ผู้นำเมียนมาเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ

นายมินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อ 7 ส.ค.69 ตามคำเชิญของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นรม. โดยผู้นำเมียนมายืนยันว่าจะผลักดันกระบวนการสันติภาพภายในประเทศ พร้อมระบุว่าเมียนมากำลังดำเนินไปบนเส้นทางประชาธิปไตยและมุ่งสู่อนาคตที่ดีขึ้น รวมทั้งจะกระชับความสัมพันธ์กับอาเซียนเพื่อประโยชน์ของประชาชน การเยือนไทยครั้งนี้เป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งที่ 4 ของนายมินอองไลง์ในฐานะประธานาธิบดี ต่อจากจีน อินเดีย และลาว ท่ามกลางความพยายามสร้างการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ

นรม.ญี่ปุ่นสงวนท่าทีต่อการแก้ไขหลักการปลอดนิวเคลียร์ของประเทศ

ถ้อยแถลงของนางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น เมื่อ 6 ส.ค.69 ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกรณีผู้สื่อข่าวถามคำถามว่ารัฐบาลจะแก้ไขหลักการปลอดนิวเคลียร์สามประการ (Three Non-Nuclear Principles) พร้อมกับการแก้ไขยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศ 3 ฉบับ ในปลายปี 2569 หรือไม่ ก่อนหน้านี้ ปรากฏข่าวสารเมื่อปลายปี 2568 ว่า พรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party-LDP) พรรครัฐบาลญี่ปุ่น เรียกร้องให้มีการทบทวน Three Non-Nuclear Principles

มณฑลไห่หนานของจีนส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจกับไทยและอินโดนีเซีย

Antara ของอินโดนีเซีย รายงานอ้างเว็บไซต์มณฑลไห่หนานของจีน กรณีคณะผู้แทนทางเศรษฐกิจและการค้าจากมณฑลไห่หนานของจีน เยือนไทยและอินโดนีเซีย เมื่อ 21-25 ก.ค. 69 โดยมีการหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนระหว่างมณฑลไห่หนานของจีนกับประเทศดังกล่าว ทั้งยังเป็นการยกระดับบทบาทของเขตการค้าเสรีไห่หนาน

กัมพูชาส่งออกข้าวสารห้วง 7 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่ามากกว่า 415 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นสพ.Khmer Times ฉบับ 6 ส.ค.69 อ้างรายงานของสมาคมข้าวแห่งกัมพูชาว่า เมื่อห้วง ม.ค.-ก.ค.69 กัมพูชาส่งออกข้าวสาร 707,000 ตัน มูลค่า 415.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  มีปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 68 และมูลค่าเพิ่มร้อยละ 34.3 จากห้วงเดียวกันของเมื่อปี 2568 โดยส่งออกข้าวไปยังสหภาพยุโรปมากที่สุดจำนวน 207,157 ตัน รองลงมาคือ จีน จำนวน 174,930 ตัน โดยส่งออกข้าวหอมมากที่สุดร้อยละ 59.23 ของปริมาณการส่งออกข้าวสารทั้งหมด รองลงมาคือ ข้าวขาว ข้าวหัก ข้าวอินทรีย์ และข้าวกล้อง ตามลำดับ นอกจากนี้ กัมพูชาส่งออกข้าวเปลือกมากกว่า 3 ล้านตัน มูลค่ารวม 665 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อาเซียนเสริมสร้างความร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก

คณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียน (Committee of Permanent Representatives to ASEAN-CPR) กับผู้ประสานงานแห่งชาติของกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก (Pacific Alliance) จัดประชุมในรูปแบบผสมผสานที่สำนักเลขาธิการอาเซียน กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เมื่อ 5 ส.ค.69 ได้แลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับพัฒนาการในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.และภูมิภาคลาตินอเมริกา ทบทวนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการอาเซียน–กลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก ปี 2564-2569 (ASEAN-Pacific Alliance Work Plan 2021-2026) และยืนยันเจตนารมณ์ในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ร่วมกัน  ทั้งนี้ สมาชิกกลุ่มพันธมิตรแปซิฟิก ประกอบด้วย ชิลี โคลอมเบีย เม็กซิโก และเปรู

เมียนมา – UWSP ยืนยันใช้การเจรจาทางการเมืองขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ

คณะกรรมการเจรจาต่อรองเพื่อสร้างสันติภาพและความปรองดองแห่งชาติ (NSPNC) หารือกับพรรคสหรัฐว้า (UWSP) ที่กรุงเนปยีดอ เมื่อ 4 ส.ค.69 โดยทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในบันทึกผลการหารือร่วมกันและยืนยันใช้การเจรจาทางการเมืองขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ รวมทั้งได้หารือหลายประเด็น ได้แก่ การเสริมสร้างเอกภาพของชาติ การรักษาเสถียรภาพและการพัฒนา ความร่วมมือด้านสาธารณสุข การเกษตร ปศุสัตว์ โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม และความร่วมมือเชิงปฏิบัติเพื่อสนับสนุนกระบวนการสันติภาพ โดย UWSP ย้ำการแก้ไขความขัดแย้งด้วยแนวทางทางการเมืองและการสร้างฉันทามติด้วยสันติวิธี พร้อมเรียกร้องให้ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ร่วมมือกันส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาในระยะยาว ขณะที่ พล.ท.ยาเป ประธาน NSPNC ระบุว่า UWSP ซึ่งมีพื้นที่อิทธิพลตามแนวชายแดนเมียนมา–จีน มีบทบาทสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมากับจีน และแสดงความหวังว่า UWSP จะยังคงมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพผ่านการหารือกับ NSPNC

