ออสเตรเลียกับวานูอาตูบรรลุตกข้อตกลงด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจระยะ 10 ปี

รัฐบาลออสเตรเลียประสบความสำเร็จในการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจกับประเทศในภูมิภาคแปซิฟิก โดยเมื่อ 14 สิงหาคม 2568 มีรายงานว่า ออสเตรเลียบรรลุข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจกับวานูอาตู ประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก เป็นระยะเวลา 10 ปี ข้อตกลงดังกล่าวชื่อ Nakamal Agreement ปัจจุบัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลียและวานูอาตูหารือกันในประเด็นนี้ อย่างใกล้ชิด จากนั้นจะมีพิธีลงนามอย่างเป็นทางการระหว่างผู้นำของทั้ง 2 ประเทศใน กันยายน 2568 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ผ่านการลงทุนด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจระหว่างกัน มูลค่าประมาณ 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อยุทธศาสตร์การรักษาอิทธิพลของออสเตรเลียในพื้นที่แปซิฟิกใต้ ที่ปัจจุบันมีจีนเข้าไปแสดงบทบาทเพิ่มขึ้นด้วย ออสเตรเลียกับวานูอาตูเจรจากันมานานหลายเดือน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือดังกล่าว โดยวานูอาตูมีมุมมองว่าข้อตกลงนี้จะช่วยพัฒนาประเทศได้ เนื่องจากมีรายงานว่า ออสเตรเลียจะเข้าไปลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในประเทศในกรุง Port Vila และเกาะ Santo รวมทั้งลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรม e-commerce และช่วยเหลือวานูอาตูให้สามารถรับมือกับความท้าทายจากปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน และโลกรวน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลเปิดเผยอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับรายละเอียดความร่วมมืออื่น ๆ คาดว่าจะเปิดเผยมากขึ้นหลังจากการลงนามในข้อตกลง ซึ่งประเด็นสำคัญที่สื่อต่างประเทศให้ความสนใจ คือ มาตรการวีซ่าฟรี ก่อนหน้านี้ ออสเตรเลียกับวานูอาตูเคยเจรจากันเพื่อทำข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจเมื่อปี 2565 แต่รัฐบาลวานูอาตูเปลี่ยนใจและปฏิเสธในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจา…

สหรัฐฯ เผยแพร่รายงานสิทธิมนุษยชนทั่วโลก รวมทั้งไทย

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อ 12 สิงหาคม 2568 เผยแพร่รายงานสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2567 หรือ Country Reports on Human Rights Practices เพื่อสะท้อนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศให้ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ พิจารณาใช้ในการจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ใช้ในภารกิจเสริมสร้างการปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่เป็นค่านิยมสำคัญของชาวอเมริกัน ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวพาดพิงถึงสถานการณ์สิทธิมนุษชยของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งไทย ในรายงานระบุว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยในภาพรวมของเมื่อปี 2567 ไม่แตกต่างจากปีก่อน ๆ แต่ยังมีประเด็นจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน และจำกัดเสรีภาพในการตั้งสมาคมในกลุ่มแรงงาน  สหรัฐฯ ได้รับข้อมูลว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสิทธิมนุษยชนในไทยให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย แต่ยังเผชิญอุปสรรค ตลอดจนพาดพิงถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่ามีกลุ่มก่อความไม่สงบก่อเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐและพลเรือน เท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน สหรัฐฯ รวบรวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศจากหลากหลายแหล่งข้อมูล และจัดทำรายงานสิทธิมนุษยชนเผยแพร่ทุกปี แม้ว่าเป้าหมายสำคัญในการจัดทำรายงานดังกล่าวจะเป็นไปเพื่อโน้มน้าวให้ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ จัดสรรงบประมาณให้ ไม่มีการกำหนดมาตรการลงโทษหรือจัดกลุ่มประเทศต่าง ๆ เพราะไม่ใช่รายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์หรือ TIP Report แต่การเผยแพร่ข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ก็กลายเป็นการสะท้อนมุมมองของมหาอำนาจ และเป็นข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศอื่น ๆ ได้ สื่อมวลชนจีนแสดงความคิดเห็นคัดค้านข้อมูลจากรายงานของรัฐบาลสหรัฐฯ โดย Global Times รายงานเมื่อ…

