ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์มีแผนผ่อนคลายระเบียบจดทะเบียนเพื่อดึงดูดบริษัทประเภท SPACs

สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อ 1 ก.ย.64 ว่า ตลาดหลักทรัพย์ของสิงคโปร์มีแผนออกระเบียบใหม่ให้บริษัทประเภทที่ตั้งขึ้นเพื่อควบรวมกิจการ (Special Purpose Acquisition Companies-SPACs) จดทะเบียนในสิงคโปร์ง่ายขึ้น หลังจากถูกวิจารณ์ว่ามีระเบียบที่เข้มงวดเกินไป โดยจะเสนอให้ลดมูลค่าตลาดลงเป็น 300 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 7,200 ล้านบาท) และสามารถแยกตราสารจากหุ้นที่อ้างอิงได้ การปรับเปลี่ยนระเบียบดังกล่าวมีขึ้นขณะที่กำลังพยายามให้บริษัทที่มีการเติบโตสูง และดึงดูดให้บริษัทสตาร์ตอัพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สนใจจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นในประเทศของตนหรือสหรัฐฯ เข้ามาจดทะเบียนในสิงคโปร์ ด้านโฆษกตลาดหลักทรัพย์ของสิงคโปร์ระบุว่า กำลังรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างระมัดระวัง และจะเปิดเผยผลหารือให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ หากสิงคโปร์สามารถออกระเบียบดังกล่าวสำเร็จ จะทำให้ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์เป็นแห่งแรกในเอเชียที่มีการให้จดทะเบียนบริษัทรูปแบบ SPACs

ออสเตรเลียและสหรัฐฯ จะจัดการประชุมร่วมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม

หนังสือพิมพ์ซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮอรัลด์ของออสเตรเลีย รายงานเมื่อ 2 ก.ย.64 ว่า นางมารีส เพย์น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย และนายปีเตอร์ ดัทตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของออสเตรเลีย จะเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.สหรัฐฯ ระหว่าง 13-17 ก.ย.64 เพื่อประชุมร่วมระกว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม กับนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและนายลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ประเด็นที่คาดว่าออสเตรเลียจะหยิบยกหารือ อาทิ การดำเนินนโยบายต่อจีน การฟื้นฟูประเทศจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ทั้งนี้ ตามกำหนดการเดิมออสเตรเลียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ แต่เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ไม่สามารถทำตามกำหนดการกักตัว 14 วัน ของออสเตรเลีย ทั้งสองประเทศจึงตัดสินใจให้จัดการประชุม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ลาวลงนามสัญญาโครงการปรับปรุงและซ่อมสร้างถนนสาย 13 ใต้ ช่วงระหว่างแขวงบอลิคำไซ-แขวงคำม่วน

เว็บไซต์สำนักข่าวสารประเทศลาว ภาคภาษาลาว รายงานเมื่อ 2 ก.ย.64 ว่า นายสุกสากน แหวนวงสด หัวหน้าโครงการปรับปรุงและซ่อมแซมถนนสาย 13 ใต้ และนาย Xu Han ผู้แทนบริษัท China International Water and Electric ร่วมลงนามสัญญาโครงการปรับปรุงและซ่อมสร้างถนนสาย 13 ใต้ ที่กรมขัวทาง กระทรวงโยธาธิการและขนส่งลาว เมื่อ 30 ส.ค.64 โดยโครงการดังกล่าวจะปรับปรุงและซ่อมสร้างถนนสาย 13 ใต้ ช่วงระหว่างแขวงบอลิคำไซ–แขวงคำม่วน (กม.190-กม.268) รวมระยะทาง 78 กิโลเมตร ซึ่งจะขยายถนนบางช่วงจาก 9 เมตรเป็น 12 เมตร และสามารถรองรับรถบรรทุกน้ำหนัก 11 ตัน โครงการดังกล่าวได้รับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank-AIIB) จำนวน 29,690,305 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 964 ล้านบาท)…

ลาวลงนามบันทึกความเข้าใจกับภาคเอกชน เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล

เว็บไซต์สำนักข่าวสารประเทศลาว ภาคภาษาลาว รายงานเมื่อ 2 ก.ย.64 ว่า นายพูขง จิดฮูบโลก หัวหน้ากรมแผนการและการร่วมมือ กระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร และนายลัดตะนะมะนี คูนนีวง รองประธานอาวุโสกลุ่มบริษัท AIF ของลาว ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum Of Understanding-MOU) ว่าด้วยการศึกษาการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อบริหารพร้อมทั้งปรับปรุงรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์และการสื่อสาร โดยจะพัฒนาระบบการให้บริการภาครัฐ การบริหารภาครัฐ ระบบจัดเก็บงบประมาณ และจัดตั้งศูนย์รวบรวมข้อมูลของรัฐบาล ทั้งนี้ รัฐบาลลาวคาดว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้การให้บริการประชาชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น และพัฒนาเศรษฐกิจสังคมลาวไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

EU เห็นชอบแนวทางการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวอัฟกัน

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 31 ส.ค.64 ว่า ที่ประชุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (European Union-EU) เห็นชอบแนวทางการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวอัฟกัน โดยเน้นการสนับสนุนงบประมาณและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านโครงการต่าง ๆ ในประเทศเพื่อนบ้านของอัฟกานิสถาน องค์กรระหว่างประเทศ เช่น สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees-UNHCR) และประเทศทางผ่าน เช่น ตุรกี เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและศักยภาพในการรับรองผู้ลี้ภัย อย่างปลอดภัยและยั่งยืน แทนการเปิดรับผู้ลี้ภัยเข้ายุโรปเพิ่มเติม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงการเกิดวิกฤติผู้ลี้ภัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซ้ำรอยปี 2558 นอกจากนี้ EU จะเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ลี้ภัยเสี่ยงชีวิตเดินทางข้ามแดนผิดกฎหมายเข้ายุโรป ขณะที่ ลักเซมเบิร์กเรียกร้องให้ EU จัดสรรที่พักพิงให้ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันจำนวน 40,000-50,000 ราย และวิจารณ์ท่าทีของนายกรัฐมนตรี Sebastian Kurz ของออสเตรีย และนายกรัฐมนตรี Janez Jansa ของสโลวีเนีย ที่ปฏิเสธการรับผู้ลี้ภัยเพิ่มเติม

IOM ให้ความช่วยเหลือไทยและกัมพูชา จัดการแรงงานกัมพูชาในไทยที่ต้องการกลับประเทศ

หนังสือพิมพ์Khmer Times ฉบับ 1 ก.ย.64 รายงานอ้างคำกล่าวของนาง Kristin Parco ผู้อำนวยการองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration-IOM) ประจำกัมพูชา ว่า IOM จะให้ความช่วยเหลือรัฐบาลไทยและกัมพูชาในการจัดการแรงงานกัมพูชาในไทยที่ต้องการจะเดินทางกลับกัมพูชา ในพื้นที่ จังหวัดพระตะบอง บันเตียเมียนเจย อุดรมีชัย เสียมราฐ และไปรเวง จำนวนประมาณ 100,000 คน ในระยะ 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งแรงงานดังกล่าวส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุข ถูกกดขี่ ขาดสภาพคล่องทางการเงินและเป็นหนี้ ทั้งยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น ปัจจุบัน IOM ประสานความร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ และองค์กรพัฒนาเอกชน (Non Governmental Organizations-NGOs) ท้องถิ่น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารการให้บริการด้านสาธารณสุขและส่งเสริมให้แรงงานมีส่วนร่วมในชุมชน รวมทั้งจัดตั้งศูนย์ประสานงานในกัมพูชาเพื่ออำนวยความสะดวกต่อกิจการที่เกี่ยวข้อง ด้านนาย Pen Kosal ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรมีชัย กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้ประสานความร่วมมือกับ IOM เพื่อแจกของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อป้องกันโรค COVID-19 แก่แรงงานกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง

UNSC ขยายระยะเวลาภารกิจของ UNIFIL ในเลบานอนอีก 1 ปี

สถานีโทรทัศน์ MTV ของเลบานอน รายงานการแถลงของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council-UNSC) เมื่อ 30 ส.ค.64 ว่า UNSC จะขยายระยะเวลาของกองกำลังชั่วคราวของสหประชาชาติในเลบานอน (United Nations Interim Force in Lebanon-UNIFIL) ออกไปจนถึง ส.ค.64 โดยข้อมติ UNSC ที่ 2591 (ปี 2564) ซึ่งได้รับความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ประณามการละเมิดเส้นเขตแดน Blue Line ซึ่งกั้นระหว่างอิสราเอล-เลบานอน ทั้งทางบกและทางอากาศ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพการยุติการสู้รบ หลีกเลี่ยงการละเมิดเส้นเขตแดน Blue Line และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับ United Nations (UN) และ UNIFIL รวมถึงเรียกร้องให้อิสราเอลประสานงานกับ UNIFIL เพื่อเร่งถอนทหารออกจากพื้นที่ทางตอนเหนือของ Ghajar (หมู่บ้านชายแดนระหว่างอิสราเอล-เลบานอน)

สหราชอาณาจักรอาจปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่ม ISIS-KP ในอัฟกานิสถาน

นายโดมินิก ราบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ ITV เมื่อ 31 ส.ค.64 ว่า สหราชอาณาจักรอาจปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่ม The Islamic State of Khorasan Province (ISIS-KP) ในอัฟกานิสถาน ตามสิทธิในการป้องกันตนเอง โดยสหราชอาณาจักรมีบทบาทสำคัญร่วมกับประเทศพันธมิตรในการต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธ ที่เป็นภัยคุกคามต่อสหราชอาณาจักรและพันธมิตร นอกจากนี้ นายราบได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ที่ระบุว่า การเปิดเส้นทาง Abbey Gate ซึ่งเป็นเส้นทางสู่สนามบินนานาชาติ Hamid Karzai ในกรุงคาบูล เพื่อให้สหราชอาณาจักรอพยพออกจากอัฟกานิสถาน เป็นสาเหตุที่ทำให้กลุ่ม ISIS-KP ก่อเหตุระเบิดที่สนามบิน จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 170 คน ในจำนวนนี้เป็นทหารสหรัฐฯ 13 นาย

ชาวอเมริกันส่วนใหญ่สนับสนุนการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน

สำนักข่าววีโอเอรายงานเมื่อ 31 ส.ค.64 อ้างผลสำรวจความเห็นของชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ต่อนโยบายถอนทหารอเมริกันออกจากอัฟกานิสถาน จัดทำโดย Pew Research Center พบว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 54 เห็นด้วยกับการถอนทหาร ขณะที่ร้อยละ 42 ไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ดี ชาวอเมริกันร้อยละ 69 เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่บรรลุเป้าหมายในการดำเนินนโยบายต่ออัฟกานิสถาน เพราะไม่สามารถยุติความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายได้  ทั้งนี้ การสำรวจความเห็นของชาวอเมริกันมีขึ้นระหว่างที่สหรัฐฯ เดินหน้านโยบายถอนทหารให้ทัน 31 ส.ค.64 ขณะที่นานาชาติวิตกว่าสถานการณ์ในอัฟกานิสถานจะไม่ปลอดภัยมากขึ้น ด้านประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนแถลงเมื่อ 31 ส.ค.64 ยืนยันว่านโยบายการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถานเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ บางส่วนสนับสนุนกฎหมายห้ามผูกขาดการชำระเงินภายในแอปพลิเคชัน

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานเมื่อ 1 ก.ย.64 ว่า สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ บางส่วน เฉพาะอย่างยิ่งวุฒิสมาชิก Richard Blumenthal สังกัดพรรคเดโมแครต  สนับสนุนให้สหรัฐฯ ออกกฎหมายห้ามบริษัทผู้ให้บริการแอปพลิเคชันรายใหญ่ผูกขาดช่องทางและวิธีการชำระเงิน โดยระบุว่า กฎหมายดังกล่าวจะทำให้ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันรายย่อยมีทางเลือกในการชำระเงินมากขึ้น รวมทั้งเป็นการคุ้มครองผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาช่องทางในการชำระเงินใหม่ ๆ ทั้งนี้ ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเกาหลีใต้ผ่านกฎหมายห้ามบริษัท Google และ Apple ผูกขาดช่องทางการชำระเงินภายในแอปพลิเคชัน (in-app payment systems) เนื่องจากพบว่าทั้ง 2 บริษัทเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงถึงร้อยละ 30