กองทัพเม็กซิโกสังหารหัวหน้ากลุ่ม CJNG ที่ค้ายาเสพติด

กห.เม็กซิโกแถลงเมื่อ  22  ก.พ.69  ว่าหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองทัพเม็กซิโกร่วมกันปฏิบัติการสังหารนายเนเมซิโอ โอเซเกรา หรือ “เอล เมนโช” หัวหน้ากลุ่ม  Jalisco New Generation Cartel (CJNG) ที่ค้ายาเฟนทานิลและยาเสพติดอื่นๆ  รวมทั้งสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มอีก  4 คน ที่เมืองตาปัลปา บริเวณชายฝั่งของรัฐฮาลิสโก  อย่างไรก็ดี  การเสียชีวิตของนายเอล  เมนโชทำให้สมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่ม CJNG  ออกมาก่อเหตุรุนแรง ได้แก่ จุดไฟเผารถยนต์  สร้างสิ่งกีดขวางตามถนนในรัฐฮาลิสโก ด้านกต.สหรัฐฯ แจ้งเตือนให้พลเมืองสหรัฐฯ  พำนักในสถานที่ปลอดภัยในรัฐฮาลิสโก  รัฐตาเมาลิปัส  รัฐมิโชอากัน  รัฐเกร์เรโร  และรัฐนวยโบเลออน ของเม็กซิโกที่มีการก่อเหตุรุนแรงเช่นกัน

ชาติอาหรับประณาม กรณีผู้แทนสหรัฐฯ สนับสนุนอิสราเอลยึดครองดินแดนในตะวันออกกลาง

กต.ประเทศอาหรับ/มุสลิมในภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชีย รวมถึงองค์การระหว่างประเทศหลายแห่ง ออกแถลงการณ์เมื่อ 21 ก.พ.69 ประณามถ้อยแถลงของนาย Mike Huckabee ออท.สหรัฐฯ/อิสราเอล ซึ่งให้สัมภาษณ์นาย Tucker Carlson อดีตผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ Fox News ของสหรัฐฯ ว่า อิสราเอลมีสิทธิตามคัมภีร์ไบเบิลที่จะครอบครองดินแดนทั่วทั้งตะวันออกกลาง และหากอิสราเอลใช้อำนาจควบคุมดินแดนที่ยึดครองอยู่ในปัจจุบัน ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ทั้งนี้ แถลงการณ์ของ กต.ประเทศอาหรับ/มุสลิม ระบุว่า ถ้อยแถลงของนาย Huckabee แสดงให้เห็นว่า อิสราเอลสามารถเข้าควบคุมเขตเวสต์แบงก์ของปาเลสไตน์ หรือดินแดนของรัฐอาหรับอื่นได้ ซึ่งถือเป็นถ้อยคำที่เป็นอันตรายและยั่วยุ อีกทั้งยังเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ (UN) อย่างร้ายแรง ตลอดจนเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาค

อิหร่านทำข้อตกลงลับซื้ออาวุธจากรัสเซียมูลค่า 500 ล้านยูโร

นสพ. Financial Times รายงานเมื่อ 22 ก.พ.69 อ้างเอกสารรัสเซียที่รั่วไหลว่า ผู้แทนกระทรวงกลาโหมและการส่งกำลังบำรุงกองทัพอิหร่าน (MODAFL) ประจำกรุงมอสโก ทำข้อตกลงลับกับบริษัท Rosoboronexport ซึ่งเป็นบริษัทค้าอาวุธของรัฐบาลรัสเซีย เมื่อ ธ.ค.68 เพื่อจัดซื้อระบบขีปนาวุธนำวิถีแบบประทับบ่า รุ่น Verba จำนวน 500 เครื่อง และขีปนาวุธ รุ่น 9M336 จำนวน 2,500 ลูก รวมถึงกล้องมองกลางคืน Mowgli-2 จำนวน 500 ตัว มูลค่า 500 ล้านยูโร (ประมาณ 589 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีกำหนดส่งมอบห้วงปี 2570-2572

สหรัฐฯ จะจัดการประชุมความมั่นคงด้านพลังงานอินโด-แปซิฟิก ที่ญี่ปุ่น

สนข.รอยเตอร์ส รายงานอ้าง สอท.สหรัฐฯ /กรุงโตเกียว เมื่อ 22 ก.พ.69 ว่า สภาพลังงานแห่งชาติ (National Energy Dominance Council) ของสหรัฐฯ  จะจัดการประชุมระดับ รมต.และภาคธุรกิจด้านความมั่นคงพลังงานอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Energy Security Ministerial and Business Forum) เป็นครั้งระหว่าง 14-15 มี.ค.69 ที่กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น โดยนายคริส ไรต์ รมว.พลังงาน  และนายดัก เบอร์กัม รมว.มท. จะเยือนญี่ปุ่น และเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ เพื่อหารือด้านความมั่นคงทางพลังงานกับผู้แทนจากประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก 12 ประเทศ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจต่าง ๆ  อาทิ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม และการเงิน

ญี่ปุ่นจะส่ง ออท.ประจำกระทรวงเยือนไทย กัมพูชา และฟิลิปปินส์

นายฮายาชิ เทจิ ออท.ประจำกระทรวง (รับผิดชอบด้านความร่วมมือลุ่มน้ำโขง) จะเยือนไทย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ (ประธานอาเซียนประจำปี 2569) ระหว่าง 23-27 ก.พ.69 เพื่อพบหารือและแลกเปลี่ยนความเห็นกับ จนท.ของรัฐของทั้งสามประเทศในประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นได้ดำเนินการผ่านหลายช่องทางเพื่อลดความตึงเครียดของสถานการณ์ระหว่างกัมพูชากับไทย รวมถึงการประสานงานผ่านช่องทางการทูต การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการจัดสรรงบประมาณสำหรับจัดหาสิ่งอุปกรณ์ให้คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ภายใต้กรอบความช่วยเหลือเพื่อความมั่นคงอย่างเป็นทางการ  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศ

ออสเตรเลียเตรียมสร้างเรือลำเลียงพลขนาดใหญ่เพิ่ม

เว็บไซต์กองทัพออสเตรเลีย รายงานเมื่อ 20 ก.พ.69 ว่า ออสเตรเลียได้ลงนามในสัญญาฉบับที่ 2 กับบริษัท Austal Defence Shipbuilding มูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 87,922 ล้านบาท) เพื่อดำเนินการต่อเรือลำเลียงพลขนาดใหญ่ (Landing Craft Heavy) จำนวน 8 ลำ ให้กับกองทัพบกออสเตรเลีย โดยเรือดังกล่าวมีความยาวประมาณ 100 เมตร และมีขีดความสามารถในการขนส่งอาวุธโจมตีพิสัยไกลที่มีความแม่นยำสูง อันจะช่วยเสริมศักยภาพด้านการปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก การลำเลียงยุทโธปกรณ์ ตลอดจนการสนับสนุนภารกิจบรรเทาสาธารณภัยในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ลงนามสัญญาฉบับที่ 1 มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 21,983 ล้านบาท) เพื่อจัดหาเรือลำเลียงพลขนาดกลาง

รัสเซียและคิวบาหารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และนายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย พบหารือกับนายบรูโน โรดริเกซ ปาร์รียา รมว.กต.คิวบา เมื่อ 19 ก.พ.69 ซึ่งทั้งสองฝ่ายร่วมกันประณามสหรัฐฯ อย่างรุนแรงกรณีสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการที่ไม่ชอบธรรม รวมถึงการกดดันทางเศรษฐกิจและการทหารต่อคิวบา พร้อมกับยืนยันความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกัน นอกจากนี้ พล.ท.โรเบร์โต โซโตลองโก เสนาธิการใหญ่กองทัพคิวบาและ รมช.กห.คิวบา พบหารือกับนายวาซีลี ออสมาคอฟ รมช.กห.รัสเซีย เมื่อ 19 ก.พ.69 ประเด็นความร่วมมือด้านเทคนิคทางการทหารและแผนความร่วมมือระหว่าง กห.ในระยะต่อไป ทั้งนี้ การเยือนรัสเซียของคณะผู้แทนคิวบาดังกล่าว มีขึ้นห้วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างคิวบากับสหรัฐฯ ตึงเครียดเพิ่มขึ้นจากมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรต่อประเทศที่ 3 ซึ่งส่งออกน้ำมันให้คิวบาของสหรัฐฯ

สหรัฐฯ จะเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 10 หลังภาษีตอบโต้เป็นโมฆะ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลกในอัตราร้อยละ 10 เป็นเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 2517 (Trade Act of 1974) เพิ่มเติมจากอัตราภาษีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยภาษีอัตราใหม่นี้ จะมีผลบังคับใช้ภายใน 3 วันเพื่อทดแทนการเก็บภาษีภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินเมื่อ 20 ก.พ.69 ว่า ผิดกฎหมาย โดยระบุว่าประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจ นอกจากนี้  ประธานาธิบดีทรัมป์ยังระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเริ่มดำเนินการสอบสวนหลายกรณีภายใต้มาตรา 301 ว่าด้วยแนวปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเพื่อปกป้องสหรัฐฯ จากการค้าที่ไม่เป็นธรรมของประเทศและบริษัทอื่น ๆ

ไทยเสี่ยงเป็นประเทศล้าหลังทางเศรษฐกิจของเอเชีย ตอ.ต.

Bloomberg เผยแพร่บทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย หลังจากพรรคที่เป็นฝ่ายอนุรักษนิยมชนะการเลือกตั้ง โดยหลายฝ่ายคาดหวังว่าจะสร้างเสถียรภาพให้กับประเทศ ในขณะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาขยายตัวต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง รวมถึงปัญหาโครงสร้างประชากร โดยไทยยังขาดแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ฟื้นจากภาวะซบเซา ในขณะที่เวียดนามมีการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ มาเลเซียมุ่งเน้นด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) และสิงคโปร์ที่เป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาคและที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัทข้ามชาติ แต่ไทยยังขาดเป้าหมายหลักที่จะเป็นแรงจูงใจในการระดมทรัพยากรและกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศ

สิงคโปร์ย้ำจุดยืนไม่อนุญาตพลเมืองรับใช้กองทัพต่างชาติ

มท.สิงคโปร์ออกแถลงการณ์เมื่อ 20 ก.พ.69 ชี้แจงกรณีรายงานจากสื่อต่างประเทศที่ระบุว่ามีพลเมืองชาวสิงคโปร์ 2 รายเข้าร่วมรบในกองทัพป้องกันอิสราเอล (IDF) ท่ามกลางความขัดแย้งในฉนวนกาซา โดยยืนยันว่าในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานชุดใดที่บ่งชี้ว่าพลเมืองสิงคโปร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสู้รบดังกล่าวจริง ทั้งนี้รัฐบาลสิงคโปร์มีจุดยืนที่เคร่งครัดตามกฎหมายและนโยบายความมั่นคง ซึ่งไม่อนุญาตให้พลเมืองหรือผู้อยู่อาศัยถาวร ไปรับใช้กองทัพต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงมีนโยบายไม่สนับสนุนให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งทางอาวุธของประเทศอื่น