จับตาบทบาทประธานาธิบดีทรัมป์ที่เร่งแก้ไขความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน

สื่อสหรัฐฯ รายงานเมื่อ 13 สิงหาคม 2568 เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ที่จะให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พบหารือกับประธานาธิบดีวาลดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียที่เมือง Anchorage รัฐอะแลสกา ใน 15 สิงหาคม 2568 โดยล่าสุด ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะหารือทางโทรศัพท์กับผู้นำยูเครนก่อนใน 13 สิงหาคม 2568 คาดว่าเพื่อให้ผู้นำยูเครนเข้าใจสถานการณ์และการพบกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำรัสเซียที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ ทั้งนี้ ปรากฏกระแสวิจารณ์เชิงลบและตั้งข้อสังเกตว่า การที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะไปพบกับประธานาธิบดีปูตินเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้นำรัสเซียเสริมสร้างภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศ จึงทำให้ยูเครนและประเทศยุโรปบางส่วนไม่สบายใจ ดังนั้น ประธานาธิบดีทรัมป์จะพูดคุยกับประธานาธิบดียูเครนและผู้นำประเทศยุโรปบางส่วนก่อนเพื่อให้มั่นใจบทบาทของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการพบกับผู้นำรัสเซียครั้งนี้จะเป็นไป เพื่อรับฟังข้อเสนอของรัสเซียต่อการสร้างสันติภาพในยูเครนและยุโรป สถานที่ที่น่าจะใช้เป็นพื้นที่จัดการพบกันของผู้นำระดับโลกครั้งนี้ คือ ฐานทัพ Elmendorf-Richardson เพราะน่าจะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพียงพอ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียเข้าถึงฐานทัพของสหรัฐฯ ได้ ทั้งนี้ การพบกันที่รัฐอะแลสกาเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยและประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันมีหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ตั้งแต่ปี 2566 เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า นอกจากยูเครนและยุโรปจะหวาดระแวงและไม่เชื่อมั่นบทบาทของผู้นำสหรัฐฯ…

จีน-สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเลื่อนการใช้ภาษีตอบโต้ออกไปอีก 90 วัน

จีนและสหรัฐฯ ประชุมและตกลงร่วมกันว่า จะเลื่อนการใช้มาตรการภาษีตอบโต้ระหว่างกันออกไปอีก 90 วัน โดยเริ่มใน 12 สิงหาคม 2568 และจะสิ้นสุดใน 10 พฤศจิกายน 2568  โดยจะใช้อัตราภาษีที่ร้อยละ 30 ต่อสินค้านำเข้าจากจีน และสินค้าที่ส่งไปจีนจะเสียที่ร้อยละ 10 การบรรลุข้อตกลงร่วมกันครั้งนี้ เป็นผลจากการประชุม U.S.-China Economic and Trade Meeting ที่สต็อกโฮล์ม สวีเดน ระหว่าง 28-29 กรกฎาคม 2568 เพื่อให้ปฏิบัติตาม Geneva Joint Statement ที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไปเมื่อ 12 พฤษภาคม 2568 และการพบที่ลอนดอนเมื่อ 9-10 มิถุนายน 2568 การที่ทั้งสหรัฐฯ และจีนสามารถตกลงกันได้ในเรื่องการตอบโต้ทางภาษีตอบโต้ ถือเป็นเป็นพัฒนาการที่สำคัญและเป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สะท้อนว่า จีนและสหรัฐฯ เห็นพ้องที่จะลดระดับความขัดแย้งในประเด็นการค้าและเศรษฐกิจระหว่างกัน ตลอดจนช่วยส่งเสริมบรรยากาศความมั่นคงเศรษฐกิจโลก สำหรับขั้นตอนต่อไป จีนกับสหรัฐฯ จะใช้กลไกทีมเจรจาและที่ปรึกษาเพื่อหารือกันอย่างใกล้ชิดในประเด็นนโยบายการค้า และการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ จีนมีท่าทีเชิงบวกต่อความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในประเด็นการค้า…

