ลาวปฏิเสธข่าวสารส่งกองกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน

สื่อมวลชนลาว รายงานเมื่อ 10 กรกฎาคม 2568 ว่า ลาวปฏิเสธข่าวสารกรณีสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง ระบุว่า ลาวเตรียมส่งทหารเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน พร้อมว่ากองกำลังที่เข้าร่วมจะได้รับเงินชดเชย และสัญชาติรัสเซีย โดยทางการลาวยืนยันว่า ข่าวสารดังกล่าวไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง เป็นข่าวปลอม โดยเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงและบิดเบือนความจริงโดยเจตนา ที่มุ่งสร้างความเข้าใจผิดให้ลาวต่อประชาคมโลก และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างลาวกับชาติพันธมิตร ก่อนหน้านี้ เมื่อ 5 กรกฎาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวของยูเครน รวมถึงสำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง รายงานอ้างข่าวกรองทางทหารของยูเครน (Defense Intelligence of Ukraine) ที่ประเมินว่า ลาวอาจสนับสนุนทหารช่าง 50 นาย เพื่อเข้าร่วมปฏิบัติการเก็บกู้ทุนระเบิดในแคว้นคุสด์ รัสเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โดย อ้างภารกิจด้านมนุษยธรรม  เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่รัสเซียส่งมอบยุทโธปกรณ์และอุปกรณ์สำหรับป้องกันประเทศให้แก่ลาว นอกเหนือจากนี้ ยังรายงานว่า ลาวเสนอช่วยรัสเซียด้วยการออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อพักฟื้นสำหรับทหารรัสเซียที่บาดเจ็บจากปฏิบัติการทางทหารระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทำให้ลาวจะเหมือนกับเกาหลีเหนือที่ส่งทหารและเสนอที่พักพิงให้ทหารที่บาดเจ็บ ลาวยังระบุเพิ่มเติมว่า ข่าวสารดังกล่าวเกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ละเอียดอ่อน เนื่องจากที่ผ่านมาลาวและรัสเซีย มีความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีระหว่างกัน และแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำระดับสูงอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่า ลาวไม่เปลี่ยนแปลงต่อนโยบายต่างประเทศที่ยึดมั่นในสันติภาพ เอกราช มิตรภาพ และความร่วมมือ และย้ำว่าประเทศไม่มีนโยบายหรือเจตนาใด ๆ ที่จะส่งกำลังพลทางทหารหรือพลเมืองของตนเข้าไปแทรกแซงความขัดแย้งภายในของประเทศอื่น…

ประเทศในเอเชียผิดหวังกับนโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์

กรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศอัตราภาษีตอบโต้ต่อประเทศคู่ค้าจำนวน 23 ประเทศ เมื่อ 7 กรกฎาคม 2568 ทำให้ประเทศในเอเชียจำนวนมากไม่พอใจแนวนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ เพราะมีประเทศในเอเชีย 14 ประเทศได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว รวมทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ พันธมิตรด้านความมั่นคงที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ และพยายามเจรจากับสหรัฐฯ มาโดยตลอด เพื่อต่อรองให้ลดอัตราภาษีตอบโต้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเน้นย้ำว่า มาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ เฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเสียดุลการค้ากับต่างประเทศ โดยจะมีผลบังคับใช้ใน 1 สิงหาคม 2568 แต่ละประเทศเผชิญอัตราภาษีตอบโต้ที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังจะไม่ยุติการใช้มาตรการภาษีกดดันประเทศคู่ค้า โดยเมื่อ 10 กรกฎาคม 2568 ประกาศจะใช้อัตราภาษีตอบโต้สินค้าจากแคนาดาร้อยละ 35 และพร้อมจะเพิ่มอัตราภาษีต่อประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ด้วย ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ และแคนาดากำลังเจรจากันเรื่องนโยบายการค้าและการลงทุน โดยคาดว่าจะบรรลุข้อตกลงได้ใน 21 กรกฎาคม 2568 ดังนั้น การขู่ขึ้นภาษีร้อยละ 35 น่าจะเพื่อกดดันแคนาดาที่เป็นคู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ ให้ยอมรับข้อเสนอและเงื่อนไขของสหรัฐฯ มากขึ้น ประเทศที่จะเผชิญอัตราภาษีตอบโต้ใน 1 สิงหาคม 2568 เรียงจากอัตรามากไปน้อย ได้แก่ สปป.ลาว…

รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ – จีน จะพบกันในการประชุมอาเซียน

นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และนายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนจะพบหารือกันใน 11 กรกฎาคม 2568 นอกรอบการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครั้งที่ 58 ของอาเซียน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โดยเป็นการพบกันครั้งสำคัญเพราะอยู่ในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีประเด็นขัดแย้งและแตกต่างกันหลายเรื่อง ทั้งนโยบายภาษีตอบโต้ การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายเป้นผู้แทนระดับสูงที่จะพบกัน ตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์รับตำแหน่งเมื่อมกราคม 2568 เมื่อ 10 กรกฎาคม 2568 นายหวังอี้ เปิดเผยประเด็นที่ทั้ง 2 ฝ่ายอาจหารือกัน คือ ความท้าทายจากนโยบายภาษีตอบโต้ฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ซึ่งจีนมีมุมมองว่านโยบายดังกล่าวควรจะยุติธรรมและสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น ตลอดจนเป็นผลดีต่อระเบียบโลก นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าสหรัฐฯ กับจีนจะหารือกันเพื่อแสดงจุดยืนเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในช่องแคนไต้หวัน และความกังวลของสหรัฐฯ ต่อกรณีจีนสนับสนุนรัสเซียทำสงครามในยูเครนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่สหรัฐฯ กังวลว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียและยูเครน ด้านนายรูบิโอคาดหวังว่าจะได้หารืออย่างตรงไปตรงมากับผู้แทนระดับสูงของจีน และมุ่งมั่นว่าจะใช้โอกาสการเยือนมาเลเซียครั้งนี้ ย้ำให้อาเซียนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เห็นว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการกระชับความร่วมมืออย่างรอบด้านตามยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกที่เปิดกว้าง เสรีและมั่นคง และพร้อมจะมีบทบาทสร้างสันติภาพในภูมิภาค คาดว่านายรูบิโอจะเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง การส่งเสริมบทบาทของสหรัฐฯ ในทะเลจีนใต้ และการส่งเสริมกลไกกลุ่ม…

กลุ่ม OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิตใน ส.ค.68

  กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันของโลก หรือ OPEC+ นำโดยซาอุดีอาระเบีย ยืนยันเมื่อ 7 กรกฎาคม 2568 ว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในสิงหาคม 2568 เป็นวันละ 548,000 บาร์เรล เพื่อตอบสนองความต้องการตลาดโลกในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นห้วงที่สมาชิกกลุ่ม OPEC+ ประเมินว่าจะมีการใช้พลังงานมากขึ้น ท่าทีของกลุ่ม OPEC+ ทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนไม่ได้คาดการณ์ว่ากลุ่ม OPEC+ จะเพิ่มกำลังการผลิตมากในระดับนี้ และอาจส่งทำให้เกิดปัญหา oversupply หรือสภาวะน้ำมันล้นตลาด โดยเฉพาะหลังช่วงฤดูร้อน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่าท่าทีของกลุ่ม OPEC+ สอดคล้องกับความต้องการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ราคาน้ำมันโลกลดลง เพื่อพยุงสภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่สหรัฐฯ จะเริ่มใช้มาตรการภาษีตอบโต้ใน 1 สิงหาคม 2568 นโยบายผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC+ มีความสำคัญต่อทิศทางราคาพลังงานโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบและผันผวนอย่างมากจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย แม้ว่าปัจจุบันอิหร่านกับอิสราเอลจะยังไม่ขยายขอบเขตสงคราม และไม่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก แต่สถานการณ์ความมั่นคงยังไม่แน่นอน ทำให้นานาชาติวิตกว่าราคาน้ำมันที่ผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจะซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งนอกจากจะมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศแล้ว ยังมีนโยบายภาษีสหรัฐฯ ที่จะสร้างอุปสรรคในการค้าระหว่างประเทศด้วย ในช่วงพฤษภาคม-กรกฎาคม 2568 กลุ่ม…

ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ขึ้นภาษีอีกร้อยละ 10 ต่อประเทศที่ร่วมมือกับ BRICS

ทั่วโลกจับตานโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่เตรียมจะประกาศอัตราที่แน่นอนใน 9 กรกฎาคม 2568 และจะเริ่มใช้มาตรการภาษีตอบโต้ใน 1 สิงหาคม 2568 โดยปัจจุบันไม่เปิดให้มีการเจรจาแล้ว ทั้งนี้ นานาชาติก็ยังวิตกกับท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่แข็งกร้าวและล่าสุดเมื่อ 7 กรกฎาคม 2568 โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ Truth Social ว่าจะขึ้นภาษีเพิ่มอีกร้อยละ 10 ต่อประเทศที่ร่วมมือกับกลุ่ม BRICS เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์เชื่อว่าเป็นการรวมกลุ่มของประเทศที่มีแนวคิดต่อต้านนโยบายของสหรัฐฯ ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์มีขึ้นหลังจากกลุ่ม BRICS จัดการประชุมสุดยอดที่เมืองริโอเดจาเนโร บราซิลเมื่อ 6-7 กรกฎาคม 2568 และมีถ้อยแถลงวิจารณ์นโยบายภาษีตอบโต้ของผู้นำสหรัฐฯ เชิงลบ ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่พอใจและตอบโต้ สำหรับสมาชิกกลุ่ม BRICS ดั้งเดิม ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ จากนั้นมีการเพิ่มสมาชิกอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา ได้แก่ อียิปต์ เอธิโอเปีย อินโดนีเซีย อิหร่าน ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ ยังมีประเทศหุ้นส่วน 10 ประเทศ…

การเปลี่ยนแปลงนโยบายกัญชาส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

สนข.Al Jazeera ของกาตาร์ รายงานกรณีรัฐบาลกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ให้ใช้กัญชาเฉพาะทางการแพทย์ และเตรียมนำกัญชากลับเข้าบัญชียาเสพติด โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมการใช้กัญชาเชิงสันทนาการ หลังจากไทยทำให้กัญชาถูกกฎหมายเมื่อปี 2565 ซึ่งก่อให้เกิดธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่รัฐบาลอ้างว่าเป็นสาเหตุให้มีการใช้กัญชาในกลุ่มเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้น และมีการลักลอบขนยาเสพติดไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างกระทันหันกำลังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องทำให้ขาดทุนและต้องปิดกิจการ โดยผู้ประกอบการมองว่า ผลกระทบด้านลบของการปลดล็อคกัญชาถูกกล่าวเกินจริง พร้อมเตือนว่า การจำกัดให้ใช้กัญชาเฉพาะทางการแพทย์จะเป็นการผลักดันให้อุตสาหกรรมกัญชาลงสู่ใต้ดินซึ่งยากต่อการควบคุมมากขึ้น และยังเห็นว่าเรื่องกัญชากลายเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างพรรค พท.กับพรรค ภท. โดยกลุ่มสนับสนุนกัญชาเตรียมจัดการชุมนุมประท้วงใน 7 ก.ค. 68 และมีแผนจะยื่นฟ้องรัฐบาลด้วย

ความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลกระทบต่อการผลักดันร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจรฯ

เว็บไซต์ Macao Business ของมาเก๊า รายงานระบุว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากกรณี น.ส.แพทองธาร ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ นรม.ชั่วคราว และกระแสข่าวการทำรัฐประหารในไทย รวมถึงการคัดค้านจากพรรคฝ่ายค้าน กำลังสร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อการผลักดันร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจรฯ ส่งผลให้การพิจารณาร่างกฎหมายไม่เป็นไปตามแผน ในขณะที่ผู้ประกอบการกาสิโนในมาเก๊าต่างจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หากไทยทำให้กาสิโนถูกกฎหมายไทยอาจก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 3 ตลาดกาสิโนชั้นนำของโลก แข่งขันกับลาสเวกัส มาเก๊า และสิงคโปร์ได้ แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองในปัจจุบันกำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก

ยอดมูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงทางออนไลน์พุ่งสูงขึ้น

CardX ผู้ให้บริการบัตรเครดิตภายใต้กลุ่ม SCBX เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 แม้จำนวนคดีที่ประชาชนตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพจะลดลงจากปี 2567 แต่จำนวนเงินที่สูญเสียต่อรายกลับเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 9 จาก 83,800 บาท เป็น 91,500 บาท สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพเริ่มมุ่งเป้าไปยังเหยื่อที่มีศักยภาพในการหลอกลวงสูงมากขึ้น ขณะที่ยอดอายัดบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพยังมีสูงถึงกว่า 739,000 บัญชี นอกจากนี้ กลโกงที่พบมากที่สุดยังเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ มีสัดส่วนถึงร้อยละ 57 ของคดีทั้งหมด

กลุ่มมิจฉาชีพใช้โครงการของรัฐในการหลอกลวงประชาชน

ในช่วงที่รัฐบาลเปิดโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง 2568” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ กลุ่มมิจฉาชีพได้อาศัยโอกาสดังกล่าวในการหลอกลวงประชาชนในหลายรูปแบบ ได้แก่ 1) ส่งข้อความ SMS ปลอมโดยแอบอ้างว่าเป็นข้อความยืนยันสิทธิ์จากโครงการคนละครึ่ง พร้อมแนบลิงก์ให้กดเพื่อยืนยันสิทธิ์หรือรับรหัส OTP ซึ่งเป็นกลลวงเพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงิน 2) ประกาศรับลงทะเบียนโครงการให้กับผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกลงทะเบียนด้วยตนเอง โดยมิจฉาชีพจะขอข้อมูลส่วนตัว เช่น เลขบัตรประชาชนและรหัสหลังบัตร เพื่อใช้ในทางทุจริต 3) แอบอ้างเป็นผู้ให้บริการจองที่พักผ่านเว็บไซต์ โซเชียลมีเดียหรือโทรศัพท์ พร้อมขอข้อมูลส่วนตัวและหลอกให้โอนเงินมัดจำสำหรับการจองห้องพักในโครงการ

จับตามองการประชุมสุดยอดผู้นำ BRICS ในกรกฎาคม 2568

  การประชุมสุดยอดผู้นำ BRICS (บราซิล  รัสเซีย  อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) ปี 2568 ที่เมืองริโอเดจาเนโร บราซิล ระหว่าง 6-7 กรกฎาคม 2568 นี้ น่าจับตามองอย่างมาก เนื่องจากผู้นำของประเทศมหาอำนาจในกลุ่ม BRICS ที่เป็นสมาชิกก่อตั้งของกลุ่มถึงสองประเทศจะไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ คือ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย โดยมีเหตุผลแตกต่างกัน  ทั้งนี้ อาจต้องจับตามองว่า การที่ผู้นำของทั้งสองประเทศไม่ได้เข้าร่วมประชุม จะส่งผลต่อความโดดเด่นของ BRICS ในเวทีโลกหรือไม่ เพราะเป็นที่รับรู้กันว่ากลุ่ม BRICS ตั้งขึ้นมาเพื่อคานอิทธิพลของกลุ่มประเทศตะวันตก เหตุผลที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ BRICS ได้ตามที่สื่อของจีนรายงาน ได้แก่ ผู้นำจีนมีกำหนดการอื่นในช่วงดังกล่าว  และในช่วงไม่ถึง 1 ปี ผู้นำจีนได้พบกับประธานาธิบดี Luiz Inacio Lula da Silva ของบราซิล…