เวียดนามพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 23 ล้านคนในปี2568

สนข. Eurasia Review รางานเมื่อ 17 ก.พ. 68 อ้าง นสพ. Vietnam News ว่า เวียดนามตั้งเป้าหมายที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 22-23 ล้านคนในปี 2568 โดยขยายเวลาการพํานักแบบไม่ต้องขอวีซ่า (Visa-Free) เป็น 45 วันจาก 15 วัน และขยายอายุวีซ่า อิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) เป็น 90 วันจาก 30 วัน เวียดนามมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวทางทะเล การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการท่องเที่ยวที่เกิดจากอุตสาหกรรม MICE (Meetings, Incentives, Conferences, Events-MICE) ถึงแม้เมื่อปี 2567  การท่องเที่ยวเวียดนามจะได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม  แต่หน่วยงานการท่องเที่ยวแห่งชาติเวียดนาม (Vietnam National Authority of Tourism-VNAT) รายงานว่าประเทศมีอัตราการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวสูงสุดในเอเชีย ตอ.ต.

เวียดนามจะเปิดเที่ยวบินตรงไปยังกรุงโคเปนเฮเกนภายใน มี.ค. 68

เว็บไซต์ Aviation A2Z รายงานเมื่อ 16 ก.พ. 68 ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย และนอร์ดิกที่เดินทางเข้าสู่เวียดนามในปี 2567 มีประมาณ 135,000 คน สายการบิน Vietnam Airlines จึงเตรียมเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงไปยังกรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์กภายใน มี.ค. 2568 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Scandinavian Airlines (SAS) และ SkyTeam Alliance ทั้งนี้ การเปิดเส้นทางบินตรงจากเวียดนามไปยังโคเปนเฮเกนต้องได้รับการสนับสนุนจากทั้งรัฐบาลเวียดนามและเดนมาร์ก และนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายความร่วมมือในหลายด้านระหว่างเวียดนามกับประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียและนอร์ดิก ที่จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวร่วมกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เวียดนามเตรียมออกกฎหมายธุรกิจออนไลน์ต่างชาติ

เว็บไซต์กระทรวงส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเวียดนาม เมื่อ 16 ก.พ.68 รายงานว่า รมว.อุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามยื่นเสนอกฎหมายธุรกิจออนไลน์ต่างประเทศ โดยผู้ประกอบการต่างชาติต้องลงทะเบียนและได้รับใบอนุญาตก่อนจึงสามารถเปิดให้บริการในเวียดนามได้ และต้องเปิดสำนักงานหรือแต่งตั้งนิติบุคลในเวียดนาม รวมถึงสินค้าและบริการต้องผ่านมาตรฐานที่กำหนดเพื่อปกป้องผู้บริโภคและส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับธุรกิจภายท้องถิ่น การออกกฎหมายนี้อาจส่งผลกระทบผู้ประกอบการไทยที่ลงทุนในเวียดนามให้ต้องปรับตัวตามกฎหมายใหม่

ไทยอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐฯ ที่แข็งกร้าวต่อจีนมากขึ้น

  นสพ.South China Morning Post ของฮ่องกง เผยแพร่บทความสาระสำคัญว่า การกลับมาดำรงตำแหน่งของนายโดนัลด์ ทรัมป์ อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ตึงเครียดมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจและการค้าที่มุ่งแข่งขันกับจีนและให้ความสำคัญผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นหลัก ซึ่งอาจทำให้ไทยเผชิญกับมาตรการทางเศรษฐกิจที่เข้มงวด หรือกดดันให้ไทยลดการพึ่งพาจีนทั้งในด้านเศรษฐกิจและการป้องกันประเทศมากขึ้น ไทยต้องรักษายุทธศาสตร์การถ่วงดุลระหว่างประเทศมหาอำนาจทั้งสอง อย่างไรก็ดี หากสหรัฐฯ ใช้นโยบายที่แข็งกร้าวกับไทยเกินไปอาจผลักดันให้ไทยใกล้ชิดจีนมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลต่อความพยายามของสหรัฐฯ ในการรักษาอิทธิพลในเอเชีย ตอ.ต.

เมียวดีขาดแคลนน้ำมันหลังจากไทยหยุดการขนส่ง

  สนข.RFA ของสหรัฐฯ รายงานกรณีรัฐบาลเมียนมาสกัดกั้นรถบรรทุก 50 คัน ในพื้นที่ระหว่างเมืองกอกะเร็กกับเมียวดี ซึ่งขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงจากท่าเรือทางตอนกลางของเมียนมาไปยังเมืองเมียวดี ส่งผลให้เมืองเมียวดียิ่งขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเมียวดีเพิ่มสูงขึ้นถึงลิตรละ 150 บาท และในเชเวโก๊กโก่ลิตรละ 300 บาท ทั้งนี้ จุดเริ่มของสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง เริ่มจากไทยได้ใช้มาตรการหยุดส่งไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และน้ำมันเชื้อเพลิงในเมียนมา หลังจากปัญหาแก๊งหลอกลวงได้สร้างความกังวลเพิ่มขึ้นจากกรณีหลอกลวงนักแสดงชาวจีน ทำให้นักท่องเที่ยวจีนหวาดกลัวและยกเลิกการเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย จึงเป็นแรงกระตุ้นให้ไทยต้องดำเนินมาตรการดังกล่าว

การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยได้รับความนิยม แต่ยังต้องเร่งพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

  เว็บไซต์ Fulcrum ของสถาบัน ISEAS สิงคโปร์ เผยแพร่บทความระบุว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยเป็นที่นิยมในระดับโลก แต่ก็สร้างความกังวลถึงผลกระทบต่อระบบสวัสดิการและสุขภาพของไทย อาทิ อาจทำให้มาตรฐานการบริการให้กับคนไทยต่ำลง ราคายาแพงขึ้น แพทย์นิยมย้ายไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชน เพราะได้รับค่าตอบแทนสูง อย่างไรก็ดี อาจเป็นความกังวลที่มากเกินไป เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวดังกล่าวของไทยมีสัดส่วนน้อย และโรคที่นักท่องเที่ยวเข้ามารักษาแตกต่างจากโรคที่คนไทยเป็น นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในห้วงที่หลายประเทศพยายามยกระดับมาตรฐานด้านการแพทย์เช่นกัน อาทิ การนำเข้าพยาบาลจากต่างประเทศ วางแนวทางป้องกันแพทย์หันไปเรียนสาขาเฉพาะทางที่ได้รับความนิยมหรือได้รับค่าตอบแทนสูงจนทำให้ขาดแพทย์ที่รักษาโรคทั่วไป รวมถึงมีการจัดเก็บข้อมูลที่ดีขึ้น

ไทยต้องการเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันรถ F1

  เว็บไซต์ Channel News Asia ของสิงคโปร์ เผยแพร่บทความกรณีไทยเตรียมยื่นแสดงความจำนงในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถ Formula 1 (F1) เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยจะสร้างเม็ดเงินกว่า 4,000 ล้านบาท และสร้างงานกว่า 1,000 ตำแหน่ง บทความยังระบุความคืบหน้าในการเตรียมการของไทยกรณีจะใช้สวนจตุจักรเป็นสนามแข่ง ความนิยมของการแข่งขันรถ F1  ความล้มเหลวในการศึกษาการจัดการแข่งขันรถ F1 เมื่อปี 2556 รวมถึงอาจไม่คุ้มค่าทั้งในด้านรายได้ และการสร้างภาพลักษณ์ เพราะกรุงเทพฯ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในระดับโลกอยู่แล้ว

มาสด้ามีแผนลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย 5,000 ล้านบาท

  สนข.Reuters รายงานกรณีบริษัทมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น มีแผนลงทุนในไทยมูลค่า 5,000 ล้านบาท เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์ขนาดเล็ก เป้าหมายการผลิต 100,000 คันต่อปี เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก การลงทุนครั้งใหม่นี้ เกิดขึ้นในห้วงที่อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทยอยู่ในภาวะตกต่ำ เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ เพราะหนี้ครัวเรือนสูง ทั้งนี้ ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ตอ.ต. และเป็นฐานการส่งออกของผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลก เช่น โตโยตา และฮอนดา   ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยมีมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและเงินอุดหนุน ซึ่งดึงดูดบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนหลายรายให้เข้ามาลงทุนในไทยมากกว่า 100,000 ล้านบาท

ผู้นำสหรัฐฯ เสนอแผนการเจรจารัสเซีย-ยูเครน โดยจะไม่มียุโรป

สื่อมวลชนสหรัฐฯ รายงานเมื่อ 15 ก.พ.68 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เตรียมพร้อมการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน โดยจะส่งทีมของสหรัฐฯ ไปเจรจาที่ซาอุดีอาระเบีย และจะไม่มีผู้แทนจากประเทศยุโรปเข้าร่วม สำหรับทีมงานของสหรัฐฯ จะประกอบด้วยนาย Mike Waltz ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นาย Marco Rubio รมว.กต. สหรัฐฯ และนาย Steve Witkoff ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการตะวันออกกลาง ขณะที่นาย Keith Kellogg ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการรัสเซีย-ยูเครนจะไม่ได้เข้าร่วม ด้านรัฐบาลยูเครนระบุว่ายังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการเจรจาดังกล่าว และยังไม่เตรียมส่งผู้แทนไม่เข้าร่วม

สปป.ลาวร่วมมือกับมองโกเลียและเยอรมนีมากขึ้น

สนข. Asia News Network ของ สปป.ลาว รายงานเมื่อ 12 ก.พ. 68 ว่า หน่วยงานตรวจสอบบัญชีของ สปป.ลาว และมองโกเลียร่วมมือกัน เพื่อเสริมสร้างการจัดการทางการเงิน โดยนาย Viengthavisone Thepphachanh ประธานองค์การตรวจเงินแผ่นดินลาว และนาย Zagojav Deleg ประธานสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินมองโกเลีย ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือที่กรุงเวียงจันทน์ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรตรวจสอบบัญชี และแบ่งปันองค์ความรู้ ของทั้งสองประทศระหว่างกัน นอกจากนี้ สปป.ลาวยังร่วมมือด้านการศึกษากับเยอรมนี โดยสื่อเยอรมนีรายงานเมื่อ 8 ก.พ.68 ว่า จะเพิ่มความร่วมมือในระดับอาชีวศึกษาระหว่างกัน