กลุ่มชาติพันธุ์เมียนมาประกาศขัดขวางการเลือกตั้งในพื้นที่ควบคุม

  โฆษกกองทัพอาระกัน (Arakan Army – AA) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอิทธิพลสูงสุดในเมียนมา ได้ประกาศเมื่อ 11 สิงหาคม 2568 ถึงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะขัดขวางการเลือกตั้งทั่วไป ที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของตน โดยปฏิเสธว่าการเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารเมียนมากำลังผลักดันนั้น เป็นหนทางยุติสงครามกลางเมืองได้จริง กองทัพอาระกันให้เหตุผลว่า การเลือกตั้งที่ขาดการสนับสนุนจากประชาชนจะไม่เป็นประโยชน์ใด ๆ และจะยิ่งเพิ่มความสับสนวุ่นวาย การประกาศนี้สอดคล้องกับท่าทีของกลุ่มอื่น ๆ ทั้งนักการเมืองที่ถูกโค่นล้มในการรัฐประหารและกลุ่มต่อต้านอื่น ๆ ซึ่งมองว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ เป็นเพียงความพยายามของรัฐบาลทหารเมียนมาที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองของตนเอง ปัจจุบัน กองทัพอาระกันสามารถควบคุมพื้นที่ได้ถึง 14 จาก 17 เมืองในรัฐยะไข่ และย้ำว่าการเลือกตั้งจะสามารถจัดได้เฉพาะในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหารเท่านั้น กองทัพอาระกัน (AA) เป็นกองกำลังติดอาวุธที่เคลื่อนไหวในรัฐยะไข่ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเรียกร้องการปกครองตนเองและปกป้องสิทธิของชาวยะไข่ นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 กองทัพอาระกันได้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ท้าทายอำนาจของรัฐบาลทหารมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง โดยมีกำลังพลประมาณ 45,000 นาย และมีการฝึกกำลังพลด้วยตนเอง รวมถึงมีรายงานว่ามีการเกณฑ์ทหารจากประชาชนในพื้นที่ที่ควบคุมด้วย พลเอกอาวุโส มินอองไลง์ ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาประกาศกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปในห้วง ธันวาคม 2568 หรือ มกราคม 2569 ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ชัดเจนครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐประหาร ก่อนหน้านี้ เตรียมการเลือกตั้ง…

กระแสเรียกร้องการเยียวยาเจ้าหน้าที่ จชต. ให้เท่าเทียมกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

จากกรณีที่ ครม.ได้มีมติเห็นชอบการเยียวยาผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่รัฐจะได้รับเงินเยียวยาคนละ 10 ล้านบาท และประชาชนได้รับคนละ 8 ล้านบาทนั้น พบกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาการเยียวยาเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ จชต.อย่างเท่าเทียมเช่นกันด้วย โดยมี จ.ส.ต.วรวิทย์ ณะรัตตะ (จ่าปืน EOD) ผบ.หมู่ ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด จ.นราธิวาส ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่จนสูญเสียขาทั้งสองข้าง ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะตัดพ้อและเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเยียวยาเจ้าหน้าที่ใน จชต.มากขึ้น เนื่องจากเผชิญกับความเสี่ยงและความสูญเสียต่อชีวิตไม่ต่างกัน แต่กลับไม่ได้รับสิทธิประโยชน์หรือการเยียวยาในระดับเดียวกับกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา และพบเจ้าหน้าที่ จชต.อื่น ๆ ออกมาแสดงการสนับสนุนด้วย ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวได้รับการสนับสนุนและความเห็นใจจากประชาชน ซึ่งมองว่าเจ้าหน้าที่ทุกพื้นที่ล้วนเสียสละเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย จึงควรได้รับการดูแลและเยียวยาอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติหรือแบ่งแยกตามพื้นที่ปฏิบัติการ

