อาวุธจากจีนเป็นจุดเปลี่ยนสงครามไทย-กัมพูชา 

นสพ.The New York Times ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความระบุ อาวุธจากจีนเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยอ้างรายงานข่าวกรองทางทหารของไทยว่า เมื่อ มิ.ย. 68 จีนได้ขนส่งจรวด กระสุนปืนใหญ่ และปืนครก ไปยังกัมพูชา จำนวน 42 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยจัดเก็บไว้ใกล้กับฐานทัพเรือเรียม และต่อมาอาวุธดังกล่าวถูกลำเลียงไปยังชายแดนทางเหนือของกัมพูชาซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทกับไทย สอดคล้องกับข้อมูลของกลุ่มสิทธิมนุษยชน Fortify Rights ที่ระบุว่า จรวดที่กัมพูชาใช้โจมตีไทยส่วนใหญ่มาจากจีน รายงานการขนส่งอาวุธดังกล่าว ทำให้ความพยายามของจีนที่จะแสดงบทบาทเป็นคนกลางผลักดันสันติภาพในเอเชีย ตอ.ต.ซับซ้อนยิ่งขึ้น ด้านนักวิเคราะห์แสดงความเห็นว่า การส่งมอบอาวุธน่าจะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้นำระดับสูงของจีน และด้วยการสนับสนุนจากจีน อาจทำให้นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา มั่นใจว่ากัมพูชาอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งกว่าในอดีต ส่งผลให้ความขัดแย้งครั้งนี้ค่อนข้างรุนแรง เพราะมีการใช้อาวุธหนักแทนการใช้ปืนไรเฟิลและปืนเล็ก โดยในปี 2554 ที่เกิดเหตุการณ์ปะทะครั้งใหญ่ระหว่างกัมพูชากับไทย กัมพูชาเผชิญกับปัญหาขาดแคลนอาวุธ ซึ่งผลักดันให้กัมพูชากระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับจีน หลังจากนั้นจีนได้กลายเป็นผู้สนับสนุนทางทหารหลักของกัมพูชา ทั้งสองประเทศได้จัดการฝึกซ้อมรบประจำปีร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ และในปี 2561 จีนยังให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่กัมพูชามากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ปัจจุบันอาวุธส่วนใหญ่ในคลังของกัมพูชามาจากจีน

สินค้าจีนมีแนวโน้มทะลักเข้าไทยมากขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน

ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดระบุว่า สินค้าจากจีนมีแนวโน้มไหลทะลักเข้าสู่ไทย และภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.  ซึ่งมีปัจจัยมาจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาวิกฤตของภาคอสังหาริมทรัพย์และการฟื้นฟูการบริโภคภายในประเทศ ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น การปรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ค้างอยู่ให้กลายเป็นพื้นที่ค้าปลีก การเพิ่มเงินอุดหนุนแก่ผู้ประกอบการและประชาชน โดยมาตรการดังกล่าวส่งผลให้เกิดการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยกำลังซื้อในประเทศยังไม่เพียงพอ ประกอบกับการส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ เผชิญกับการปรับขึ้นภาษี ทำให้ผู้ประกอบการจีนต้องหาตลาดรองเพื่อระบายสินค้าส่วนเกิน โดยเฉพาะอาเซียนและไทย ซึ่งยังกลายเป็นพื้นที่ประกอบชิ้นส่วนและขนส่งต่อเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีของสหรัฐฯ อีกด้วย นอกจากนี้ จีนยังลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการกระจายสินค้าในพื้นที่ชนบท ซึ่งช่วยให้ผู้ค้าออนไลน์ในชนบทกว่า 20 ล้านราย สามารถส่งออกสินค้าได้ในราคาถูก ขณะที่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีนยังใช้ระบบอัลกอริทึม และเครือข่ายในการกระจายสินค้าเพื่อผลักดันสินค้าจีนให้เข้าถึงผู้บริโภคในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้สินค้าไทยเสียเปรียบในการแข่งขันด้านราคา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อผู้ค้ารายย่อยไทยอย่างมาก

ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกไทยอาจได้รับผลกระทบจากชัตดาวน์สหรัฐฯ

หลายภาคส่วนเศรษฐกิจให้ความสนใจต่อกรณีรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ในภาวะปิดทำการ (ชัตดาวน์) โดยประเด็นที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะส่งผลกระทบต่อไทย คือ ปัญหาเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทอยู่ในทิศทางแข็งค่าต่อไป ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยที่จะชะลอตัวมากขึ้น เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และส่งผลต่อภาคการส่งออกไทยเพราะสินค้าจะสามารถแข่งขันในตลาดได้ยากขึ้นจากราคาที่แพงขึ้น กับทั้งอาจได้รับคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ ลดลงตามกำลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐฯ อาจล่าช้าจากการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารสินค้านำเข้า ซึ่งทั้งหมดทำให้ไทยมีความเสี่ยงสูญเสียมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ สูงถึง ๑๐,๖๘๐ ล้านบาทต่อเดือน

ไทยเสี่ยงถูกขึ้นบัญชีประเทศแทรกแซงค่าเงินจากสหรัฐฯ

  ภาคส่วนเศรษฐกิจ ได้แก่ กกร. และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ SCB EIC ยังคงให้ความสนใจกับสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่า โดยเตือนว่าการแข็งค่าของเงินบาทเป็นปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่ม  (Shock Amplifier) ที่จะซ้ำเติมความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่อยู่ในภาวะอ่อนแออยู่แล้ว ขณะเดียวกันยังเตือนว่า การแทรกแซงค่าเงินของ ธปท. อาจทำได้อย่างจำกัด เนื่องจากไทยเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเป็นประเทศที่แทรกแซงค่าเงิน (FX Manipulator) โดยไทยเข้าข่ายเกณฑ์ แล้วในประเด็นการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเกินร้อยละ 3 ของ GDP และการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ   ส่วนเกณฑ์ที่เหลือที่ไทยต้องเฝ้าระวังคือ การแทรกแซงค่าเงิน ส่งผลให้การเข้าดูแลค่าเงินบาทจำเป็นต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้ถูกขึ้นบัญชีเป็นประเทศแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับสหรัฐฯ ในอนาคต

ผลกระทบจากภาวะ Government Shutdown ต่อสหรัฐฯ

  รัฐบาลสหรัฐฯ ประสบภาวะ Government Shutdown ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 เนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ไม่อนุมัติงบประมาณรายจ่ายของภาครัฐ ทำให้หน่วยงานภาครัฐบางส่วนต้องยุติการให้บริการประชาชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐต้องยุติการทำงานชั่วคราว นอกจากนี้ สื่อสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าภาวะ Government Shutdown ครั้งนี้จะยืดเยื้อจนถึงห้วงสัปดาห์หน้า เพราะฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ จะยังไม่อนุมัติงบประมาณ แม้ว่าจะมีการประชุมใน 3 ตุลาคม 2568 เพราะความเห็นต่างระหว่างสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ที่ต่างฝ่ายต่างต้องการผลักดันงบประมาณเพื่อดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อฐานเสียงทางการเมือง ชาวอเมริกัน และชาวต่างชาติอาจได้รับผลกระทบจากภาวะ Government Shutdown เนื่องจากการให้บริการภาครัฐบางส่วนจะต้องยุติไปก่อน จนกว่าจะมีงบประมาณจัดสรร เช่น สวนสาธารณะ รวมทั้งการให้บริการในท่าอากาศยาน โดยประธานสมาคม U.S. Travel Association ให้ความเห็นเมื่อ 2 ตุลาคม 2568 ว่า หากภาวะปิดทำการชั่วคราวครั้งนี้ยืดเยื้อ จะทำให้เจ้าหน้าที่และพนักงานที่ปฏิบัติงานในท่าอากาศยานต้องหยุดงานชั่วคราวและไม่มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ นอกจากนี้ มีรายงานว่าโครงการช่วยเหลือด้านอาหาร โรงเรียนที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง การออกเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา การตรวจสอบอาหาร และการดำเนินงานในอุทยานแห่งชาติจะถูกจำกัดหรือปิดการให้บริการ จนกว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะเห็นชอบงบประมาณได้ กระทรวงต่าง…

