กัมพูชาให้สหภาพยุโรปเป็นช่องทางส่งสัญญาณให้นานาชาติเชื่อว่าให้ความสำคัญกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

สื่อมวลชนกัมพูชาเมื่อ 17 กันยายน 2568 รายงานอ้างท่าทีนาย Ly Thuch รัฐมนตรีอาวุโสของกัมพูชาและประธาน สำนักงานปฏิบัติการและช่วยเหลือเหยื่อทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (Cambodian Mine Action and Victim Assistance Authority – CMAA) ที่ยืนยันกับผู้แทนระหว่างประเทศว่าให้ความสำคัญกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย ตามข้อริเริ่มที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชาทำข้อตกลงกับฝ่ายไทย และยังคงปฏิบัติการร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนถือว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของชาติ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นระหว่างรัฐมนตรีอาวุโสของกัมพูชาพบหารือกับนาย Igor Driesmans เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำกัมพูชา เมื่อ 16 กันยายน 2568 เพื่อส่งสัญญาณให้นานาชาติเชื่อว่ากัมพูชาให้ความสำคัญกับปฏิบัติการดังกล่าว เนื่องจากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจะเป็นผลดีต่อความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งเสริมสร้างบรรยากาศด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม นาย Ly Thuch ระบุว่าการเก็บกู้ระเบิดเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างกัมพูชากับไทย ทำให้กัมพูชาไม่สามารถปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้ เฉพาะอย่างยิ่งการปะทะเป็นระยะเวลา 5 วัน ระหว่างกัมพูชากับไทย นาย Driesmans ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำกัมพูชาและผู้แทนพิเศษของสหภาพยุโรปสำหรับเมียนมา เคยพบหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยเป็นระยะ ๆ นอกจากนี้ เมื่อ สิงหาคม 2568 นาย…

การประชุมสุดยอดกลุ่มอาหรับ-อิสลาม ที่กาตาร์มีจุดยืนร่วมในการประณามอิสราเอล

  กาตาร์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอาหรับ-อิสลาม (Arab-Islamic Summit) วาระฉุกเฉิน ที่กรุงโดฮา เมื่อ 15 กันยายน 2568 เพื่อหารือแนวทางตอบโต้อิสราเอล กรณีโจมตีสมาชิกระดับสูงของกลุ่มฮะมาสในกาตาร์เมื่อ 9 กันยายน 2568 ส่งผลให้นานาชาติ รวมทั้งประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางวิตกว่าอิสราเอลจะขยายขอบเขตความขัดแย้ง และทำให้ความพยายามในการเจรจาสันติภาพยุติลง ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ และได้รับการแจ้งเตือนจากอิสราเอลก่อนที่จะโจมตี และให้ผู้เกี่ยวข้องแจ้งเตือนกาตาร์ ซึ่งไม่ทันเวลา การประชุมที่กาตาร์มีผู้นำประเทศและผู้แทนระดับสูงจากกลุ่มสันนิบาตอาหรับ (Arab League) จำนวน 22 ประเทศ และองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation -OIC) จำนวน 57 ประเทศ ผลการประชุม ประเทศสมาชิกกลุ่มอาหรับสนับสนุนกาตาร์ และมีถ้อยแถลงประณามในระดับสูงสุด กรณีอิสราเอลปฏิบัติการทางทหารในกาตาร์ พร้อมระบุว่าท่าทีของอิสราเอลเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงระดับภูมิภาค แนวโน้มท่าทีของกลุ่มประเทศอาหรับ สมาชิก OIC ที่จะสนับสนุนกาตาร์ต่อไป อาจเป็นรูปแบบการสนับสนุนท่าทีของกาตาร์ในเวทีสหประชาชาติ (UN) และการเพิ่มมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อกดดันอิสราเอลให้ยุติการปฏิบัติการทางทหารนอกพื้นที่ฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์ เนื่องจากกระทบผลประโยชน์แห่งชาติ อธิปไตย และความปลอดภัยของประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการสันติภาพมากกว่าเข้าร่วมสงครามหรือความขัดแย้ง…

มาเลเซียฉลองครบ 62 ปีวันจัดตั้งสหพันธรัฐ : ส่งผลดีต่อการใช้จ่ายชายแดนไทย-มาเลเซีย

