นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเพิ่มความร่วมมือกับรัสเซีย 

  นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซีย เยือนกรุงมอสโกของรัสเซียเมื่อ 13-16 พฤษภาคม 2568 อย่างเป็นทางการตามคำเชิญของประธานาธิบดีวลาร์ดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายได้พบหารือกันเมื่อ 14 พฤษภาคม 2568 การเยือนรัสเซียครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีอิบราฮิมรับตำแหน่งเมื่อปี 2565 ซึ่งครั้งแรกได้พบกับประธานาธิบดีปูตินอย่างไม่เป็นทางการระหว่างที่นายกรัฐมนตรีอิบราฮิมเข้าร่วมประชุม  Eastern Economic Forum ที่เมืองวลาดิวอสต็อก เมื่อปี 2567 ผลการพบหารือระหว่างผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียระบุว่ารัสเซียเป็นมิตรประเทศที่ยิ่งใหญ่ของมาเลเซีย และความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศจะขยายตัวต่อไป ทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ผู้นำมาเลเซียคาดหวังว่ารัสเซียกับมาเลเซียจะมีความร่วมมืออย่างเป็นทางการด้านการพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอาหาร การพัฒนาด้านดิจิทัล เทคโนโลยีอวกาศ การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ รวมทั้งความร่วมมือด้านการหหาร นายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังหารือโดยตรงกับนายกรัฐมนตรี Mikhail Mishustin ของรัสเซียเมื่อ 14 พฤษภาคม 2568 รวมทั้งใช้โอกาสดังกล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีรัสเซียเยือนมาเลเซียด้วย ประเด็นสำคัญที่ผู้นำมาเลเซียต้องการบรรลุข้อตกลงจากการเยือนครั้งนี้ คือ กระชับความสัมพันธ์กับรัสเซีย โดยเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศอีกครั้ง ด้วยสายการบิน Aeroflot ซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์บ่งชี้การขยายความสัมพันธ์และส่งเสริมบทบาทการเป็นศูนย์กลางการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของมาเลเซีย ตลอดจนเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การดำเนินธุรกิจและการแลกเปลี่ยนประชาชนระหว่างกัน…

ผู้นำสหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรซีเรีย

  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศระหว่างการเยือนซาอุดีอาระเบียเมื่อ 13 พฤษภาคม 2568 ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อซีเรีย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของซีเรียหลังจากสิ้นสุดยุคสมัยของอดีตประธานาธิบดีบะชาร อัลอะซัด ส่งเสริมให้ซีเรียมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น ตลอดจนเป็นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับซีเรีย  นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดการพบหารืออย่างไม่เป็นทางการกับประธานาธิบดีอะห์มัด อัชชะระอ์  ผู้นำซีเรียคนปัจจุบันใน 14 พฤษภาคม 2568 ด้วย แม้ว่าทั้ง 2 ประเทศจะยังไม่ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศซีเรียแสดงความยินดีต่อท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ และมองว่าการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีต่อการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ จากการสิ้นสุดของประธานาธิบดีอัลอะซัด ก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรทยอยประกาศปรับลดมาตรการคว่ำบาตรต่อซีเรียแล้วเช่นกัน เพื่อเปิดโอกาสให้การพัฒนาทางการเมืองและสังคม ท่าทีที่สหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อซีเรียได้รับการตอบรับเชิงบวกทั้งในประเทศและต่างประเทศ นักการเมืองและฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ประเมินว่าจะเป็นโอกาสให้สหรัฐฯ ขยายบทบาทและอิทธิพลในซีเรีย ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเมืองตะวันออกกลางและการเมืองโลก เฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันกับรัสเซียที่ประธานาธิบดีอัชชะระอ์ย้ำว่ามีความใกล้ชิดและแข็งแกร่งทางยุทธศาสตร์กับรัสเซีย ส่วนผู้แทนสหประชาชาติฝ่ายกิจการซีเรียแสดงความเห็นเชิงบวกต่อท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ เช่นกัน โดยระบุว่าจะเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาซีเรียด้านการศึกษาและสาธารณสุข ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายสหรัฐฯ ต่อซีเรียเป็นผลจากการหารือกับผู้นำซาอุดีอาระเบียและผู้นำตุรกี ซึ่งทั้ง 3 ฝ่ายเห็นพ้องว่าการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2554 จะช่วยฟื้นฟูซีเรียได้ เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ซีเรียเผชิญความท้าทายและภัยคุกคามจากกองกำลังติดอาวุธต่าง ๆ รวมทั้งการโจมตีจากอิสราเอลที่เชื่อว่าซีเรียเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังติดอาวุธที่เป็นอันตรายต่ออิสราเอล ขณะเดียวกัน…

