การชุมนุมประท้วงทั่วสหราชอาณาจักรเพื่อคัดค้านการคว่ำบาตรกลุ่ม Palestine Action

  หน่วยความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ตำรวจสหราชอาณาจักรเมื่อ 19-20 กรกฎาคม 2568 เผชิญความท้าทายในการควบคุมและจัดการการชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ เนื่องจากประชาชนจำนวนมากไม่เห็นด้วยที่ศาลสูงสุดของสหราชอาณาจักร (High Court) จะพิจารณาคว่ำบาตรกลุ่ม Palestine Action ตามกฎหมายต่อต้านก่อการร้าย เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักรเชื่อว่ากลุ่ม Palestine Action มีพฤติกรรมก่อเหตุรุนแรงก่อความไม่สงบ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ และทำลายทรัพย์สินสาธารณะ เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา มีรายงานการก่อเหตุก่อกวนหลายครั้ง ซึ่งกลุ่ม Palestine Action ประกาศว่ามีอุดมการณ์สนับสนุนสิทธิชาวปาเลสไตน์ และขัดขวางการกระทำที่เป็นการสนับสนุนรัฐบาลอิสราเอลให้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ประชาชนในสหราชอาณาจักรคัดค้านการคว่ำบาตรกลุ่ม Palestine Action เนื่องจากมีมุมมองว่าการคว่ำบาตรและปราบปรามกลุ่ม Palestine Action  สะท้อนว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรสนับสนุนอิสราเอลให้ทำสงครามในฉนวนกาซา รวมทั้งยังมีความเห็นว่าการใช้กฎหมายต่อต้านก่อการร้ายต่อกลุ่ม Palestine Action รุนแรงเกินกว่าเหตุ เพราะจะส่งผลให้ผู้ที่เคยสนับสนุนกลุ่ม Palestine Action ได้รับโทษอาญาในระดับเดียวกันกับผู้ที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายสากล นอกจากนี้ ยังวิตกว่า รัฐบาลจะเริ่มใช้กฎหมายต่อต้านก่อการร้ายเป็นข้ออ้างในการควบคุมความเคลื่อนไหวของกลุ่มภาคประชาสังคมหรือองค์กรอิสระที่รวมกลุ่มกันประท้วงคัดค้านการดำเนินนโยบายของรัฐบาล หน่วยความมั่นคงของสหราชอาณาจักรจับตาและติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่ม Palestine Action ตั้งแต่กลุ่มเริ่มก่อตั้งและเคลื่อนไหวเมื่อปี 2565 เนื่องจากมีศักยภาพในการรวมกลุ่มผู้สนับสนุนให้ออกไปประท้วงในพื้นที่สาธารณะเพื่อคัดค้านความร่วมมือระหว่างสหราชอาณาจักรกับอิสราเอล โดยเฉพาะความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นอกจากนี้ กลุ่ม Palestine…

ซีเรียและอิสราเอลบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว

นาย Tom Barrack เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำตุรกี เปิดเผยเมื่อ 19 กรกฎาคม 2568 ว่า ซีเรียและอิสราเอลบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว หลังจากทั้ง 2 ประเทศปะทะกันอย่างต่อเนื่องและมีการโจมตีทางอากาศอย่างรุนแรงในพื้นที่ภูมิภาค Suwayda ทางตอนใต้ของซีเรีย สำหรับข้อตกลงดังกล่าว เป็นผลจากการประสานงานของสหรัฐฯ โดยได้รับการสนับสนุนจากตุรกีและจอร์แดน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีท่าทีอย่างเป็นทางการจากซีเรียและอิสราเอล แต่มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ของอิสราเอลให้ความเห็นว่า อิสราเอลเห็นด้วยที่จะเปิดพื้นที่ภูมิภาค Suwayda ให้ชาวซีเรียเดินทางเข้า-ออกได้เป็นระยะเวลา 48 ชั่วโมง หลังจากอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในภูมิภาคดังกล่าว รวมทั้งกระทรวงกกลาโหมของซีเรียในกรุงดามัสกัส เมืองเหลวงของซีเรีย โดยอ้างว่าอิสราเอลโจมตีเพื่อปกป้องชนกลุ่มน้อยชาว Druze ในภูมิภาค Suwayda ที่มีความขัดแย้งกับชนกลุ่มน้อยชาว Bedouin และกองกำลังทหารของรัฐบาลซีเรีย ซึ่งสำหรับอิสราเอล ชาว Druze ในซีเรียที่มีจำนวนประมาณ 700,000 คนในซีเรียถือว่าเป็นพี่น้องของชาวอิสราเอล ก่อนหน้านี้เมื่อ 16 กรกฎาคม 2568 สหรัฐฯ ตุรกี และประเทศอาหรับประสบความสำเร็จในการผลักดันให้กองกำลังชาว Druze และรัฐบาลซีเรียบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม อิสราเอลยังโจมตีซีเรียอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลซีเรียที่นำโดยรักษาการประธานาธิบดี…