จีนไม่พอใจสมุดปกขาวประจำปี 2569 ของญี่ปุ่น

โฆษก กห.จีน.แสดงความไม่พอใจเมื่อ 4 ส.ค.69 กรณีญี่ปุ่นเผยแพร่สมุดปกขาวว่าด้วยแผนการป้องกันประเทศญี่ปุ่นประจำปี 2569 (Defense of Japan 2026) ซึ่งระบุว่า จีนเป็นภัยคุกคาม และกิจกรรมทางทหารของจีน เป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่อยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น รวมถึงวิจารณ์บทบาทและกิจกรรมทางทหารของจีนในภูมิภาคและช่องแคบไต้หวัน โดยระบุว่า รายงานดังกล่าวเป็นวาทกรรมที่ไม่เป็นความจริง และเรียกร้องให้ญี่ปุ่นยุติความพยายามเผยแพร่และฟื้นฟูลัทธิทหาร  และไม่แทรกแซงกิจการภายในของจีน เฉพาะอย่างยิ่งประเด็นไต้หวัน

สหรัฐฯ จะไม่ให้ชาติใดมีครอบงำชาติอื่นในภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก

พล.ร.อ.ซามูเอล ปาปาโร ผบ.กองบัญชาการภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐฯ (USPACOM) กล่าวระหว่างการเข้าร่วมงาน International Military Law and Operations (MILOPS) Conference ครั้งที่ 37 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อ 3 ส.ค.69 ว่า การกระทำในลักษณะบีบบังคับ โดยเฉพาะอย่างจากจีน เป็นการท้าทายต่อการมีเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด – แปซิฟิก พร้อมกับได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพในการเดินเรือ ความมั่นคงทางทะเล และการค้าที่เปิดกว้าง ที่เป็นปัจจัยหลักในการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค  ผ่านการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ และเคารพอธิปไตยของทุกประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ พร้อมที่จะป้องปรามการกระทำที่แข็งกร้าวของจีนด้วยการแสดงแสนยานุภาพ แต่จะไม่เลือกการเผชิญหน้า กับพร้อมที่จะขยายความร่วมมือกับพันธมิตรและประเทศที่เป็นหุ้นส่วนร่วมกันเชิงยุทธศาสตร์

ฟิลิปปินส์ยืนยันการฝึกทางทหารของจีนในทะเลจีนใต้ไม่กระทบการอ้างสิทธิของฟิลิปปินส์

โฆษก ทร.ฟิลิปปินส์ ระบุว่า การซ้อมรบทางทะเลและทางอากาศของจีนใกล้สันดอนสการ์โบโรห์เมื่อ 1 ส.ค.69 ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายลักษณะทางทะเลหรือสิทธิทางทะเลของฟิลิปปินส์ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ  กองทัพฟิลิปปินส์ได้เฝ้าระวังและติดตามการฝึกดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจในการปกป้องดินแดน ควบคู่กับการรักษาสิทธิและผลประโยชน์ทางทะเลที่สอดคล้องกับคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการปี 2559 และอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)

เกาหลีใต้จัดตั้งหน่วยต่อต้านข่าวกรองใหม่ หลังปฏิรูปโครงสร้างความมั่นคงทางทหาร

สนข.ยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 3 ส.ค.69 ว่า นายอัน คยู-แบ็ก รมว.กห.เกาหลีใต้ เป็นประธานพิธีเปิดหน่วยต่อต้านข่าวกรองแห่งใหม่ ที่เมืองควาช็อน จ.คย็องกี โดยหน่วยงานมีภารกิจรับมือภัยคุกคามด้านการจารกรรม การก่อการร้าย และภัยคุกคามทางไซเบอร์จากเกาหลีเหนือ และประเทศอื่น ๆ โดยจะทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งในและต่างประเทศ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของความลับทางทหาร คุ้มครองอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สนับสนุนโครงการซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ร่วมกับ ทร.สหรัฐฯ และปกป้องเทคโนโลยีสำคัญ เช่น ปัญญาประดิษฐ์  และระบบดาวเทียม ทั้งนี้ การจัดตั้งหน่วยต่อต้านข่าวกรองแห่งใหม่เป็นไปตามแผนปฏิรูปกองทัพครั้งใหญ่ โดยเตรียมจัดตั้งอีก 2 หน่วยงาน อาทิ หน่วยสนับสนุนความมั่นคงภายในกองทัพ และหน่วยสอบสวนอาชญากรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