กัมพูชาแพ้ไทยในสงครามข้อมูลข่าวสาร

นิตยสาร The Diplomat ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความของนาย Jay Sophalkalyan ผู้สื่อข่าวชาวกัมพูชา ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทยรอบล่าสุดทำให้แนวคิดชาตินิยมขยายตัวไปสู่โลกออนไลน์ โดยอินฟลูเอนเซอร์ในกัมพูชาต่างทำคอนเทนต์เพื่อสื่อสารว่า สื่อต่างประเทศเสนอข่าวเข้าข้างไทยมากกว่ากัมพูชา เพราะไทยเป็นประเทศใหญ่กว่า มีเครือข่ายมากกว่า แต่ผู้เขียนบทความเห็นว่าสาเหตุเป็นเพราะกัมพูชาไม่มีความเป็นอิสระของสื่อ สื่อไทยค่อนข้างหลากหลาย แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมาย แต่ยังมีการรายงานเชิงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะในสื่อภาษาอังกฤษและสื่อออนไลน์ โดยกรุงเทพฯ ยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานตัวแทนสื่อต่างประเทศที่สำคัญทั่วโลก ขณะที่กัมพูชาแม้จะมีการเลือกตั้งเป็นระยะแต่รัฐบาลพรรคเดียวครองอำนาจ ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมารัฐบาลมีการทำลายสื่ออิสระ นักข่าวที่พยายามเปิดโปงความจริง เช่น การทุจริต การใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ มักเผชิญกับการคุกคามหรือต้องติดคุก จึงเป็นสาเหตุที่ไม่ค่อยมีรายงานข่าวจากมุมมองของกัมพูชา และกัมพูชาไม่มีทางชนะสงครามข้อมูลข่าวสารด้วยการแจกสคริปต์ชุดเดียวกันให้อินฟลูเอนเซอร์ โดยที่ไม่มีการตรวจสอบจากบุคคลที่สามหรือสื่ออิสระ จึงไม่สามารถเรียกร้องให้โลกฟังเสียงของกัมพูชาได้

นักท่องเที่ยวต่างชาติถูกจับกุมจากกรณีบินโดรนในสถานที่ท่องเที่ยว

นสพ.SCMP ของฮ่องกง รายงานกรณีนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ถูกจับกุมขณะบินโดรนเพื่อถ่ายภาพที่ถนนคนเดินพัทยา เมื่อ 7 ส.ค. 68 ซึ่งเป็นช่วงที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ออกประกาศห้ามทำการบินโดรนทั่วประเทศ ตั้งแต่30 ก.ค . – 15 ส.ค. 68 ท่ามกลางความกังวลด้านความมั่นคงของชาติที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งผู้ฝ่าฝืนอาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท โดยรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อ 3 ส.ค. 68 มีนักท่องเที่ยวชาวสวีเดนถูกจับกุมในลักษณะเดียวกัน หลังจากบินโดรนใกล้ชายหาดพัทยา โดยได้รับการปล่อยตัวพร้อมคำเตือน และถูกยึดโดรนไว้

วิกฤตไทย–กัมพูชาสะท้อนบทบาทกองทัพท่ามกลางสุญญากาศทางการเมือง

  เว็บไซต์ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความระบุ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งล่าสุด สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าศูนย์กลางอำนาจของไทยอยู่ที่กองทัพ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่มีความไม่มั่นคง โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นรม.อยู่ระหว่างหยุดปฏิบัติหน้าที่ นรม.ตามคำสั่งศาล และอาจถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งเช่นเดียวกับนายเศรษฐา ทวีสิน อดีต นรม. พร้อมอ้างความเห็นนักวิเคราะห์ที่ระบุว่า กองทัพเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขของไทยในการเจรจาหยุดยิง อีกทั้งกองทัพยังเป็นผู้ควบคุมการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้กองทัพใช้อำนาจเชิงยุทธศาสตร์