  ใน 16 กันยายน 2568 เป็นวันครบรอบ 62 ปีการจัดตั้งสหพันธรัฐมาเลเซีย หรือ Malaysia Day และเป็นวันหยุดราชการ เพื่อที่รัฐบาลให้ประชาชนได้ร่วมกันฉลองและระลึกถึงการรวมตัวกันเป็นสหพันธรัฐ ระหว่างมาลายา บอร์เนียวเหนือหรือรัฐซาบาห์ ซาราวัก และสิงคโปร์ แม้ว่าสิงคโปร์จะออกจากสหพันธรัฐไปแล้ว แต่ชาวมาเลเซียถือว่า 16 กันยายน เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชาติและความร่วมมือของประเทศ ในปี 2568 รัฐบาลกำหนดให้รัฐปีนังเป็นพื้นที่จัดงานฉลอง Malaysia Day ในธีม “Malaysia MADANI: Rakyat Disantuni” ที่ศูนย์ Butterworth Convention Centre  กิจกรรมประกอบด้วยการแสดงนิทรรศการด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม โดยให้ความสำคัญกับความหลากลายทางวัฒนธรรมและเอกภาพในประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียจะเข้าร่วมงานดังกล่าวด้วย สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียเมื่อ 16 กันยายน 2568 โพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ร่วมฉลองกับประชาชนชาวมาเลเซีย แสดงความยินดีและสนับสนุนให้ชาวมาเลเซียมีเอกภาพเพื่อสร้างชาติที่แข็งแกร่ง และพระราชทานพรให้ชาวมาเลเซียมีสันติภาพ ตลอดจนรอดพ้นจากภัยพิบัติ การเมืองการปกครองมาเลเซีย เป็นแบบสหพันธรัฐตั้งแต่ 16 กันยายน 2506 โดยมีมีสมเด็จพระราชาธิบดีเป็นประมุข โดยเจ้าผู้ครองรัฐ 9…

สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรจะเพิ่มความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการใน 16 กันยายน 2568 โดยจะได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดีชาลส์ที่ 3 และผู้นำรัฐบาลสหราชอาณาจักรด้วย สื่อมวลชนสหรัฐฯ ติดตามรายงานการเยือนดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเมินว่าจะเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ ตลอดจนมีการเตรียมความพร้อมอย่างดี เพื่อให้ผลลัพธ์หรือภาพลักษณ์การเยือนออกมาราบรื่น มากกว่าการเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อ 6 ปีก่อน ซึ่งในครั้งนั้นประธานาธิบดีทรัมป์เผชิญการต่อต้านจากชาวอังกฤษและมีการประท้วง Trump Baby ระหว่างการเยือนด้วย ข้อตกลงที่คาดว่าจะเป็นผลงานสำคัญในการเยือนครั้งนี้ คือ การเพิ่มความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศด้านพลังงานนิวเคลียร์ หรือ Atlantic Partnership for Advanced Nuclear Energy ที่จะส่งเสริมให้บริษัทพัฒนาและก่อสร้างโรงงานพลังงานนิวเคลียร์สามารถดำเนินกิจการในสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกการลงทุนดังกล่าวภายใน 2-4 ปี โดยรัฐบาลสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรผลักดันความร่วมมือดังกล่าวเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานระหว่างประเทศ รวมทั้งเชื่อว่าการสร้างโรงงานพลังงานนิวเคลียร์จะเพิ่มการจ้างงานในทั้ง 2 ประเทศได้จำนวนมาก ความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงทางพลังงานของสหราชอาณาจักรในระยะยาว แม้ว่าการก่อสร้างโรงงาน การปรับปรุงกฎหมายและการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมต่อการแจกจ่ายพลังงานดังกล่าวจะใช้เวลานาน แต่การลงนามในข้อตกลงดังกล่าวกับสหรัฐฯ จะทำให้มีความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้ง 2 ประเทศมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการรับประกันความปลอดภัยและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการจัดการพลังงานนิวเคลียร์ ที่ผ่านมา รัฐบาลสหราชอาณาจักรพยายามผลักดันการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในประเทศ…

ไทยเผชิญปัญหาผู้อพยพจากเมียนมาเพิ่มขึ้น

จากข้อมูลการสำรวจพบว่าชาวเมียนมาที่อพยพเข้าไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2567 มีจำนวนกว่า 2 ล้านคน สอดคล้องกับตัวเลขจำนวนชาวเมียนมาในไทยตั้งแต่ปี 2562 – 2568 ในพื้นที่เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 85 ขณะที่ในพื้นที่ชายแดนเพิ่มขึ้นเท่าตัว นอกจากนี้ จำนวนนักเรียนเมียนมาในระบบการศึกษาไทยเพิ่มขึ้นจาก 49,000 คนในปี 2562 เป็น 79,000 คนในปี 2567 ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการอพยพ ได้แก่ ความไม่สงบในเมียนมาร์ การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ การบังคับเกณฑ์ทหาร และภัยธรรมชาติ ซึ่งประเด็นที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อไทยคือ พบว่าชาวเมียนมาที่อพยพเข้าไทยมากถึงร้อยละ 60 เดินทางเข้ามาโดยไม่มีใบอนุญาต ทำให้เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ และผลักดันให้บางส่วนเข้าสู่วงจรอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การค้ายาเสพติด และแก๊งคอลเซนเตอร์