UNESCO ขึ้นทะเบียนอนุสรณ์สถานยุคเขมรแดงเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ในกัมพูชา

  องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ประกาศในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 47 ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อ 11 กรกฎาคม 2568 ให้ “อนุสรณ์สถานแห่งกัมพูชา: จากศูนย์กลางการปราบปรามไปสู่สถานที่แห่งสันติภาพและการรำลึก” (Cambodian Memorial Sites: From centres of repression to places of peace and reflection) เป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของกัมพูชาอย่างเป็นทางการ โดยกลุ่มอนุสรณ์สถานแห่งกัมพูชาดังกล่าว ประกอบด้วยสถานที่สำคัญ 3 แห่งที่สะท้อนถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในยุคการปกครองภายใต้ระบอบเขมรแดงระหว่างปี พ.ศ. 2514-2522 ได้แก่ 1) พิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง (Tuol Sleng Genocide Museum) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “คุกความมั่นคง 21” (Security Prison 21-S21) ตั้งอยู่ในราชธานีพนมเปญ ในอดีตเป็นโรงเรียนมัธยม “Tuol…

สหรัฐฯ จะส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศให้ยูเครน พร้อมเจรจากับเนโต

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เมื่อ 14 กรกฎาคม 2568 ประกาศว่า สหรัฐฯ พร้อมจะส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีศักยภาพสูง หรือระบบ Patriot ให้ยูเครน เพื่อตอบสนองความต้องการของยูเครนและขยายขีดความสามารถในการป้องกันประเทศของยูเครนให้แข็งแกร่งมากขึ้น นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังระบุว่าจะหารือกับนาย Mark Rutte เลขาธิการเนโตที่อยู่ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ใน 14-15 กรกฎาคม 2568 เพื่อพิจารณาแนวทางปกป้องสันติภาพและการส่งความช่วยเหลือด้านการทหารให้ยูเครนเพิ่มเติมด้วย ซึ่งสื่อมวลชนสหรัฐฯ คาดว่าอาจหมายถึงการส่งยุทโธปกรณ์เชิงรุกให้ยูเครนใช้ในการตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย ประธานาธิบดีทรัมป์ยังใช้โอกาสนี้วิจารณ์รัสเซียเชิงลบ เนื่องจากไม่ยอมรับข้อตกลงยุติสงครามตามที่สหรัฐฯ เสนอ โดยให้ทั้ง 2 ฝ่ายยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมดเป็นระยะเวลา 30 วัน พร้อมกับพาดพิงประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียว่าเป็นผู้นำที่สร้างความปะหลาดใจให้ผู้อื่นเสมอ โดยมีท่าทีระหว่างการเจรจาเป็นมิตร และกลับสั่งทิ้งระเบิดไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ไม่พอใจท่าทีดังกล่าว เพราะทำให้ความพยายามของผู้นำสหรัฐฯ ไม่มีความคืบหน้า จึงแสดงความผิดหวังต่อประธานาธิบดีปูติน การเปลี่ยนแปลงท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ต่อสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนครั้งนี้ด้วยการสนับสนุนยุทโธปกรณ์  เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียให้ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ เพื่อให้เป็นผลงานด้านการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์เคยส่งสัญญาณว่าอาจลดความช่วยเหลือด้านการทหารต่อยูเครน เนื่องจากส่งผลกระทบต่องบประมาณของสหรัฐฯ และจะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเจรจาแทน นอกจากนี้ ในการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับประธานาธิบดียูเครนที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อมีนาคม 2568…

