พบกลุ่มรับอุปการะเด็กในโซเชียลมีเดียที่อาจเข้าข่ายการค้ามนุษย์

พบการตั้งกลุ่มพูดคุยสำหรับผู้ที่ต้องการอุปการะบุตรบุญธรรมบนเฟซบุ๊กหลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มมีสมาชิกตั้งแต่หลักพันถึงหมื่นเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดต่อกับผู้ปกครองที่ไม่สามารถดูแลบุตรของตนเองได้ โดยการพูดคุยส่วนใหญ่เป็นการประกาศขอรับอุปการะเด็ก ซึ่งมีทั้งผู้ปกครองที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมหรือไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้ รวมถึงตัวเด็กเองมาประกาศหาผู้รับอุปการะ โดยพบว่าหลายกรณีมีการเรียกเงินหรือเสนอสินน้ำใจเพื่อแลกกับตัวเด็ก รวมถึงการยินยอมให้ผู้รับอุปการะมีสิทธิ์ขาดในการเลี้ยงดู ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลอย่างมาก เนื่องจากบุคคลส่วนใหญ่ที่เข้ามาในกลุ่มเป็นผู้ไม่ระบุตัวตน ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบประวัติ ความน่าเชื่อถือ หรือเจตนาที่แท้จริงได้ ส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้แรงงาน การแสวงหาประโยชน์ทางเพศ รวมถึงการตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ระหว่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นช่องโหว่ที่เอื้อให้กลุ่มอาชญากรรมเข้ามาหาผลประโยชน์โดยใช้ข้ออ้างการอุปการะเป็นฉากบังหน้า

ขบวนการต่างชาติจัดหาหญิงไทยเพื่อรับจ้างอุ้มบุญ

พบกลุ่มนายหน้าลักลอบจัดหาหญิงไทยเพื่อรับจ้างตั้งครรภ์แทน (อุ้มบุญ) ให้กับผู้ว่าจ้างชาวต่างชาติ โดยการโพสต์ข้อความในลักษณะเชิญชวนอย่างต่อเนื่องผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก และไลน์ ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบการว่าจ้างและอัตราค่าตอบแทน ซึ่งแม่อุ้มบุญจะได้รับค่าจ้างประมาณ 400,000 – 550,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเทศปลายทางและระยะเวลาของกระบวนการ โดยจะมีกลุ่มนายหน้าเป็นผู้ดูแลกระบวนการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจัดหาผู้หญิง ฝังตัวอ่อน จนถึงการคลอดเด็ก รวมถึงจัดเตรียมค่าอาหาร ที่พัก ซิมเน็ต และเงินก้อนแรกเมื่อเดินทางถึง เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้รับจ้าง และบางกรณีจะต้องสามารถจดทะเบียนสมรสกับผู้ว่าจ้างอีกด้วย ส่วนสถานที่ดำเนินการมีทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น กัมพูชา มาเลเซีย ไต้หวัน และจอร์เจีย ทั้งนี้ แม้หญิงไทยบางส่วนยอมทำด้วยตนเองเพื่อหารายได้ แต่อาจมีบางส่วนที่ถูกหลอกลวงหรืออาจเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียจะไม่ลาออก แม้การชุมนุมประท้วงมีแนวโน้มยืดเยื้อ

  การชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในอินโดนีเซียที่มีจุดเริ่มต้นเมื่อ 25 สิงหาคม 2568 มีแนวโน้มยืดเยื้อ จากประชาชนที่ไม่พอใจนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล และมีความรุนแรงเกิดขึ้นในการปราบปรามการชุมนุมจนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 10 ราย จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์การชุมนุมตึงเครียดขึ้น คือ  กรณีนาย  Affan Kurniawan ชายชาวอินโดนีเซียผู้ประกอบอาชีพขับรถรับจ้างในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย เสียชีวิตระหว่างที่เจ้าหน้าที่ปราบปรามผู้ชุมนุมเมื่อ 29 สิงหาคม 2568 ทั้งที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมและอยู่ระหว่างปฏิบัติงาน เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจรัฐบาลอย่างมากและออกไปรวมตัวกัน เพื่อคัดค้านมาตรการของรัฐบาลที่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งโจมตีรัฐบาลว่ามีนโยบายเอื้อประโยชน์ให้นายทุนและทหาร มากกว่าประชาชน ไม่ให้ความเท่าเทียมต่อประชาชน และตัดลดงบประมาณด้านการศึกษา การชุมนุมดังกล่าวได้รับความสนใจจากประชาชนในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ รวมทั้งไทย ส่วนสถานเอกอัครราชทูตจีน ณ กรุงจาการ์ตา ได้ให้ชาวจีนและหน่วยงานของจีนในอินโดนีเซียเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย กรณีเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในหลายเมืองของอินโดนีเซีย โดย ให้ชาวจีนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อยู่ห่างจากจุดชุมนุม และขอความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลทันที หากเกิดเหตุร้าย สำหรับผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถรับจ้างบริษัท Grab และ Gojek ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่เคลื่อนไหวชุมนุมประท้วงในอินโดนีเซีย ตลอดจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มแรงงานที่ไม่ได้รับสวัสดิการจากรัฐที่ดีพอ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการชุมนุมประท้วงครั้งนี้ ปัจจุบันมีการใช้ #SEAblings…

เมียนมาใช้ล็อบบี้ยิสต์เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ

  เมียนมาลงนามว่าจ้างบริษัท McKeon Group ซึ่งเป็นบริษัทล็อบบี้ยิสต์สหรัฐฯ เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่ สิงหาคม 2568-มกราคม 2569  โดยจะจ่ายให้บริษัท เดือนละ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ  เมียนมายังได้ทำสัญญากับบริษัท DCI Group เมื่อ 31 กรกฎาคม 2568 ระยะเวลาว่าจ้าง 1 ปี โดยมีค่าตอบแทน 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี  ข้อมูลการจ้างล้อบบี้ยิสต์ของะมียนมาถูกระบุไว้ในหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทล็อบบี้ยิสต์ต้องจดทะเบียน และรายงานผู้จ้างตามกฎหมายของสหรัฐฯ ที่ชื่อ Foreign Agents Registration Act (FARA) เป้าหมายที่เมียนมาจ้างบริษัทล็อบบี้ก็เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ  ที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรเมียนมาอยู่ โดยดำเนินการด้านประสานงานกับฝ่ายนิติบัญญัติ และกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ทั้งนี้ ระยะเวลาที่เมียนมาว่าจ้างบริษัททั้งสองแห่งนั้น น่าจะมีเป้าหมายให้สหรัฐฯ เห็นด้วยว่าเมียนมาก้าวขึ้นเป็นประเทศประชาธิปไตยจากปัจจุบันที่ปกครองโดยรัฐบาลทหาร เพราะระยะเวลาว่าจ้างยาวไปถึงหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่เมียนมาจะจัดการเลือกตั้ง 28 ธันวาคม 2568 ซึ่งเมื่อ 1 กันยายน 2568…

รัฐบาลตอลิบันขอความช่วยเหลือ หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวที่อัฟกานิสถาน

  รัฐบาลอัฟกานิสถานและองค์กรสหประชาชาติ (UN) เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวระดับ 6.0 แมกนิจุด ในพื้นที่จังหวัด Kunar และเมือง Nangarhar ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขา ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอัฟกานิสถาน และใกล้ชายแดนปากีสถาน  เมื่อ 31 สิงหาคม 2568  ปัจจุบันมีรายงานว่าเหตุดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 800 ราย และเกิดความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้าง ระบบการสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ  ทั้งนี้ สหประชาชาติและรัฐบาลเชื่อว่าจะมีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบมาขึ้น ขณะที่ปฏิบัติการช่วยเหลือและกู้ภัยดำเนินการได้ยาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขา เหตุแผ่นดินไหวดังกล่าวค่อนข้างรุนแรงและสร้างแรงสั่นสะเทือนถึงกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน รวมทั้งมีรายงานว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนถึงกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถานด้วย ปัจจุบันรัฐบาลตอลิบันของอัฟกานิสถาน เรียกร้องให้นานาชาติช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาสาธารณภัย  ทั้ง การแพทย์ และสิ่งของบรรเทาทุกข์ โดยเมื่อ 1 กันยายน 2568 รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศมอบความช่วยเหลือแล้วจำนวน 1 ล้านปอนด์ โดยจะมอบให้องค์กรระหว่างประเทศที่เข้าไปช่วยเหลืออัฟกานิสถาน เพื่อหลีกเลี่ยงการสนับสนุนรัฐบาลตอลิบันโดยตรง รวมทั้งจีน อินเดีย และสวิตเซอร์แลนด์ก็ประกาศให้ความช่วยเหลือแล้ว เป็นต้น ด้านองค์กรระหว่างประเทศที่เข้าไปในพื้นที่ เช่น สภากาชาด (Red…