ฟิลิปปินส์รอลุ้นผลการเลือกตั้งกลางสมัย

ชาวฟิลิปปินส์ที่มีสิทธิเลือกตั้งไปจำนวนมากกว่า 70 ล้านคนลงคะแนนเสียงเพื่อคัดเลือกผู้แทนในสภา หรือการเลือกตั้งทั่วไป กลางสมัย (midterm election) เมื่อ 12 พฤษภาคม 2568 บรรยากาศการเลือกตั้งส่วนใหญ่เป็นไปอย่างเรียบร้อย ทั่วประเทศรอลุ้นผลการเลือกตั้งที่จะเป็นข้อมูลบ่งชี้ความคิดเห็นของประชาชนชาวฟิลิปปินส์ต่อผลงานของรัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติ  การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการคัดเลือกผู้อำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองมากกว่า 18,000 ตำแหน่ง ได้แก่ วุฒิสมาชิก 12 ตำแหน่ง ผู้แทนเขต 254 ตำแหน่ง ผู้แทนพรรคแบบบัญชีรายชื่อ 63 ตำแหน่ง และนักการเมืองระดับรัฐ 17,942 ตำแหน่ง สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปกลางสมัยครั้งนี้ ฟิลิปปินส์ให้ผู้แทนจากสหภาพยุโรป (EU) เข้าสังเกตการณ์ด้วย นอกจากการเปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศตรวจสอบความโปร่งใสและกระบวนการเลือกตั้งแล้ว การเลือกตั้งของฟิลิปปินส์ครั้งนี้ใช้ระบบ Miru System หรือระบบคำนวณผลที่เป็นเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ เป็นครั้งแรก ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกการคำนวนผลคะแนนได้แบบอัตโนมัติ รวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นประเทศหมู่เกาะ ทำให้การนับคะแนนและส่งผลการเลือกตั้งในแต่ละครั้งต้องใช้เวลา แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีเครื่องนับคะแนน ประชาชนส่วนใหญ่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงระบบการนับคะแนนเลือกตั้งให้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ตลอดจนยังใช้ระบบแบบใหม่ผสมผสานกับแบบเก่าให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ แต่ก็มีรายงานว่าในหน่วยเลือกตั้งบางแห่งประสบปัญหา เช่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรอคิวนาน และมีรายงานเหตุก่อความรุนแรงในบางพื้นที่ เนื่องจากกลุ่มผู้ติดอาวุธก่อเหตุยิงใส่ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง ในเมือง Silay City ก่อนหน้านี้…