TACO Trump : ชาวอเมริกันวิจารณ์ท่าทีผู้นำสหรัฐฯ  

  สื่อมวลชนสหรัฐฯ และชาวอเมริกันบางส่วนวิจารณ์การเปลี่ยนแปลงท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต่อการประกาศเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ หรือมาตรการภาษีตอบโต้ ว่า เป็นปรากฏการณ์ TACO Trump หรือ Trump Always Chickens Out (TACO) ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมของผู้นำสหรัฐฯ ที่ขี้ขลาด เพราะใช้วิธีการข่มขู่ประเทศคู่ค้าสลับกับขยายเวลาการใช้มาตรการดังกล่าวออกไป รวมทั้งเปลี่ยนใจมากกว่า 28 ครั้งตั้งแต่ประกาศนโยบายนี้เมื่อ เมษายน 2568 พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ทั่วโลกสับสนและไม่เชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ รวมทั้งอาจทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความน่าเชื่อถือในการเจรจาการค้ากับต่างประเทศ สื่อสหรัฐฯ เปิดเผยสถิติว่า ปรากฏการณ์ TACO Trump สะท้อนจากการเปลี่ยนแปลงท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ อย่างน้อย 28 ครั้งเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการภาษี เริ่มตั้งแต่เมื่อ 2 เมษายน 2568 ที่ประกาศนโยบายภาษีต่อสินค้านำเข้าทุกประเภทเพื่อเสรีภาพของชาวอเมริกัน จากนั้นก็เปลี่ยนรายละเอียดโดยระบุว่าสินค้าประเภทเซมิคอนดักเตอร์ พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ จะได้รับการยกเว้น สะท้อนว่า ผู้นำสหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากต่างประเทศ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังแสดงมุมมองแตกต่างจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้วย เช่น นาย Peter Navarro ที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่าอัตราภาษีที่สหรัฐฯ กำหนดจะไม่สามารถต่อรองได้…

ผู้นำสหรัฐฯ หารือเลขาธิการเนโต เพิ่มความช่วยเหลือยูเครน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์หารือกับนายมาร์ค รุตเตอร์ เลขาธิการเนโตเมื่อ 14 กรกฎาคม 2568 พร้อมเปิดเผยนโยบายเพิ่มความช่วยเหลือด้านการทหารแก่ยูเครน โดยระบุว่าจะให้สมาชิกเนโตซื้อยุทโธปกรณ์สำคัญด้านการป้องกันภัยทางอากาศ หรือระบบ Patriot รวมทั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธจากสหรัฐฯ เพื่อมอบให้ยูเครน ซึ่งบริษัทผู้ผลิตอาวุธของสหรัฐฯ มีความพร้อมสนับสนุนนโยบายนี้อย่างมาก นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังประกาศว่าจะให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติม แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด ด้านเลขาธิการเนโตเชื่อมั่นว่าสหรัฐฯ จะเพิ่มงบประมาณด้านการทหารเพื่อช่วยเหลือยูเครนด้วย นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีต่อความร่วมมือในกลุ่มพันธมิตรเนโตและรักษาเอกภาพของกลุ่ม การเปลี่ยนแปลงท่าทีและทิศทางดำเนินนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ ครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ เพราะก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์วิจารณ์การให้ความช่วยเหลือด้านการทหารแก่ยูเครนเชิงลบ ด้านนักวิเคราะห์ต่างประเทศเชื่อว่าการเจรจากับรัสเซียเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนใจ เพราะการเจรจาไม่เป็นผล ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการทำให้รัสเซียเห็นว่าจะได้รับผลกระทบหากไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ด้านประเทศยุโรปพอใจกับการเปลี่ยนแปลงท่าทีดังกล่าว และพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อเสริมขีดความสามารถด้านการทหารแก่ยูเครนทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่านายรุตเตอร์ เลขาธิการเนโต เป็นผู้มีอิทธิพลต่อมุมมองของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในกรณีนี้ หรือได้ฉายาว่า “Trump whisperer” เนื่องจากในระหว่างที่นายนายรุตเตอร์เคยดำรงตำแหน่งผู้นำเนเธอร์แลนด์ ได้เยือนสหรัฐฯ และพบหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงรับตำแหน่งสมัยแรกบ่อยครั้ง มีรายงานว่ามีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ใกล้ชิดกับผู้นำสหรัฐฯ นอกจากนี้ หลังจากรับตำแหน่งเลขาธิการเนโตเมื่อ ตุลาคม 2567 นายรุตเตอร์แสดงความคิดเห็นในเชิงบวกต่อท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมทั้งเคยเรียกประธานาธิบดีทรัมป์ ว่า “Daddy” จึงคาดว่านายรุตเตอร์น่าจะได้รับความไว้วางใจจากผู้นำสหรัฐฯ อย่างมาก…