สถานการณ์เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชายังคงซบเซา

จากปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ส่งผลให้สถานการณ์เศรษฐกิจบริเวณ 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จ.อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ ตราด จันทบุรี และสระแก้ว ยังคงชะลอตัว เนื่องจากภาคธุรกิจและประชาชนยังไม่เชื่อมั่นต่อสถานการณ์ จึงไม่เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ นักเดินทางไม่กล้าเข้าไปท่องเที่ยว และยังขาดแคลนแรงงาน รวมถึงการค้าขายระหว่างทั้งสองประเทศหยุดชะงัก จึงไม่เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินที่จะมาเพิ่มกำลังซื้อของคนในพื้นที่ ในขณะที่เอกชนยังคงมีรายจ่ายเพื่อการดำเนินธุรกิจตามปกติ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะแย่ลงและซบเซาไปจนถึงสิ้นปี 2568 ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า ตั้งแต่เริ่มการปะทะเกิดขึ้น ทำให้เกิดมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ประมาณ 17,000 ล้านบาทต่อเดือน

คนไทยโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ป่วยด้วยโรค NCDs เพิ่มขึ้น

สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง  (NCDs) ในไทยอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอายุน้อย เช่น กลุ่ม Gen Y (อายุ 30-40 ปี) ข้อมูลจาก สธ.ระบุว่า อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยใหม่ขยับลงมาอยู่ที่ 30 ปี จากเดิมที่มักพบในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น อาหารรสจัด ฟาสต์ฟู้ด และโซเดียมสูง การขาดกิจกรรมทางกาย หรือการนั่งทำงานเป็นเวลานาน ความเครียดเรื้อรัง รวมถึงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ โดยโรค NCDs เช่น หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และมะเร็ง เป็นสาเหตุการเจ็บป่วยและเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประเทศ เฉลี่ยวันละกว่า 1,000 คน คิดเป็นร้อยละ 81ของสาเหตุการเสียชีวิต อีกทั้งโรคเหล่านี้ต้องควบคุมอาการไปตลอดชีวิต ทำให้นอกจากจะกระทบต่อชีวิตประชาชนแล้ว ยังส่งผลต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศด้วย

สังคมไทยตระหนักต่อปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น

ปัญหาสุขภาพจิตและการฆ่าตัวตายในไทยกำลังเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ เนื่องจากสถิติการฆ่าตัวตายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและวัยรุ่น ซึ่งมีสาเหตุจากความเครียดและปัจจัยหลายด้าน เช่น ปัญหาทางเศรษฐกิจ ความกดดันทางสังคม และความคาดหวังจากครอบครัว  หลายภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิต ทั้งในแง่การเรียกร้องความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมหรือคำพูดจากบุคคลสาธารณะ การแก้ไขปัญหาจากภาครัฐ รวมถึงการรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและความใส่ใจต่อผู้ที่ประสบปัญหาสุขภาพจิต เพราะเห็นตรงกันว่า หากไม่มีการสนับสนุนหรือมาตรการรองรับ สถานการณ์อาจมีแนวโน้มแย่ลง และส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง

เนปาลจะมีการเลือกตั้งในมีนาคม 2569 : รักษาการผู้นำเนปาลเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง

  สถานการณ์การเมืองและความรุนแรงในเนปาลยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกติดตาม หลังจากเกิดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงที่มีความรุนแรงและทำให้รัฐบาลเนปาลไร้เสถียรภาพ ล่าสุดเมื่อ 14 กันยายน 2568 นางซูซิลา การ์กิ อายุ 73 ปี รักษาการนายกรัฐมนตรีเนปาลปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งแรกและเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมยุติการก่อความรุนแรง ตลอดจนให้คำมั่นว่าจะปราบปรามการคอร์รัปชันและการทุจริต ซึ่งเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ชาวเนปาลจำนวนมาก เฉพาะอย่างยิ่งประชากรกลุ่ม Gen Z ที่เป็นผู้เริ่มต้นการชุมนุมครั้งนี้ ไม่พอใจและรวมตัวกันประท้วงเมื่อต้น กันยายน 2568 จนลุกลามบานปลายเป็นการชุมนุมที่มีเหตุรุนแรง นางการ์กิ (อายุ 73 ปี/2568) เคยดำรงตำแหน่งประธานผู้พิพากษาศาลสูงสุดเนปาล สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการเมื่อ 12 กันยายน 2568 จากนั้นได้เข้าพบหารือกับแกนนำผู้ชุมนุม คือ นาย Sudan Gurung รวมทั้งประธานาธิบดี Ramchandra Paudel และผู้บัญชาการทหารบก จนมีมติร่วมกันว่าจะจัดการเลือกตั้งใหม่ในห้วง มีนาคม 2569 สำหรับความเสียหายจากการประท้วงในเนปาลครั้งนี้ที่ตึงเครียดและมีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อ 8 กันยายน 2568 เริ่มจากกรณีชาวเนปาลไม่พอใจที่รัฐบาลสั่งห้ามใช้งานสื่อสังคมออนไลน์จำนวน 26 แพลตฟอร์ม จึงรวมตัวกันประท้วงคัดค้านนโยบายดังกล่าว พร้อมทั้งแสดงความไม่พอใจต่อปัญหาเศรษฐกิจและการคอร์รัปชันในประเทศ โดยมีนาย Sudan Gurung…

