ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาสะท้อนการยกระดับการใช้อาวุธ

สนข.ABC ของออสเตรเลีย เผยแพร่บทความระบุ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงการแพร่กระจายของอาวุธทั่วโลกในเอเชีย ตอ.ต. ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างใช้อาวุธระดับสูงจากหลายประเทศ โดยไทยใช้เครื่องบินรบ F-16 โดรน ยานเกราะ Stryker และเครื่องบินรบ Gripen ซึ่งไทยมีทั้งงบประมาณด้านกลาโหมและกำลังพลมากกว่ากัมพูชา ขณะที่กัมพูชาเร่งปรับปรุงกองทัพอย่างรวดเร็วโดยการกระชับความสัมพันธ์กับจีน กัมพูชาใช้ระบบจรวดหลายลำกล้องแบบ PHL-81 ของจีน และระบบอาวุธอื่น ๆ  นอกจากนี้ ยังมีการใช้ระเบิดคลัสเตอร์ และการใช้จรวดแบบไม่มีระบบนำวิถีในพื้นที่ที่มีพลเรือนหนาแน่น ซึ่งถูกวิพากวิจารณ์อย่างมาก ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่า ระดับของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เห็นจากทั้งสองฝ่ายในความขัดแย้งครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเป็นระบบอาวุธที่ออกแบบมาเพื่อสงครามที่มีความขัดแย้งในระดับสูง และแสดงความกังวลว่า การใช้อาวุธพิสัยไกลจะทำให้สถานการณ์อันตรายยิ่งขึ้น และอาจยกระดับความรุนแรงในอนาคต

มาเลเซียเตรียมการประชุม GBC ไทย–กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

ดาโต๊ะ ซรี โมฮัมหมัด คาลิด โนร์ดิน รมว.กห.มาเลเซีย เปิดเผยว่าจะติดต่อไปยัง รมว.กห.กัมพูชา และ รมว.กห.ไทย ผ่านระบบ Zoom ใน 2 ส.ค.68 เพื่อหารือผลการจัดเตรียมการประชุมคณะกรรมการเขตแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา ห้วง 4–7 ส.ค.68 ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ตามคำร้องขอของไทยที่ต้องการสถานที่ที่เป็นกลาง หลังจากเดิมที่นกรุงพนมเปญ

เกาหลีเหนือเห็นด้วยกับบทบาทของอาเซียนในการแก้ไขความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

สนข.KCNA ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานเมื่อ 2 ส.ค.68 อ้างถ้อยแถลงของโฆษก กต.เกาหลีเหนือว่า ไทยและกัมพูชาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงสำเร็จเมื่อ 28 ก.ค.68 ผ่านกลไกเจรจาและแนวทางการทูตภายใต้บริบทของอาเซียนในการจัดการปัญหาในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.อย่างสันติ โดยมีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเกาหลีเหนือหวังให้ประเทศเอเชีย ตอ.ต.จัดการความขัดแย้ง สร้างความไว้วางใจ และส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี เพื่อพัฒนาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

ญี่ปุ่นตรวจพบเรือยามฝั่งจีนรุกล้ำน่านน้ำ

แถลงการณ์ บก.รักษาชายฝั่งภาค 11 กองกำลังรักษาชายฝั่งญี่ปุ่น (Japan Coast Guard-JCG) เมื่อ 2 ส.ค.68 ระบุว่า JCG ตรวจพบเรือของหน่วยยามฝั่งจีน (China Coast Guard-CCG) จำนวน 2 ลำ รุกล้ำน่านน้ำญี่ปุ่นที่บริเวณเกาะโออูสึริ ในหมู่เกาะเซ็นกากุ จ.โอกินาวะ ทางใต้ของญี่ปุ่น เมื่อ12.50 น. โดย JCG ได้แจ้งเตือนให้เรือทั้งสองลำออกจากน่านน้ำญี่ปุ่น พร้อมดูแลความปลอดภัยของเรือประมงญี่ปุ่นที่อยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว ก่อนหน้านี้ JCG ตรวจพบเรือ CCG เดินเรือรุกล้ำน่านน้ำญี่ปุ่นในลักษณะคล้ายกันที่บริเวณเกาะในหมู่เกาะเซ็นกากุ เมื่อ 9 ก.ค.68 ก่อนเดินเรือออกจากน่านน้ำเมื่อ 11 ก.ค.68 ทั้งนี้ หมู่เกาะเซ็นกากุตั้งอยู่ในทะเลจีนตะวันออก อยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น แต่จีนอ้างกรรมสิทธิ์ทับซ้อนกับญี่ปุ่น และเรียกหมู่เกาะดังกล่าวว่าหมู่เกาะเตียวหยู  

ญี่ปุ่นเตรียมจัดพิธีรำลึกเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ จ.ฮิโรชิมะ

 รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมเชิญนาย Do Hung Viet เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรของเวียดนามประจำสหประชาชาติ ซึ่งจะดำรงตำแหน่งประธานการประชุมทบทวนสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Non-Proliferation of Nuclear Weapons Treaty Review Conference) ปี 2569 เข้าร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 80 ปีเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ จ.ฮิโรชิมะ ใน 6 ส.ค.68 โดยจะเป็นครั้งแรกที่ประธานการประชุมทบทวนสนธิสัญญาฯ เข้าร่วมพิธีรำลึกดังกล่าว และแสดงถึงความปรารถนาของญี่ปุ่นในการใช้โอกาสนี้ผลักดันการปลดอาวุธนิวเคลียร์