นานาชาติคัดค้านแนวคิดอิสราเอล สร้างเมืองมนุษยธรรมในฉนวนกาซา

รัฐบาลและกองทัพอิสราเอลเมื่อ 14 กรกฎาคม 2568 เผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างเมืองมนุษยธรรม หรือ humanitarian city ในพื้นที่เมือง Rafah ทางตอนโต้ของฉนวนกาซา เพื่อให้เป็นพื้นที่ปลอดอาวุธและเป็นที่อยู่อาศัยของพลเรือนชาวปาเลสไตน์จำนวนประมาณ 600,000 คน รวมทั้งเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเจรจาแลกเปลี่ยนตัวประกัน โดยจะให้มีเจ้าหน้าที่จากองค์กรระหว่างประเทศไปปฏิบัติภารกิจในศูนย์ให้ความช่วยเหลือ 4 แห่งในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามด้วย ขณะเดียวกันก็ต้องมีเจ้าหน้าที่กองทัพอิสราเอลควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้ชาวปาเลสไตน์เดินทางออกจากพื้นที่ควบคุม สำหรับชาวปาเลสไตน์ที่จะอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจะต้องเข้าไปอยู่ด้วยความสมัครใจและผ่านการคัดกรองจากอิสราเอลแล้วเท่านั้น แนวคิดดังกล่าวน่าจะเริ่มต้นจากนาย Israel Katz รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลที่เสนอเมื่อต้น กรกฎาคม 2568 ก่อนที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลจะเยือนสหรัฐฯ เพื่อพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์  แนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากผู้นำรัฐบาลและกองทัพอิสราเอล รวมทั้งอาจเป็นข้อเสนอเพื่อให้สหรัฐฯ พอใจและเห็นว่าอิสราเอลดำเนินการตามนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ ที่เคยเสนอให้ย้ายชาวปาเลสไตน์ออกจากฉนวนกาซาเพื่อฟื้นฟูใหม่ โดยมีรายงานว่าองค์กร Gaza Humanitarian Foundation (GHF) ที่มีรัฐบาลสหรัฐฯ และอิสราเอลสนับสนุนเตรียมความพร้อมเสนอแผนการเพื่อสร้างเมืองมนุษยธรรมแล้ว อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลกังวลต่อแนวคิดดังกล่าวเนื่องจากประเมินว่าจะต้องใช้เวลาในการเตรียมการและก่อสร้างประมาณ 3-5 เดือน อาจส่งผลกระทบต่อการทำสงครามปราบปรามกองกำลังติดอาวุธ กลุ่มฮะมาส และผู้ที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงอิสราเอล นานาชาติ รวมทั้งอดีตผู้นำอิสราเอลคัดค้านแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากมีมุมมองว่าเมืองมนุษยธรรมจะไม่แตกต่างจากค่ายกักกัน (concentration camp)…

กัมพูชาผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สามารถเพิกถอนสัญชาติผู้สมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ

กัมพูชามีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในทางการเมือง โดยที่ประชุมสภาแห่งชาติกัมพูชา เมื่อ 11 กรกฎาคม 2568 มีมติเห็นชอบผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่ออนุญาตให้รัฐบาลสามารถออกกฎหมายเพิกถอนสัญชาติของบุคคลที่ถูกตัดสินว่าสบคบคิดกับชาวต่างชาติเพื่อบ่อนทำลายผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกัมพูชายืนยันว่า กฎหมายใหม่นี้จะบังคับใช้เฉพาะกับบุคคลผู้กระทำการทรยศ บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติเท่านั้น และผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิดต่อผลประโยชน์ของชาติก็ไม่จำเป็นต้องกังวล ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีเป้าหมายหลักในการเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลสามารถจัดการกับบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่บ่อนทำลายเสถียรภาพทางการเมือง หรือทำงานร่วมกับกองกำลังต่างชาติเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่เป็นไปตามผลประโยชน์ของกัมพูชา โดยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 33 จากเดิมที่ระบุว่า “พลเมืองเขมรจะไม่มีการถูกเพิกถอนสัญชาติ ถูกเนรเทศ หรือส่งตัวไปประเทศอื่น เว้นแต่จะมีข้อตกลงร่วมกัน” โดยแก้ไขเป็น “การได้รับสัญชาติ การสูญเสียสัญชาติ และการเพิกถอนสัญชาติเขมร จะถูกกำหนดโดยกฎหมาย” กล่าวคือ สามารถเพิกถอนสัญชาติสามารถสำหรับผู้ที่มีสัญชาติกัมพูชาโดยกำเนิด หรือผู้ที่ได้รับสัญชาติในภายหลัง หากพิสูจน์ได้ว่ามีพฤติกรรมดังกล่าว การผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนี้ได้ก่อให้เกิดความกังวลจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและหลายประเทศทั่วโลก โดยมีข้อโต้แย้งว่าการกระทำดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และอาจนำไปสู่การไร้สัญชาติ (statelessness) ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนสากล รวมถึงละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าคำว่า “สมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ” นั้นมีความคลุมเครือและสามารถตีความได้อย่างกว้างขวาง ทำให้มีโอกาสสูงที่จะมีการนำกฎหมายไปใช้ในทางที่ผิดหรือใช้เพื่อกำจัดคู่แข่งทางการเมืองโดยไม่เป็นธรรม ก่อนหน้านี้ สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ยืนยันว่า กัมพูชามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเพิกถอนสัญชาติมาแต่เดิมแล้ว และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือแตกต่างจากหลักปฏิบัติของประเทศอื่น ๆ ในโลก…

GDP เวียดนามเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 15 ปี

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (National Statistics Office of Vietnam-NSO) สังกัดกระทรวงการคลัง รายงานว่า เศรษฐกิจเวียดนามแข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ในห้วงมกราคม-มิถุนายน ปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 7.52 สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นผลลัพธ์เชิงบวกที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความพยายาม และการดำเนินการที่เด็ดขาดในการบริหารจัดการด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล ท่ามกลางความท้าทายจากผลกระทบอัตราดอกเบี้ยสูง ความต้องการของผู้บริโภคที่ลดลงและภาวะชะงักงันทางการค้า เมื่อพิจารณาภาคส่วนสำคัญที่มีการเติบโตในเชิงบวก ได้แก่ 1) เกษตรกรรม ป่าไม้ และประมง ขยายตัวที่ ร้อยละ 3.84 โดยได้แรงหนุนจากความต้องการภายในประเทศ รวมถึงอุปสงค์การส่งออก 2) การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง เติบโตรวมกันที่ร้อยละ 8.33 โดยอุตสาหกรรมแปรรูปและการผลิตถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจเวียดนาม และ 3) ภาคบริการ เติบโตถึงร้อยละ 8.14 ทั้งการค้าส่งและการค้าปลีก (เพิ่มร้อยละ 7.03 ) ภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ (เพิ่มร้อยละ 9.82 ) ภาคการเงิน การธนาคารและการประกันภัย…

การส่งกลับชาวอุยกูร์จากไทยสะท้อนความล้มเหลวในการต่อต้านการกดปราบข้ามชาติ

เว็บไซต์ของโครงการสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ (Uyghur Human Rights Project – UHRP) ของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความครบรอบ 10 ปี ที่ไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ 109 คน กลับจีน เมื่อ 8 ก.ค. 58 นับเป็นเครื่องหมายของการกดขี่ และปราบข้ามชาติที่ขยายตัวอย่างน่ากังวล และเมื่อ 27 ก.พ. 68 ไทยได้ส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คน กลับจีน ซึ่งตามมาด้วยการประณามของ OHCHR และ UNHCR ด้านรัฐบาลสหรัฐฯ ยังประกาศมาตรการคว่ำบาตรวีซ่าต่อ จนท.ไทย แต่ทั้งหมดไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง โดย 10 ปีผ่านไปการส่งตัวชาวอุยกูร์จากไทยกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวของประชาคมระหว่างประเทศในการตอบสนองต่อการกดปราบข้ามชาติที่ขยายตัวของจีน ขณะที่รัฐบาลประเทศต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างถอยหลัง สิทธิของผู้เปราะบางถูกแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ทางการทูต อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้ หากมีรัฐบาลประเทศที่เคารพสิทธิมนุษยชน และพร้อมสนับสนุนเงินทุน รวมถึงกดดันให้หน่วยงานต่าง ๆ ปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง