จีนซ้อมรบร่วมกับหลายประเทศรวมทั้งรัสเซียในปี 2568

การซ้อมรบร่วมทางทหารระหว่างสองประเทศเป็นสัญญาณหนึ่งที่สำคัญในการมีความสัมพันธ์ด้านการทหารอย่างใกล้ชิดระหว่างกัน และการขยายอิทธิพลด้านการทหาร  ในช่วงปี  2568 จีนซ้อมรบกับทั้งประเทศในภูมิภาคหลาย ๆ ประเทศ ด้วยเป้าหมายดังกล่าว ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไกลถึงยุโรปในภูมิภาคบอลข่าน รวมถึงรัสเซีย อย่างไรก็ดี จีนก็ใช้การซ้อมรบฝ่ายเดียวเพื่อแสดงแสนยานุภาพทางการทหารด้วยดังเช่นกรณีซ้อมรบรอบเกาะไต้หวัน เวียดนามเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จะซ้อมรบร่วมทางการทหารกับจีนเป็นครั้งแรกเมื่อ 21-30กรกฎาคม 2568 โดยจะจัดขึ้นที่เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงในภาคใต้ของจีน ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดเตวียนกวาง จังหวัด กางบั่ง  จังหวัดหลั่งเซิน และจังหวัดกว๋างนิญ ของเวียดนาม  จากที่ก่อนหน้านี้แค่เพียงลาดตระเวนทางทะเล และทางบกร่วมกัน ซึ่งเมื่อปลายเมษายน 2568 ได้มีการลาดตะเวนร่วมของทหารเรือของทั้งสองประเทศเป็นครั้งที่ 38  การซ้อมรบทางการทหารกับจีนครั้งแรกครั้งนี้ เป็นการซ้อมรบทางบกภายใต้การฝึกลาดตระเวนชายแดนร่วมกัน การซ้อมรบร่วมทางการทหารระหว่างเวียดนามกับจีนครั้งนี้ ยังเป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 75 ปี ระหว่างกันด้วย ส่วนการซ้อมรบร่วมทางการทหารกับกัมพูชาก็เป็นอีกประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีความใกล้ชิดเป็นอย่างมาก และเมื่อพฤษภาคม 2568 ก็มีการฝึกซ้อมรบร่วมประจำปีของระหว่างกัมพูชากับจีนภายใต้รหัส Golden Dragon โดยกองกำลังทางทะเลและอากาศของจีนและกัมพูชาฝึกร่วมกันเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ บริเวณฐานทัพเรือเรียมก็จะถูกใช้เป็นพื้นที่หนึ่งในการฝึกซ้อมรบร่วมด้วยการมีการใช้งานศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมกัมพูชา-จีนที่ฐานทัพเรือเรียมเป็นครั้งแรก จีนยังซ้อมรบร่วมทางทหารกับประเทศนอกภูมิภาค เพื่อขยายอิทธิพลด้านการทหาร ควบคู่กับด้านเศรษฐกิจ เช่น เมื่อช่วงกลางกรกฎาคม 2568 ได้ซ้อมรบร่วมทางทหารกับเซอร์เบีย ภายใต้รหัส “Peacekeeper…

ลาว-รัสเซียกระชับความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในฐานะพันธมิตรดั้งเดิม

  ดร.ทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาวพบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ณ กรุงมอสโก เมื่อ 31 กรกฎาคม 2568 ระหว่างการเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการระหว่าง 30 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2568  ประธานาธิบดีรัสเซียกล่าวต้อนรับประธานประเทศลาวอย่างอบอุ่น ย้ำถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศซึ่งมีรากฐานมาจากมิตรภาพอันยาวนานในฐานะพันธมิตรดั้งเดิมตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียตที่ช่วยเหลือลาวต่อสู้เพื่อเอกราช พร้อมกับขอบคุณที่ลาวให้ความสำคัญกับการ รำลึกถึงวันแห่งชัยชนะในมหาสงครามแห่งความรักชาติ ซึ่งปี 2568 กองทัพลาวเข้าร่วมพิธีสวนสนามที่จัตุรัสแดงด้วย ผู้นำทั้งสองประเทศหารือกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือต่าง ๆ โดยการเยือนครั้งนี้มีการลงนามเอกสารและข้อตกลงความร่วมมือ 7 ฉบับ อาทิ ข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าลาวกับบริษัท Rosatom ของรัสเซีย มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติในการแพทย์ การเกษตร รวมถึงการฝึกอบรมบุคลากรซึ่งจะช่วยให้ลาวมีแหล่งพลังงานราคาไม่แพงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือด้านสาธารณสุข ลงนาม MOU ด้านสุขอนามัยและระบาดวิทยาเพื่อวิจัยโรคติดเชื้อ การช่วยเหลือด้านเทคนิคและการฝึกอบรมบุคลากร ความร่วมมือด้านการศึกษา ระหว่างสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งรัฐมอสโก (Moscow State Institute of International Relations-MGIMO) กับมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว (National University…