นโยบายของผู้นำสหรัฐฯ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในสหรัฐฯ กำลังเผชิญความท้าทาย โดยเมื่อ 2 กันยายน 2568 บริษัทจัดทำข้อมูลด้านการท่องเที่ยวในสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ในห้วง 6 เดือนแรกของปี 2568 พบว่ามีจำนวนลดลง ขณะที่จำนวนชาวอเมริกันที่ท่องเที่ยวในประเทศก็ลดน้อยลงด้วย โดยเหตุผลเพราะสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ชาวอเมริกันจำนวนมากให้เหตุผลกับบริษัท Travel Weekly ผู้สำรวจความเห็นของนักท่องเที่ยวในประเทศว่า ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะตลาดแรงงานซบเซา และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เหตุผลว่านโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ชาวต่างชาติรู้สึกกังวลและไม่สบายใจ เฉพาะอย่างยิ่งนโยบายต่อผู้อพยพและชาวต่างชาติ การควบคุมตัวชาวต่างชาติและส่งตัวกลับ รวมทั้งอุดมการณ์ขวาจัด ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการเดินทางไปสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในสหรัฐฯ มีความคิดเห็นสอดคล้องกับนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากที่กังวลกับนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างไม่เป็นมิตรกับชาวต่างชาติ และผู้นำสหรัฐฯ ที่มักจะใช้วิธีการข่มขู่ประเทศอื่น ๆ เช่น กรณีประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าจะผนวกแคนาดาเป็นรัฐของสหรัฐฯ การขู่ว่าจะซื้อกรีนแลนด์ รวมทั้งการมีท่าทีประนีประนอมต่อผู้นำรัสเซียในประเด็นความมั่นคงและสถานการณ์ในยูเครน ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ และ “แบรนด์” ของสหรัฐฯ จนทำให้ไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ บริษัท HotelPlanner ผู้ให้บริการจองที่พักในสหรัฐฯ เปิดเผยว่ายอดการจองที่พักในสหรัฐฯ ลดลง จากข้อมูลของ US Travel Association พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงประมาณร้อยละ 14…

ผู้นำเกาหลีเหนือเดินทางเยือนจีน เข้าร่วมพิธีรำลึกครอบรอบ 80 ปีสงครามโลกครั้งที่ 2

นายคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเดินทางเยือนจีน เพื่อเข้าร่วมพิธีรำลึกครอบรอบ 80 ปีสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือ “Victory Day” ที่กรุงปักกิ่ง ใน 3 กันยายน 2568 โดยผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเดินทางไปจีนด้วยรถไฟ ผ่านพรมแดนเกาหลีเหนือ-จีน และจะเข้าร่วมพิธีดังกล่าวร่วมกับผู้นำจากต่างประเทศรวม 26 ประเทศ รวมทั้งประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีวลาร์ดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียด้วย สื่อต่างประเทศให้ความสนใจการเดินทางครั้งนี้ เนื่องจากจะเป็นครั้งแรกที่ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ อยู่ในพื้นที่เดียวกันกับผู้นำจีนและรัสเซีย สะท้อนว่าจะต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และเป็นการเยือนที่จัดขึ้นหลังจากจีนประสบความสำเร็จในการจัดการประชุมสุดยอดกลุ่ม Shanghai Cooperation Organisation (SCO) ครั้งที่ 25 ที่เมืองเทียนจิน ระหว่าง 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2568 ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือเดินทางไปต่างประเทศอย่างจำกัด ตั้งแต่รับตำแหน่งเมื่อปี 2554 เนื่องจากต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ดี นายคิมจองอึนพบหารือและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำจีน รวมทั้งผู้นำรัสเซีย โดยเคยพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงแล้ว 5 ครั้ง และพบกับประธานาธิบดีปูติน…

ไทยหาแหล่งแรงงานใหม่หลังจากแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ 

  เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น รายงานกรณี ครม.อนุมัติการนำเข้าแรงงานต่างชาติจากศรีลังกาจำนวน 10,000 คน รวมถึงแรงงานจากเนปาล บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากแรงงานกัมพูชาจำนวนมากเดินทางกลับประเทศหลังเกิดการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพึ่งพาแรงงานต่างชาติของไทย และความเร่งด่วนในการเติมเต็มตำแหน่งงานที่ว่าง ด้านผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นว่าแนวทางของไทยในการหาแหล่งแรงงานใหม่ยังไม่ชัดเจนว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะยังไม่เห็นแผนดำเนินการของรัฐบาลว่าจะให้แรงงานจากประเทศดังกล่าวทำงานประเภทใด ทั้งยังกังวลปัญหาค่าเดินทางจากแรงงานที่อยู่ไกล ขณะที่นายจ้างยังต้องแข่งขันกับมาเลเซีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ซึ่งเสนอค่าจ้างที่สูงกว่าและสภาพการทำงานที่ดีกว่า โดยเรียกร้องให้รัฐบาลนิรโทษกรรมให้แรงงานต่างชาติ เพื่อให้สามารถขอใบอนุญาตสำหรับการพำนักและทำงานในไทยอย่างถูกกฎหมายได้

ไทยกำลังเป็นจุดหมายใหม่ของเทศกาลดนตรีระดับโลก

สนข.Channel News Asia ของสิงคโปร์ รายงานกรณีไทยกำลังเป็นจุดหมายใหม่ของเทศกาลดนตรีระดับโลก โดยจะมีการจัดงานเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่และคอนเสิร์ตของศิลปินระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เช่น Rolling Loud ,Mariah Carey และ BLACKPINK ในขณะที่การจัดงานในประเทศอื่นชะลอตัวลง รัฐบาลไทยพยายามผลักดันการจัดเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่และงานอีเวนต์บันเทิงเพื่อกระตุ้นด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยซบเซา  จึงหันมาใช้กลยุทธ์มุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังใช้จ่ายสูง ด้านผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมแสดงความเห็นว่าไทยมีหลายปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมการเป็นสถานที่จัดงานระดับนานาชาติ ทั้งความมีชื่อเสียงของไทย โครงสร้างพื้นฐานด้านการบริการ การเดินทางมาได้ง่าย และมีนโยบายสนับสนุน แต่บางส่วนกังวลเรื่องความอิ่มตัวของตลาด และมองว่าเงินของภาครัฐกำลังถูกส่งไปยังผู้จัดงานต่างชาติ ในขณะที่เทศกาลท้องถิ่นไม่ได้รับการสนับสนุน

ไทยปราบปรามการใช้วีซ่านักศึกษาที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม

สนข.AsiaNews ของอิตาลี รายงานกรณี อว.ตรวจสอบการออกวีซ่านักศึกษา หลังจากพบว่ามีการใช้วีซ่าดังกล่าวเป็นช่องทางในการอยู่อาศัยและทำงานในประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยเตรียมเพิกถอนวีซ่ามากกว่า 10,000 คน ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยไทยเผชิญความท้าทายในการเป็นประเทศที่เปิดกว้างสำหรับการศึกษา ขณะที่ระบบวีซ่าถูกกลุ่มอาชญากรรมนำไปแสวงหาประโยชน์ โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมาย และการอนุมัติวีซ่าที่ไม่เข้มงวด ซึ่งปัญหามีความรุนแรงขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ จ.เชียงใหม่ ที่มีผู้ถือวีซ่านักศึกษากว่า 13,000 คน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งมีปัญหา ชาวต่างชาติหลายคนเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรม ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือถูกจ้างให้ทำงานผิดกฎหมาย เช่น การหลอกลวงออนไลน์ การพนัน การค้ามนุษย์ ซึ่งอาชญากรรมที่เพิ่มมากขึ้นมักกระทำโดยคนจีนหรือคนไทยเชื้อสายจีน โดยในการแก้ไขปัญหาต้องมีความเข้มงวดทั้งสถาบันการศึกษา และ จนท.ตม. แต่สำคัญที่สุดคือการแก้ไขปัญหาการทุจริตในทุกระดับ และลงโทษผู้กระทำความผิด