เวียดนามย้ำว่าการฝึกร่วมทางทหารกับจีนครั้งแรกราบรื่น

สนข.Vietnam Plus รายงานเมื่อ 30 ก.ค.68 ว่า การฝึกร่วมทางทหารครั้งแรกระหว่างเวียดนามกับจีน บริเวณเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ห้วง 21-30 ก.ค.68 เสร็จสิ้นและราบรื่นตามแผนที่วางไว้ โดย พล.ต.เหวียน วัน ลิก ผบ.ภูมิภาคทหารที่ 1 ของเวียดนาม กล่าวว่า เป็นการฝึกที่เน้นเพิ่มขีดความสามารถด้านการลาดตระเวน การพรางตัว การปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับ (UAV) การยิงปืน ความช่วยเหลือทางการแพทย์ การป้องกันสารเคมี การขนส่งภาคสนาม และการปฏิบัติการทางยุทธวิธีประสานงาน ซึ่งยิ่งกระชับความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างสองฝ่าย เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงบริเวณชายแดน

มาเลเซียเสนอตั้งคณะสังเกตการณ์อาเซียนเพื่อแก้ปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

พลเอก Nizam Jaffar ผบ.ทสส.มาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 1 ส.ค.68 ว่า มาเลเซียเสนอให้จัดตั้งคณะสังเกตการณ์อาเซียนเพื่อแก้ไขปัญหาพิพาทไทย-กัมพูชา โดยคณะฯ จะประกอบด้วยผู้แทนจากกองทัพประเทศอาเซียน 33 นาย ซึ่งจะตั้งฐานปฏิบัติภารกิจอยู่ในเขตไทยและกัมพูชา ทั้งหมด 4 จุด จุดละ 7 นาย และอีก 5 นาย จะประจำที่ฐานบัญชาการหลัก นอกจากนี้ มาเลเซียเสนอจัดตั้งคณะสังเกตการณ์ชั่วคราว นำโดยผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย พร้อมด้วยผู้ช่วยทูตทหารจากประเทศอาเซียนประจำกรุงเทพฯ และกรุงพนมเปญ กัมพูชา โดย ผบ.ทสส.มาเลเซีย เชื่อมั่นว่า แนวทางดังกล่าวจะทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นร่วมมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา

สหรัฐฯ ประกาศรายชื่อประเทศ/กลุ่มประเทศที่ได้รับปรับอัตราภาษีตอบโต้

เว็บไซต์ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยแพร่คำประกาศฝ่ายบริหารลงนามโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อ 31 ก.ค. 68 ว่า การปรับอัตราภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) กับหลายประเทศ/กลุ่มประเทศจะเริ่มบังคับใช้ 7 วัน หลังคำประกาศนี้  โดยซีเรีย อัตราภาษีสูงสุดที่ร้อยละ 41  สำหรับไทย อัตราภาษีอยู่ที่ร้อยละ 19 ระดับเดียวกับ 4 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์  ส่วนสิงคโปร์ คงที่ร้อยละ 10  เวียดนาม ร้อยละ 20 บรูไน ร้อยละ 25 ขณะที่ลาว และเมียนมา ไม่ได้รับการปรับลดจากร้อยละ 40  นอกจากนี้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บอัตราภาษีที่ร้อยละ 15

อินโดนีเซียเป็นเป้าหมายการขยายตลาดของขบวนการค้ายาเสพติดจากลาตินอเมริกา

สนข.Antara รายงานเมื่อ 31 ก.ค.68 อ้างแถลงการณ์ นาย Marthinus Hukom ผอ.สนง.ปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ อินโดนีเซีย ซึ่งเตือนว่าขบวนการค้ายาเสพติดจากลาตินอเมริกา ต้องการหาช่องทางขยายตลาดใหม่ไปยังอินโดนีเซีย   หลังจากสหรัฐฯ มีนโยบายการปราบปรามยาเสพติดที่ประกาศให้กลุ่มค้ายาเสพติดเป็นกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ โดยมีเป้าหมายที่จะลักลอบนำโคเคนมาจำหน่ายในแหล่งท่องเที่ยว เช่น บาหลี ทั้งการนำเข้าผ่านบริการขนส่งและใช้ชาวต่างชาติลักลอบ ขณะที่อินโดนีเซียยังคงเป็นปลายทางสำคัญของกลุ่มค้ายาเสพติดข้ามชาติ เนื่องจากมีประชากรจำนวนมาก

รัสเซีย-ลาวลงนามความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์

เว็บไซต์ทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียเผยแพร่แถลงการณ์ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งพบหารือกับประธานาธิบดีทองลุน สีสุลิด ของลาว ระหว่างเยือนรัสเซียเมื่อ 31 ก.ค.68 ว่า ความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศพัฒนาไปอย่างมั่นคงและส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกัน  รัสเซียสนับสนุนการพัฒนาของลาวในทุกด้าน เฉพาะอย่างยิ่งขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศและการเติบโตทางเศรษฐกิจ  นอกจากนี้ รัสเซียและลาวลงนามในเอกสารความร่วมมือ 7 ฉบับ ซึ่งรวมถึงแผนความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ระหว่างบริษัท Rosatom รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย กับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของลาว และลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกัน 5 ฉบับ อาทิ ด้านการปกป้องทรัพยากรน้ำ ด้านการศึกษา และด้านสุขอนามัย ทั้งนี้ การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นห้วงใกล้กับการครบรอบ 65 ปี ของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัสเซียและลาวใน ต.ค.68