นานาชาติกังวลกรณีผู้นำอิสราเอลระบุว่าตั้งใจจะควบคุมพื้นที่ฉนวนกาซาทั้งหมด

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลเมื่อ 8 สิงหาคม 2568 เปิดเผยความตั้งใจระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อ Fox News ของสหรัฐฯ ว่า รัฐบาลอิสราเอลต้องการใช้ปฏิบัติการทหารควบคุมพื้นที่ฉนวนกาซาทั้งหมด เพื่อปราบปรามกลุ่มฮะมาสและกองกำลังติดอาวุธที่เป็นภัยคุกคามของอิสราเอล รวมทั้งมีแผนการจะให้ประเทศอาหรับในภูมิภาคเข้าไปควบคุมการบริหารจัดการ ทั้งนี้ ท่าทีของผู้นำอิสราเอลมีขึ้นในห้วงการประชุมคณะรัฐมนตรีความมั่นคงของประเทศ ที่มีการหารือประเด็นแผนการของอิสราเอลต่อฉนวนกาซา และแนวทางช่วยเหลือตัวประกันอีกประมาณ 20 คนที่ยังอยู่ในฉนวนกาซา ชาวอิสราเอลบางส่วนไม่เห็นด้วยกับแผนการยกระดับปฏิบัติการทางทหารเพื่อควบคุมพื้นที่ทั้งหมด เฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวของตัวประกันวิตกว่า ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลจะทำให้ตัวประกันไม่ปลอดภัย จึงรวมตัวกันคัดค้านผู้นำอิสราเอลและเรียกร้องต่อรัฐบาลอิสราเอลให้เน้นการเจรจาเพื่อช่วยเหลือตัวประกันมากขึ้น ทั้งนี้ มีรายงานจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนระบุว่า แผนการควบคุมฉนวนกาซาของผู้นำอิสราเอลจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมุ่งจะเข้าไปควบคุมพื้นที่ที่เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มฮะมาส ได้แก่ พื้นที่ตอนกลางของฉนวนกาซา และ Gaza City ซึ่งเมื่ออิสราเอลกำจัดกลุ่มฮะมาสได้แล้ว ก็ไม่ต้องการจะบริหารจัดการต่อ นานาชาติแสดงความกังวลเกี่ยวกับแผนการและความมุ่งมั่นของอิสราเอล เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของชาวปาเลสไตน์ และไม่เป็นผลดีต่อการสร้างสันติภาพระยะยาวในภูมิภาค โดยจอร์แดนซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ประกาศว่า ประเทศอาหรับขอไม่มีส่วนร่วมในแผนการของอิสราเอล ไม่ว่าจะในช่วงสงครามหรือหลังสงคราม ปัจจุบัน อิสราเอลปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่องในฉนวนกาซา ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากสงครามจนไม่สามารถเป็นที่อยู่อาศัยได้ นอกจากนี้ สงครามที่ยืดเยื้อกว่า 22 เดือนทำให้ชาวปาเลสไตน์ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นและเผชิญวิกฤตด้านมนุษยธรรม กลุ่มฮะมาสมีมุมมองว่าท่าทีของผู้นำอิสราเอลเป็นสัญญาณว่าสถานการณ์การสู้รบและการโจมตีฉนวนกาซาจะรุนแรงขึ้น ตลอดจนโจมตีนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูว่าไม่สนใจความปลอดภัยของตัวประกัน แต่สนใจเฉพาะผลประโยชน์และความต้องการของตัวเอง และสะท้อนชัดเจนว่าผู้นำอิสราเอลมีแนวคิดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และก่ออาชญากรรมสงครามต่อชาวปาเลสไตน์

สหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการภาษีตอบโต้สินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้า รวมทั้งไทย

มาตรการภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อประเทศคู่ค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อ 7 สิงหาคม 2568 โดยแต่ละประเทศเผชิญอัตราภาษีตอบโต้ที่แตกต่างกัน อัตราต่ำสุดอยู่ที่ร้อยละ 10 สำหรับไทยเผชิญภาษีร้อยละ 19 เช่นเดียวกันกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ส่วนประเทศที่เผชิญอัตราภาษีสูงสุดที่ร้อยละ 50 คือ อินเดีย รองลงมาเป็นลาวและเมียนมาที่ร้อยละ 40 ปัจจุบันทั่วโลก รวมทั้งนักธุรกิจสหรัฐฯ ติดตามผลการใช้มาตรการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ส่วนใหญ่กังวลว่ามาตรการภาษีตอบโต้จะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เอง นอกจากนี้ ยังประเมินว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้สหรัฐฯ ได้เปรียบในการเจรจาข้อตกลงการค้ากับต่างประเทศ ตามที่ประธานาธิบดีทรัมป์คาดหวัง เพราะตลอดช่วงระยะเวลาตั้งแต่ เมษายน-สิงหาคม 2568 ผู้นำสหรัฐฯ บรรลุการทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับ 2 ประเทศคู่ค้า นอกนั้นเป็นเพียงคำมั่นที่จะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ และเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งยังไม่แน่นอนว่าผู้นำสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงได้หรือไม่ นักวิเคราะห์ในสหรัฐฯ กังวลว่ามาตรการภาษีจะทำให้สินค้าในสหรัฐฯ ปรับราคาสูงขึ้น และเป็นปัจจัยเชิงลบต่อสภาพเศรษฐกิจในประเทศ ซ้ำเติมปัญหาตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ล่าสุดเมื่อ 5 สิงหาคม 2568 สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานในประเทศเมื่อห้วง กรกฎาคม…

จับตาความร่วมมือกลุ่ม QUAD สร้างห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก และความมั่นคงไซเบอร์

สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกยังคงเดินหน้าความร่วมมือที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะกรอบความร่วมมือกลุ่ม QUAD หรือกลุ่ม 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย อินเดียและญี่ปุ่น ที่ยังคงจัดการประชุมหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อให้นานาชาติเห็นว่าทั้ง 4 ประเทศมีความสัมพันธ์อันดีและมียุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกัน ปัจจุบัน ทั้ง 4 ประเทศของกลุ่ม QUAD ให้ความสนใจในความร่วมมือที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถในการควบคุมห่วงโซ่อุปทานการผลิต  rear earth  หรือแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ในการทำอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานการผลิตและการซื้อขายที่แข็งแกร่ง รวมทั้งลดการพึ่งพาจีน โดยความร่วมมือใหม่นี้เกิดขึ้นเมื่อ กรกฎาคม 2568 ภายใต้ชื่อ Quad Critical Minerals Initiative เป็นผลจากการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจากทั้ง 4 ฝ่าย ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กลุ่ม QUAD ร่วมกันแสดงจุดยืนว่าการที่จีนครอบครองห่วงโซ่อุปทานแร่หายากนั้น อาจไม่เป็นผลดีต่อสมดุลอำนาจของประเทศต่าง ๆ และความมั่นคงในภูมิภาค ดังนั้น กลุ่ม QUAD พร้อมจะแสวงหาแหล่งทรัพยากรแร่สำคัญใหม่ ๆ จากทั่วโลก เพื่อลดการพึ่งพาจีน ความก้าวหน้าของ QUAD ที่สนับสนุนห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก แม้ว่าจะเป็นโอกาสในการพัฒนาและแสวงหาแร่หายากจากถิ่นอื่น…

นานาชาติรำลึกครบรอบ 80 ปีเหตุการณ์ใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น

  สื่อต่างประเทศรายงานเมื่อ 6 สิงหาคม 2568 เนื่องในวันครบรอบ 80 ปีเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ ใช้เครื่องบินรุ่น B29 ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ Little Boy ที่เมืองฮิโรชิมา ญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรกเมื่อ 6 สิงหาคม 2488 และครั้งที่ 2 ที่เมืองนางาซากิ ใน 9 สิงหาคม 2488 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 110,000 คน และจำนวนมากได้รับผลกระทบจากรังสีนิวเคลียร์ สำหรับประเด็นสำคัญที่สื่อและนานาชาติให้ความสนใจ คือ มุมมองของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญการเมืองระหว่างประเทศที่เชื่อว่าปัจจุบัน โลกเผชิญความเสี่ยงที่ประเทศมหาอำนาจจะใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งการใช้อาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี และหัวรบนิวเคลียร์ในการข่มขู่คุกคามระหว่างกัน เช่น สมรภูมิรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน นอกจากนี้ การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศต่าง ๆ ยังเสี่ยงตกเป็นเป้าหมายการโจมตีและคุกคามจากต่างประเทศ เช่น กรณีสหรัฐฯ – อิหร่าน ตลอดจนมีรายงานจากสถาบัน Stockholm International Peace Research การสำรวจจำนวนหัวรบและอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก พบว่าจำนวนอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว…