โรมาเนียและโปแลนด์ตรวจพบโดรนรัสเซียปฏิบัติการเหนือน่านฟ้า

  ปฏิบัติการด้านการทหารของรัสเซียในยุโรปมีแนวโน้มขยายพื้นที่นอกสมรภูมิยูเครน โดยมีรายงานเมื่อ 15 กันยายน 2568 ว่า โรมาเนียพบโดรนรัสเซียปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าโรมาเนียเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 50 นาที จากนั้นเปลี่ยนเส้นทางไปปฏิบัติภารกิจในยูเครน โดย บ.รบรุ่น F-16 ของโรมาเนียเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างใกล้ชิด แต่ตัดสินใจไม่ยิงทำลาย เนื่องจากวิตกว่าจะเป็นอันตราย การที่โดรนรัสเซียเข้าไปปฏิบัติการในน่านฟ้าโรมาเนียเท่ากับเป็นการละเมิดอธิปไตยและเสี่ยงอันตรายอย่างมาก โรมาเนียจึงประณามการกระทำดังกล่าวของรัสเซียว่าเป็นพฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบ และสะท้อนว่ารัสเซียไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ โรมาเนียยังเรียกเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำโรมาเนียเข้าพบเพื่อคัดค้านการกระทำของรัสเซียด้วย เหตุการณ์ในโรมาเนียเกิดขึ้นเช่นเดียวกับในโปแลนด์ยืนยันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า พบโดรนหรืออากาศยานไร้คนขับของรัสเซียปฏิบัติการในน่านฟ้า จึงปฏิบัติการสกัดกั้นและยิงทำลาย เพราะเป็นการบุกรุก แม้ว่าจะสามารถยับยั้งปฏิบัติการของโดรนรัสเซียได้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศยุโรป เฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกเนโต วิตกว่ารัสเซียกำลังขยายขอบเขตการปฏิบัติการทางทหารที่เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคยุโรปตะวันออก และทะเลดำ กระทรวงกลาโหมรัสเซียยังไม่มีท่าทีต่อข้อกล่าวหาของโรมาเนีย แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาของโปแลนด์ ด้านประธานาธิบดียูเครนให้ความเห็นว่าสมาชิกเนโตควรเร่งเตรียมความพร้อมระบบป้องกันภัยทางอากาศและเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซียเพื่อส่งสัญญาณกดดันรัสเซียให้ยุติการปฏิบัติการทหารที่เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาค รวมทั้งให้ความเห็นว่ารัสเซียกำลังทดสอบโรมาเนียและต้องการให้ประเทศยุโรปตะวันออกเข้าร่วมสงคราม นักวิเคราะห์ประเมินว่าความเคลื่อนไหวของรัสเซียครั้งนี้อาจเป็นเทคนิค “escalate to deescalate” หรือการแสดงแสนยานุภาพทางการทหารและขยายขอบเขตพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อป้องปรามไม่ให้ประเทศในยุโรปตะวันออก โดยเฉพาะสมาชิกเนโต สนับสนุนยูเครนหรือเสริมสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์เชิงยุทธศาสตร์ที่จะเป็นภัยคุกคามต่อรัสเซียในอนาคต โดยปฏิบัติการของรัสเซียมีขึ้นหลังจากสมาชิกเนโตประกาศเพิ่มความร่วมมือเพื่อความมั่นคงทางอากาศ และเริ่มปฏิบัติการ Eastern Sentry เมื่อ 12 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านการสนับสนุนยุทโธปกรณ์จากเดนมาร์ก ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เยอรมนี และประเทศสมาชิกอื่น…