จับตานโยบายการทูตเชิงรุกของผู้นำสหรัฐฯ ในการเยือนตะวันออกกลาง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเดินทางไป 3 ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่าง 13-16 พฤษภาคม 2568 ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเคสต์ (UAE) ซึ่งเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกของประธานาธิบดีทรัมป์หลังจากเข้ารับตำแหน่งในสมัยที่ 2  ซึ่งทำให้ทั่วโลกจับตามองการเยือนครั้งนี้ว่าทำไมผู้นำสหรัฐฯ เลือกเยือน 3 ประเทศพันธมิตรนี้ และอะไรคือผลประโยชน์ทางการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคงที่ทั้ง 3 ประเทศจะใช้ต่อรองกับผู้นำสหรัฐฯ เช่นกัน ทั้ง 3 ประเทศในตะวันออกกลางนี้ มีนโยบายเสริมสร้างบทบาทมหาอำนาจในภูมิภาคและการเพิ่มบทบาทเป็นตัวกลางการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาขัดแย้งในพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน สถานการณ์ในฉนวนกาซา และการรับมือกับอิหร่าน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ ด้วย ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการใช้การเยือนครั้งนี้ส่งสัญญาณให้ทั่วโลกเห็นว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่พร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็ทำให้ทั่วโลกเห็นว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งตอบโจทย์ยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และความมั่นคงของสหรัฐฯ มากที่สุดในมุมมองของประธานาธิบดีทรัมป์ แตกต่างจากภูมิภาคอื่น ๆ ที่ผู้นำสหรัฐฯ อาจมองว่ามีอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ สูงมากและไม่พร้อมเจรจาต่อรองผลประโยชน์กับสหรัฐฯ ขณะที่ 3 ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางนี้พร้อมเจรจาซื้อ-ขายอาวุธกับสหรัฐ รวมทั้งหารือเรื่องการลงทุนระหว่างประเทศที่มีมูลค่ามหาศาล…

ความเคลื่อนไหวต่อกรณีเหตุความรุนแรงในพื้นที่ จชต.

  ภาคประชาสังคม กลุ่มนักวิชาการ และกลุ่มทางการเมือง เช่น นายอามูนา ปินจอร์ สส.พรรค ปชบ. กลุ่มซูฟ้า ออกมาแสดงท่าทีต่อเหตุความรุนแรงใน จชต. ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลจริงจังกับการเปิดเจรจาสันติภาพกับ BRN เพราะกระบวนการเจรจาที่หยุดชะงักมานานกับการที่รัฐบาลไม่มีนโยบายชัดเจนและไม่แต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยที่มาจากฝั่งการเมือง เป็นเหตุผลให้ผู้ก่อความไม่สงบเลือกใช้แนวทางตอบโต้ที่รุนแรงมากขึ้น ส่วนกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รอง นรม./รมว.กห. แสดงออกในเชิงว่าจะไม่พูดคุยอย่างเป็นทางการจนกว่าจะได้พูดคุยกับ BRN ตัวจริงนั้น มองว่าไม่เกิดประโยชน์เพราะเมื่อดูจากสถิติจะเห็นว่าการเปิดเจรจามีผลให้การก่อเหตุลดลงได้จริงนอกจากนี้ พบความเคลื่อนไหวบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสถานการณ์ จชต. ที่กำลังมีการขยายผล เช่น กรณีองค์กรปลดปล่อยปาตานีแห่งสหพันธรัฐ (PULO) หนึ่งในกลุ่มขบวนการต่อสู้ปาตานี ระบุให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมีบทบาทอย่างจริงจังในการแก้ไขปัญหา จชต. และกรณีมีเพจ/บุคคลแชร์ข้อความและคลิปที่กล่าวหาว่านายมหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีต นรม.มาเลเซีย เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง BRN ตัวจริง หลังจากได้ทำการโพสต์เรื่องดินแดนมลายู โดยความเห็นที่ปรากฏออกมาเป็นลักษณะชี้ว่าไทยรัฐใช้ความรุนแรงกับผู้ก่อความไม่สงบและข้อความที่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กกร. ปรับคาดการณ์ GDP ไทย ลดลงอีกครั้ง

  คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยว่าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและมาตรการภาษียานยนต์ของสหรัฐฯ จึงปรับลดคาดการณ์ GDP ของไทยในปี 2568 เหลือขยายตัวที่ร้อยละ 2-2.2 จากเดิมร้อยละ 2.4- 2.9 ภายใต้สถานการณ์ไทยเจรจากับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ แต่หากไม่สำเร็จหรือถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่ร้อยละ 36  GDP อาจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 0.7-1.4 และการส่งออกทั้งปีอาจติดลบมากถึงร้อยละ 2 เพิ่มแรงกดดันต่อกลุ่มลูกจ้างที่มีประมาณ 3.7 ล้านคน และ SMEs ประมาณ 5,000 ราย ซึ่งมีข้อจำกัดในการปรับตัว  กกร.กังวลต่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว มาอยู่ในช่วง 32.5-32.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียนประมาณร้อยละ 3-5 จึงส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว จึงขอให้ภาครัฐดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งค่าหรือผันผวนเร็ว ด้านวิจัยกรุงศรีและ Krungthai COMPASS ประเมินเศรษฐกิจไทยว่ามีความเสี่ยงขาลงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง

สังคมสนใจประเด็นต่างชาติแย่งงานคนไทย

  ผู้ใช้โซเชียลมีเดียและสื่ออินฟลูเอนเซอร์ออกมาจุดกระแสความสนใจต่อปัญหาชาวต่างชาติแย่งงานคนไทย เช่น กรณีปรากฏข้อมูลว่าคนเมียนมาใช้แอปพลิเคชันชื่อดังเป็นไรเดอร์วิ่งรับส่งผู้โดยสาร โดยทำการเช่าบัญชีหรือซื้อรหัสของไรเดอร์คนไทยที่ไม่ได้วิ่งงานแล้ว และกรณีแอปพลิเคชันส่งอาหารจีน Goko ที่เปิดบริการในไทยมาหลายปี ทำการจ้างไรเดอร์เป็นชาวจีนหรือชาวชาติพันธุ์ที่พูดภาษาจีนได้ โดยเน้นให้บริการคนจีนที่อาศัยในไทยและร้านค้าบนแอปพลิเคชันส่วนใหญ่เป็นร้านจีน นอกจากนี้ พบกรณีชาวจีนทำทัวร์เถื่อนรับนักท่องเที่ยวจีน และกรณีหญิงต่างชาติหลายเชื้อชาติเข้ามาขายบริการในพัทยา ซึ่งกรณีทั้งหมดถูกชี้ว่าเป็นเพราะภาครัฐละเลยการควบคุมและกฎหมายไทยไม่เคร่งครัดจนกลายเป็นที่มาให้ต่างชาติเข้ามาแสวงประโยชน์

ทุเรียนไทยอาจถูกทุเรียนเวียดนามเข้ามาสวมสิทธิ์ส่งออกไปยังจีนมากขึ้น

มีรายงานว่าผลผลิตทุเรียนในเวียดนามออกมาพร้อมกันเป็นจำนวนมากจนล้นตลาด อีกทั้งมีบางส่วนจำหน่ายไม่ได้เพราะคุณภาพไม่ถึงมาตรฐานการส่งออกไปยังจีน และมีรสชาติไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ทำให้ผู้ปลูกทุเรียนต้องนำผลผลิตมาวางจำหน่ายตามริมถนนและตั้งราคาเหลือเพียง กก.ละ 30 บาท เท่านั้น ซึ่งนำไปสู่ความกังวลว่าอาจมีขบวนนำเข้าทุเรียนเวียดนามราคาถูกเข้ามาจำหน่ายในไทย หรือปะปนกับทุเรียนไทยเพื่อสวมสิทธิ์ส่งออกไปยังจีน สอดคล้องกับกรณีมีรายงานแจ้งจากชาวบ้านใน จ.จันทบุรีว่าเริ่มเห็นรถบรรทุกทุเรียนจากนอกพื้นที่เข้ามาขายในจังหวัด โดยตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการนำทุเรียนจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนไทยหรือไม่