ต่างประเทศรายงานการประชุมระหว่างไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย

  สื่อมวลชนต่างประเทศเมื่อ 4 สิงหาคม 2568 ติดตามพัฒนาการสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา โดยอ้างถึงผลกระการประชุมประเด็นพื้นที่ชายแดนระหว่างผู้แทนไทย-กัมพูชาที่มาเลเซีย หรือคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee-GBC) ซึ่งเป็นการประชุมทวิภาคีของฝ่ายทหาร ที่เกิดขึ้นหลังจากทั้ง 2 ฝ่ายบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เป้าหมายสำคัญคือการรักษาสภาพแวดล้อมและบรรยากาศหยุดยิงในปัจจุบัน รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความขัดแย้งประเด็นชายแดนระหว่างกันอีกในอนาคต โดยผู้แทนของมาเลเซียระบุว่าจะใช้กลไกอาเซียนทำหน้าที่เป็นคณะติดตามความคืบหน้า (monitoring team) ด้วย ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีขึ้นก่อนที่จะมีการหารือครั้งสำคัญใน 7 สิงหาคม 2568 ที่คาดว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้ง 2 ประเทศเข้าร่วม ตลอดจนมีผู้แทนจากต่างประเทศสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งมาเลเซีย จีน และสหรัฐฯ สื่อต่างประเทศมีมุมมองเชิงบวกต่อการประชุมดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ยังคงรายงานถึงสาเหตุความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาครั้งล่าสุด ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนของทั้ง 2 ประเทศ และการดำเนินการของไทยและกัมพูชาที่เชิญผู้แทนต่างประเทศลงพื้นที่เพื่อให้รับทราบข้อมูล นอกจากนี้ สื่อยังรายงานว่าข้อตกลงหยุดยิงที่เกิดขึ้นยังมีความเปราะบางและไม่แน่นอนสูง เนื่องจากยังมีบรรยากาศไม่ไว้วางใจกันระหว่างทหารและประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกับว่าละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมและโจมตีพลเรือน สำหรับความเคลื่อนไหวของฝ่ายทหาร สื่อมวลชนอ้างท่าทีของฝ่ายไทยที่ระบุว่าปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่ายตรึงกำลังและไม่มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยมีข้อมูลว่ากัมพูชาเคลื่อนย้ายกำลังพลเข้าสู่พื้นที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ และระดมกำลังพลเพิ่มเติม นอกจากประเด็นสถานการณ์ในพื้นที่ สื่อต่างประเทศให้ความสนใจการรายงานข่าวสารและข่าวปลอม รวมทั้งข้อมูลบิดเบือนที่เกิดขึ้นจำนวนมากผ่านสื่อสังคมออนไลน์…

ผู้นำยูเครนเชื่อว่ามีทหารรับจ้างจากต่างประเทศช่วยกองทัพรัสเซีย

ยูเครนเชื่อว่ารัสเซียได้รับความช่วยเหลือจากทหารรับจ้างในหลายประเทศที่ไปร่วมปฏิบัติการทางทหารในสงคราม โดยประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี เมื่อ 4 สิงหาคม 2568 ประกาศว่า กองทัพยูเครนที่กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน และต้องต่อสู้กับทหารรับจ้างจากหลากหลายประเทศที่เข้าไปร่วมปฏิบัติการทหารของรัสเซีย โดยระบุว่ามีทหารรับจ้างจากจีน เกาหลีเหนือ ทาจิกิสถาน อุซเบกิชสถาน ปากีสถาน และกลุ่มประเทศในภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งทั้งหมดเป็นนักรบในแนวหน้าที่เผชิญหน้ากับทหารยูเครนโดยตรง และต่อสู้ในสมรภูมิที่เข้มข้นในหลายพื้นที่ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากผู้นำยูเครนไปเยือนแนวหน้าการสู้รบ ที่สมรภูมิใกล้กับเมือง Vovchansk และได้พบหารือกับผู้บัญชาการทหารในพื้นที่ ก่อนหน้านี้ ยูเครนระบุว่ามีทหารเกาหลีเหนือเข้าไปปฏิบัติการสนับสนุนกองทัพรัสเซียอย่างชัดเจน เฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาค Kursk ทางตะวันตกของรัสเซียที่ยูเครนเคยเข้าไปยึดพื้นที่ได้ นอกจากนี้ ยูเครนเผยแพร่ข้อมูลเมื่อ เมษายน 2568 ว่า รัสเซียกำลังว่าจ้างนักบินเครื่องบินรบชาวจีนให้ร่วมปฏิบัติการในยูเครน รวมทั้งพยายามโน้มน้าวชาวจีนให้ไปร่วมรบในสงคราม ด้วยการทำสื่อโฆษณาเป็นภาษาจีนเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Weibo พร้อมกับจูงใจด้วยค่าตอบแทน ทั้งนี้ ทางรัฐบาลจีนได้ปฏิเสธแล้ว พร้อมกับเตือนให้ยูเครนระมัดระวังการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง พร้อมทั้งย้ำท่าทีของจีนต่อสถานการณ์ดังกล่าวว่าจีนไม่สนับสนุนความขัดแย้งและต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ สถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ระหว่างรัสเซีย-ยูเครนยังคงตึงเครียด มีรายงานว่าปฏิบัติการ Summer Offensive ของรัสเซียได้ผลและสามารถสร้างความเสียหายให้กองทัพยูเครนได้ในหลายพื้นที่ ขณะที่มีรายงานฝ่ายยูเครนประสบความสำเร็จในการใช้อากาศยานไร้คนขับ (drone) โจมตีรัสเซียในช่วงเวลากลางคืน เน้นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น โรงกลั่นน้ำมัน อย่างไรก็ดี ยูเครนประสบปัญหาขาดแคลนระบบป้องกันภัยทางอากาศและกังวลว่าฝ่ายรัสเซียจะได้เปรียบในการปฏิบัติการทางทหาร เพราะมีการใช้นักรบหรือทหารรับจ้างจากต่างประเทศ

สหรัฐฯ จะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากอินเดีย ตอบโต้ที่ค้าขายพลังงานจากรัสเซีย

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อ 4 สิงหาคม 2568 ว่า จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย เพื่อตอบโต้ที่ยังค้าขายพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน กับรัสเซีย ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ หลายฝ่ายมองว่าเป็นกิจกรรมการค้าที่ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะเท่ากับว่าอินเดียและรัสเซียไม่สนใจว่าชาวยูเครนจะได้รับผลกระทบจากสงครามแค่ไหน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ได้กำหนดว่าอัตราภาษีที่จะเก็บเพิ่ม โดยสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีตอบโต้อินเดียที่ร้อยละ 25 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากอินเดียประมาณ 87,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดีย ซึ่งอินเดียมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการค้าของสหรัฐฯ อย่างมาก โดยเฉพาะยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ของอินเดียมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ผู้นำสหรัฐฯ เคยประกาศเมื่อปลาย กรกฎาคม 2568 ว่า จะเพิ่มการกดดันรัสเซียให้ยอมเข้าร่วมการเจรจากับยูเครนเพื่อยุติสงคราม โดยจะใช้การกดดันทุกรูปแบบ รวมทั้งการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ยังมีความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจกับรัสเซียด้วย ดังนั้น อินเดียจึงกลายเป้นเป้าหมายของสหรัฐฯ มีรายงานว่าตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนเริ่มต้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 2565 อินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มขึ้นมากกว่า 6 เท่า หรือสูงสุดที่ประมาณ 2.15 ล้านบาร์เรลต่อวัน…

ท่าทีเอกชนต่อมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ

กรณีสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่ร้อยละ 19 ภาคเอกชนล่าสุด เช่น ส.อ.ท. สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย แสดงความคาดหวังสอดคล้องกัน โดยต้องการอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 โดยมองว่า หากรัฐบาลทำได้จะเป็นสัญญาณที่ดี ไม่ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจไทยรุนแรงทั้งด้านการส่งออก และด้านผลห่วงโซ่การผลิตทั้งในภาคอุตสาหกรรมและเกษตร ที่สำคัญคือจะทำให้ไทยเป็นพื้นที่เศรษฐกิจน่าสนใจของนักลงทุนต่อไป สำหรับผู้ประกอบการ แม้จะส่งผลกระทบ แต่อยู่ในระดับที่พอรับได้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการต่อจากนี้คือ การออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ภาคเอกชนส่วนใหญ่ประมาณการว่า หากอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ เป็นไปตามคาดหวังยังมีความเป็นไปได้ที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยน่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2