายในสหรัฐฯ ดูจะอยู่ยากมากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับมาตรการปราบปรามผู้อพยพอย่างเข้มงวด นับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2  โดยมีเป้าหมายจะเนรเทศผู้อพยพให้ได้ 1 ล้านคนต่อปี โดยอ้างว่าเพื่อแก้ไขปัญหาการเข้าเมืองผิดกฎหมาย และกำจัดอาชญากร  เพื่อให้สังคมอเมริกันมีความสุข และให้ความสำคัญกับชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก มาตรการที่สหรัฐฯ ใช้ เช่น  ระงับสิทธิประโยชน์และเงินอุดหนุนแก่ผู้ลี้ภัย และเพิกถอนสิทธิคุ้มครองชั่วคราวสำหรับผู้อพยพหรือผู้หนีภัยการสู้รบจากประเทศต่าง ๆ กว่า 1.3 ล้านคน พร้อมกำหนดเงื่อนเวลาในการเดินทางออก มิฉะนั้นจะมีความผิดฐานเข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือเนรเทศผู้ฝ่าฝืน รวมทั้งลดระยะเวลาการต่ออายุใบขออนุญาตทำงานของผู้ลี้ภัยจาก 5 ปี เป็น 18 เดือน และทบทวนสถานะผู้ลี้ภัย 19…

เมียนมาขับนักการทูตติมอร์-เลสเต

ความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับติมอร์-เลสเต ไม่ราบรื่นและอาจตึงเครียดขึ้น  รวมทั้งอาจกระทบต่อความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน จากความขัดแย้งระหว่างเมียนมากับติมอร์-เลสเต หลังจากมีรายงานเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า รัฐบาลเมียนมาสั่งขับนายเอลิซิโอ โด โรซาริโอ เดอ ซูซา อุปทูตรักษาการสถานเอกอัครราชทูตติมอร์-เลสเต ประจำเมียนมา  ให้เดินทางออกจากเมียนมาภายใน 20 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเป็นมาตรการตอบโต้ติมอร์-เลสเต ที่ให้ความร่วมมือกับกลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งชนชาติชิน (Chin Human Rights Organization-CHRO) ยื่นฟ้องร้องกองทัพเมียนมาในข้อหาก่ออาชญากรรรมสงคราม และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ซึ่งเมียนมามีมุมมองว่าติมอร์-เลสเตแทรกแซงกิจการภายใน เนื่องจากเนื้อหาการฟ้องร้องดังกล่าวพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพเมียนมาจำนวน 10 คน รวมทั้งพลเอกอาวุโสมินอ่องไลง์ ผู้นำสูงสุดของเมียนมาด้วย กลุ่มองค์กร Chin Human Rights Organization (CHRO) เป็นองค์กรชาวคริสต์ในรัฐชิน เลือกร่วมมือกับองค์กร Myanmar Accountability Project (MAP) ที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวเมียนมาและชนกลุ่มน้อยในเมียนมาอื่น ๆ และบริษัทด้านกฎหมายของติมอร์-เลสเต ชื่อ บริษัท Da Silva Teixeira & Associados Lda.…

กัมพูชาคาดหวังใช้แผนที่ฝรั่งเศสแก้ไขปัญหาพิพาทชายแดนไทย

สื่อมวลชนต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 2569 อ้างกรณีสมเด็จฯ ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาส่งหนังสือถึงประธานาธิบดีฝรั่งเศสลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อโน้มน้าวฝรั่งเศสให้มอบเอกสารแผนที่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชา ด้านการแก้ไขปัญหาอธิปไตยเหนือดินแดนในพื้นที่พิพาทบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยกัมพูชายินดีให้ฝรั่งเศสส่งทีมผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านแผนที่ไปช่วยเหลือกัมพูชาด้วย พร้อมกันนี้ ผู้นำรัฐบาลกัมพูชาเชื่อมั่นว่าฝรั่งเศสสนับสนุนการแก้ไขปัญหาพิพาทบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทยอย่างสันติและยั่งยืน เป้าหมายสำคัญคือใช้ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศอยู่ร่วมกันได้อย่างมั่นคง นักวิชาการในต่างประเทศแสดงความเห็นว่าความช่วยเหลือจากฝรั่งเศสอาจทำให้กัมพูชาได้เปรียบในการต่อรองกับไทย โดยนาง Soksamphoas Im ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัย Michigan State University ระบุว่าเอกสารของฝรั่งเศสได้รับการยอมรับจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice-ICJ) และสหประชาชาติ (UN) นอกจากนี้ ในกรณีพิพาทอื่น ๆ ICJ ก็รับพิจารณาเอกสารทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งแผนที่ในยุคอาณานิคมด้วย เช่น การแบ่งเส้นแดนระหว่างอินเดียและปากีสถานตามเอกสารของสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2490 และการพิจารณาข้อพิพาทเหนือดินแดนเกาะ Pedra Branca ระหว่างมาเลเซียกับสิงคโปร์เมื่อปี 2551 ก็ใช้เอกสารสมัยยุคอาณานิคมประกอบการพิจารณาเช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศมีมุมมองว่ากรณีผู้นำกัมพูชาขอรับการสนับสนุนจากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาณานิคม อาจทำให้สถานการณ์ความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซับซ้อนมากขึ้น พร้อมให้ความเห็นว่า สาเหตุสำคัญของปัญหาความขัดแย้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้…

จีนใช้มาตรการวีซ่าฟรีแก่ผู้ที่มีสัญชาติอังกฤษและแคนาดา

จีนขยายความสัมพันธ์อันดีกับประเทศในโลกตะวันตก ด้วยมาตรการผ่อนปรนการเดินทางเข้าประเทศ ล่าสุดเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2569 สื่อมวลชนจีนและสื่อต่างประเทศรายงานยืนยันว่า จีนจะใช้มาตรการวีซ่าฟรีแก่ผู้ที่มีสัญชาติอังกฤษและแคนาดา เริ่มตั้งแต่ 17 กุมภาพันธ์ – 31 ธันวาคม 2569  เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และผู้ที่ต้องการเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวจากทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งจะสามารถพำนักอยู่ในจีนได้นาน 30 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่า มาตรการดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ว่าจีนกับสหราชอาณาจักร และแคนาดา มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างกันมากขึ้น และจะเป็นผลดีต่อการส่งเสริมความไว้วางใจระหว่างประชาชน มาตรการวีซ่าฟรีเป็นเครื่องมือที่จีนใช้ในการเพิ่มพูนความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ที่ผ่านมา จีนใช้มาตรการวีซ่าฟรีแก่ประเทศต่าง ๆ แล้วอย่างน้อย 50 ประเทศ รวมทั้งฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี และออสเตรเลีย โดยครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายหลังจากผู้นำสหราชอาณาจักรเยือนจีนเมื่อ มกราคม 2569 และได้พบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน แม้ว่านานาชาติ รวมทั้งนักการเมืองในสหราชอาณาจักรจะเดือนว่าการดำเนินนโยบายต่างประเทศใกล้ชิดกับจีนอาจเป็นผลเสียต่อความมั่นคงของสหราชอาณาจักร เฉพาะอย่างยิ่งกรณีจีนจะขอสร้าง สอท.จีน/กรุงลอนดอน แห่งใหม่ แต่นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของสหราชอาณาจักร ก็ยังยืนยันว่าการปรับปรุงความสัมพันธ์กับจีนให้เป็นปกติ จะเป็นประโยชน์กับความมั่นคงและความมั่งคั่งของสหราชอาณาจักรมากกว่า…