นานาชาติคัดค้านกรณีอิสราเอลสกัดเรือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

  ผู้แทนประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนคัดค้านและประณามอิสราเอล กรณีใช้เรือรบสกัดกั้นกองเรือของกลุ่ม Global Sumud Flotilla นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ที่อยู่ระหว่างพยายามเข้าไปยังฉนวนกาซา เพื่อมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อชาวปาเลสไตน์ เมื่อ 1 ตุลาคม 2568 โดยมีรายงานว่าเรือรบของอิสราเอลใช้ปืนฉีดน้ำสกัดกั้นขบวนเรือของกลุ่มเคลื่อนไหวดังกล่าว และขึ้นไปควบคุมตัวนักเคลื่อนไหวเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชน อิสราเอลยืนยันว่านักเคลื่อนไหวชาวต่างชาติทั้งหมดประมาณ 100 คนมีสุขภาพแข็งแรงดี และไม่ได้รับอันตราย แต่อิสราเอลจำเป็นต้องดำเนินคดี เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวฝ่าฝืนมาตรการรักษาความปลอดภัย ด้านนานาชาติมีมุมมองว่าน่านน้ำดังกล่าวเป็นน่านน้ำนานาชาติ ดังนั้น กองทัพอิสราเอลไม่มีความชอบธรรมตามกฎหมายที่จะเข้าไปสกัดกั้นความเคลื่อนไหวของกองเรือที่ต้องการเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ปัจจุบันปรากฏท่าทีของรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศต่าง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการสกัดกั้นเรือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ควบคู่กับเรียกร้องให้อิสราเอลปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและคุ้มครอบสิทธิขององค์กรระหว่างประเทศที่พยายามเข้าไปปฏิบัติงานในฉนวนกาซา รัฐมนตรีต่างประเทศตุรกีให้ความเห็นเมื่อ 2 ตุลาคม 2568 ว่าพฤติกรรมของอิสราเอลต่อกลุ่ม Global Sumud Flotilla เข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและคุกคามต่อพลเรือน  รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรระบุว่าเร่งติดต่อกับฝ่ายอิสราเอล เพื่อย้ำให้มั่นใจว่าอิสราเอลจะแก้ไขสถานการณ์โดยเร็ว ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ความปลอดภัยและสิทธิของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้ให้ความเห็นเชิงลบต่ออิสราเอล โดยมีมุมมองว่าการสกัดกั้นเรือให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สะท้อนว่าอิสราเอลพร้อมจะละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและมีเป้าหมายทำให้ชาวปาเลสไตน์เผชิญวิกฤต นายกรัฐมนตรีมาเลเซียแสดงท่าทีเชิงลบต่ออิสราเอล โดยระบุว่าการปิดกั้นความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเท่ากับการละเมิดสิทธิชาวปาเลสไตน์ รวมทั้งจะสนับสนุนกลุ่ม Global Sumud Flotilla ต่อไป ผู้ชุมนุมในหลายประเทศรวมตัวกันประท้วงคัดค้านอิสราเอล เช่น ฝรั่งเศส เบลเยียม…

จีนเริ่มใช้วีซ่าประเภท K ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

  สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อ 1 ตุลาคม 2568 ว่า รัฐบาลจีนเริ่มใช้วีซ่าประเภท K เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเดินทางและพำนักในจีนได้นานขึ้น โดยจีนประกาศเตรียมใช้วีซ่าดังกล่าวเมื่อ สิงหาคม 2568 เป้าหมายเพื่อกระตุ้นการแลกเปลี่ยนความรู้และความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากทั่วโลกกับชาวจีน โดยวีซ่าประเภท K จะลดขั้นตอนการทำเอกสารเพื่อขอวีซ่าเดินทางเข้าจีน เช่น ไม่ต้องมีสถาบันหรือต้นสังกัดรับรอง แต่ต้องมีคุณสมบัติด้านความรู้และประสบการณ์ทำงานที่ตรงตามความต้องการของจีน เช่น มีวุฒิการศึกษาสาขา STEM ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ซึ่งรัฐบาลจีนคาดหวังให้การใช้วีซ่าประเภทใหม่นี้ตอบสนองความต้องการของจีนที่จะเป็นผู้นำด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลก รัฐบาลจีนเคยใช้มาตรการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีทักษะที่จีนต้องการให้เดินทางเข้าประเทศมากขึ้น เช่น เมื่อปี 2556 จีนออกวีซ่าประเภท R หรือ Talent Visa เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีความสามารถและทักษะสูง โดยเป็นทักษะที่จีนต้องการเป็นพิเศษ สามารถเดินทางเข้า-จีนได้หลายครั้งและมีระยะเวลา 5-10 ปี รวมทั้งสามารถทำงานในจีนได้ สำหรับวีซ่าประเภท K ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติอย่างมาก เนื่องจากเป็นมาตรการที่สวนทางกับนโยบายของสหรัฐฯ ที่จำกัดการรับชาวต่างชาติเข้าไปทำงานด้านเทคโนโลยีในสหรัฐฯ มากขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ ต้องการปกป้องความมั่นคง และวิตกว่าการให้ชาวต่างชาติเข้าไปมีบทบาทด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบต่างประเทศ แม้ว่ารัฐบาลจีนจะออกวีซ่าประเภท…

สหรัฐฯ ค้ำประกันความมั่นคงให้กับกาตาร์

  ทั่วโลกให้ความสนใจการกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับกาตาร์ โดยมีรายงานเมื่อ 1 ตุลาคม 2568 กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามในคำสั่งผู้บริหารเมื่อ 29 กันยายน 2568 ที่มีเนื้อหาเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ กับกาตาร์ให้ใกล้ชิดมากขึ้น โดยสหรัฐฯ จะค้ำประกันความมั่นคงให้กาตาร์ หากกาตาร์เผชิญการโจมตี หรือการคุกคามจากปัจจัยภายนอก ก็จะถือว่าเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงและสันติภาพของสหรัฐฯ เช่นกัน คำสั่งผู้บริหารดังกล่าว เป็นการยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านการทหารอันดับ 1 ของโลก กับกาตาร์ ซึ่งเป็นประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความร่วมมือส่งเสริมบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคมาโดยตลอด เพราะกาตาร์เป็นที่ตั้งฐานทัพของสหรัฐฯ รวมทั้งสนับสนุนนโยบายของสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบัน คือ การเป็นตัวกลางการเจรจาระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮะมาส ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งการให้รัฐมนตรีกระทรวงสงคราม หรือกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศและผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ วางแผนและนโยบายร่วมกับหน่วยงานของกาตาร์ เพื่อปกป้องกาตาร์จากภัยคุกคามและการโจมตีจากต่างชาติ รวมทั้งให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประสานงานกับกาตาร์อย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาค คำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการส่งสัญญาณให้นานาชาติเห็นว่า ประเทศที่ร่วมมือกับสหรัฐฯ จะได้รับการปกป้อง แม้ว่าจะไม่ใช่พันธมิตรในกรอบเนโต พร้อมกับป้องปรามไม่ให้คู่ขัดแย้งของสหรัฐฯ กาตาร์ หรือประเทศใดก็ตามปฏิบัติการทางทหารโจมตีกาตาร์ และเป็นการมอบอำนาจตามกฎหมายของสหรัฐฯ ให้สามารถใช้ทุกเครื่องมือเพื่อปกป้องความมั่นคงของกาตาร์ได้ ทั้งการทูต การทหาร และเศรษฐกิจ เนื่องจากความปลอดภัยของกาตาร์จะเท่ากับความปลอดภัยของสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า…

สมาชิก EU จะเพิ่มความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ เพื่อรับมือกับรัสเซีย

  ผู้นำสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) รวมตัวกันที่กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์กเมื่อ 1 ตุลาคม 2568 เพื่อหารือเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงและป้องกันภัยคุกคามสำคัญของภูมิภาค เฉพาะอย่างยิ่งภัยคุกคามจากปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย  การประชุมครั้งนี้ มีนาย António Costa ประธานสภาสหภาพยุโรปและนายกรัฐมนตรี Mette Frederiksen ของเดนมาร์กเป็นเจ้าภาพ และมีผู้นำประเทศยุโรปเข้าร่วม ทุกประเทศเห็นพ้องว่ายุโรปกำลังเผชิญสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำประเทศยุโรปจึงควรเพิ่มความร่วมมือ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและตอบโต้กับภัยคุกคาม โดยพื้นที่สำคัญ คือ ยูเครนและน่านฟ้าฝั่งตะวันออกของยุโรป เนื่องจากปัจจุบันเผชิญภัยคุกคามจากปฏิบัติการทางหทารของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กเน้นย้ำให้ทุกประเทศตระหนักว่ารัสเซียกำลังทำสงครามลูกผสม (hybrid warfare) และใช้เครื่องมือทางไซเบอร์ในการโจมตีเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของยุโรปด้วย การประชุมดังกล่าวสะท้อนความเป็นเอกภาพของ EU และความพยายามในการป้องกันภูมิภาคจากภัยคุกคามร่วมกัน ซึ่งผลของการประชุมครั้งนี้ มี 3 ประเด็นสำคัญ คือ สมาชิก EU ได้ย้ำเป้าหมายร่วมกันที่จะเสริมสร้างความมั่นคงของภูมิภาคให้แข็งแกร่งมากขึ้นภายในปี 2573 ด้วยการระดมงบประมาณป้องกันภูมิภาคจำนวนอย่างน้อย 150,000 ล้านยูโร ผ่านกรอบความร่วมมือ Security Action for Europe หรือ SAFE ที่ริเริ่มขึ้นในปี 2568…

เวียดนามและลาวได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นบัวลอย

  สถานการณ์ภัยพิบัติในประเทศเพื่อนบ้านของไทยได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศ โดยปัจจุบันเวียดนามและลาวเผชิญกับพายุบัวลอย ซึ่งเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง ทำให้มีรายงานผู้ประสบภัยและความเสียหายจำนวนมาก เฉพาะอย่างยิ่งที่เวียดนาม มีรายงานเมื่อ 1 ตุลาคม 2568 ว่า พายุบัวลอยสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อเวียดนามแล้วอย่างน้อย 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีรายงานผู้เสียชีวิต 29 ราย สูญหาย 22 ราย และได้รับบาดเจ็บ 139 ราย พายุดังกล่าวทำให้เกิดอุทกภัยฉับพลันรุนแรงและดินถล่ม ทำลายทรัพย์สินสาธารณะและที่อยู่อาศัยในบริเวณกว้าง เฉพาะอย่างยิ่งในชนบทภาคเหนือและภาคกลางของเวียดนาม รวมทั้งทำให้เกิดปัญหาไฟดับ นอกจากนี้ ทางการเวียดนามให้ความสำคัญกับการรายงานความเสียหายและผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศด้วย โดยพื้นที่เพาะปลูกอย่างน้อย 44,000 เฮกเตอร์ ถูกทำลายจากพายุดังกล่าว ซึ่งขึ้นฝั่งเวียดนามตั้งแต่ช่วงปลาย กันยายน 2568 ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ประกาศแจ้งเตือนให้ชาวเวียดนามเตรียมพร้อม ขณะที่รัฐบาลยกระดับมาตรการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ประสบภัย ลาวได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นดังกล่าวเช่นกัน โดยมีรายงานว่าพายุบัวลอยทำให้เกิดฝนตกหนัก อุทกภัยและดินถล่มในแขวงภาคกลางและเหนือของลาว ได้แก่ แขวงเชียงขวาง แขวงเวียงจันทน์ แขวงบอลิคำไซ แขวงคำม่วน แขวงสะหวันนะเขต หัวพัน อุดมไซ ไซยะบูลี และหลวงพระบาง เฉพาะอย่างยิ่งแขวงไซสมบูน จากการสำรวจความเสียหายเมื่อ 1…