สถานการณ์ยังคงเปราะบาง แม้ปากีสถานกับอินเดียหยุดยิงชั่วคราว

  สถานการณ์ความขัดแย้งและความตึงเครียดจากการปะทะกันทางทหารระหว่างอินเดียกับปากีสถานยังเปราะบาง แม้มีรายงานเมื่อ 10 พฤษภาคม 2568 ว่า อินเดียและปากีสถานทำข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างกัน เพื่อลดระดับความเสียหายจากเหตุความรุนแรงและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นสูง เพราะต่างฝ่ายต่างใช้ปฏิบัติการทางทหารตอบโต้ข้ามพรมแดนระหว่างกัน จนทำให้มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 70 คน และสถานการณ์เสี่ยงลุกลามบานปลายเป็นสงครามระหว่างประเทศ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางทหารของกองทัพอินเดีย (DGMO) เปิดเผยเมื่อ 11 พฤษภาคม 2568 ว่า ตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมงที่มีการใช้ข้อตกลงหยุดยิง ทั้งอินเดียและปากีสถานต่างก็ปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ตลอดจนมีการใช้ช่องทางสื่อสารฉุกเฉิน หรือ hotline เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการทหารระหว่างกันด้วย อย่างไรก็ดี อินเดียเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวของปากีสถานอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความมั่นคง ด้านปากีสถานยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และเริ่มกล่าวโทษอินเดียว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงดังกล่าว จนทำให้ยังมีการปะทะกันในบางพื้นที่ สื่อต่างประเทศรายงานว่าสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอินเดียกับปากีสถาน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เป็นผู้ประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเมื่อ 10 พฤษภาคม 2568 ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ หารือกับผู้นำปากีสถานอย่างใกล้ชิดเพื่อควบคุมสถานการณ์และหาทางออกสำหรับความตึงเครียดครั้งนี้ ที่น่าสนใจอย่างมาก คือ ทางการอินเดียไม่ให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความพยายามหรือบทบาทของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ แม้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและการปะทะกันอีก เนื่องจากปากีสถานและอินเดียยังไม่เชื่อมั่นระหว่างกัน และยังไม่มีความชัดเจนเรื่องความคืบหน้าการสืบสวนเหตุโจมตีนักท่องเที่ยวในเมือง Pahalgam ดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์ ซึ่งอินเดียยังคงเชื่อว่าปากีสถานมีส่วนเกี่ยวข้อง…

สหรัฐฯ กับจีนเจรจาการค้ารอบแรก มีความคืบหน้า

  ผู้แทนรัฐบาลสหรัฐฯ กับจีนพบหารือกันประเด็นความสัมพันธ์ทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์เมื่อ 11 พฤษภาคม 2568 โดยทั้ง 2 ฝ่ายเปิดเผยผลการเจรจาว่าเป็นเชิงบวกและเป็นความคืบหน้าสำคัญ เนื่องจากมีการหยิบยกเรื่องนโยบายและอุปสรรคการค้าระหว่างประเทศขึ้นหารือกันอย่างตรงไปตรงมา และทำให้เข้าใจกันว่าความแตกต่างของทั้ง 2 ประเทศในปัจจุบันนั้นสามารถแก้ไขได้ จึงคาดว่าการเจรจาครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและแนวทางความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการค้าโลกต่อไป ผู้แทนการเจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ได้แก่ นาย Scott Bessent รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ส่วนฝ่ายจีน คือ นาย He Lifeng รองนายกรัฐมนตรี คาดว่าใน 12 พฤษภาคม 2568 ผู้แทนของทั้ง 2 ประเทศจะสามารถเผยแพร่ถ้อยแถลงร่วมกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้า รวมถึงขั้นตอนต่อไปในการเจรจาการค้าระหว่างกันได้ การเจรจาประเด็นการค้าระหว่างผู้แทนระดับสูงของจีนกับสหรัฐฯ ครั้งนี้สะท้อนว่าทั้ง 2 ประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องการค้าอย่างมาก และอาจสะท้อนว่าต่างฝ่ายต่างได้รับผลกระทบจากการใช้ภาษีตอบโต้กัน จึงต้องเจรจากันเพื่อหาทางออกร่วม เพื่อไม่ให้เกิด world trade disruption เพราะสหรัฐฯ คือประเทศนำเข้าอันดับ 1…