ปัญหาทุ่นระเบิดเป็นอุปสรรคสำคัญต่อสันติภาพไทย-กัมพูชา

เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ DW ของเยอรมนี รายงานระบุว่า แม้ไทยและกัมพูชาจะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่เรื่องทุ่นระเบิดยังคงเป็นประเด็นหลักที่สร้างความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ โดยไทยกล่าวหาว่ากัมพูชายังคงวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บแล้วหลายนาย ด้านประชาชนในพื้นที่ชายแดนยังกังวล เนื่องจากอันตรายจากทุ่นระเบิดทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ขณะที่กัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของไทยเรื่องการวางทุ่นระเบิดใหม่ ด้านนักวิชาการมองว่าปัญหาทุ่นระเบิดเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความพยายามสร้างสันติภาพ ข้อเท็จจริงที่ทหารไทยยังคงได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดหลังจากการหยุดยิงเป็นสัญญาณถึงความไม่จริงใจจากฝ่ายกัมพูชา และทุ่นระเบิดที่เหมือนอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานทำให้ข้ออ้างของกัมพูชาที่ว่าเป็นทุ่นระเบิดเก่าและเสื่อมสภาพแล้วนั้นอ่อนแอลง ขณะที่การบาดเจ็บของทหารไทยครั้งใหม่ยิ่งทำให้เกิดความไม่พอใจในประเทศ และสร้างแรงกดดันให้กองทัพต้องตอบโต้

สถานีบริการน้ำมัน 35 แห่งในกัมพูชายุติสัญญาดำเนินการกับบริษัท ปตท.

นสพ.Khmer Times รายงานเมื่อ 29 ส.ค.68 อ้างโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายเตีย สยาม (Tea Siam) เมื่อ 28 ส.ค.68 ว่า สถานีบริการน้ำมัน 35 แห่ง จาก 200 แห่ง ที่ดำเนินการภายใต้ชื่อ ปตท. (PTT) ได้ยุติสัญญากับบริษัท ปตท. (เอกชนไทย) แล้ว และจะดำเนินการภายใต้ชื่อ PEACE Petroleum Cambodia (PPC) พร้อมว่า ตนได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น (นัยถึงความขัดแย้งระหว่างกัมพูชากับไทย) จึงยุติสัญญากับบริษัทเดิม และอยู่ระหว่างเตรียมการนำเข้าน้ำมันใหม่จากบริษัทของสหรัฐฯ ภายใต้ชื่อบริษัท PEACE Petroleum Cambodia ทั้งนี้ นายเตีย สยาม ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และระบบบริการสถานีบริการน้ำมันต้องใช้เวลา แต่จำเป็นต้องสร้างบรรยากาศใหม่เพื่อความภาคภูมิใจของชาวกัมพูชา

ญี่ปุ่นเตรียมจัดประชุม 2+2 กับออสเตรเลีย

ถ้อยแถลงของนายนากาทานิ เก็น รมว.กห.ญี่ปุ่น เมื่อ 29 ส.ค.68 ระบุว่า ญี่ปุ่นจะจัดประชุมเจรจาด้านความมั่นคงระดับรัฐมนตรีรูปแบบสองบวกสอง (Two-plus-two security meeting) กับออสเตรเลีย ใน 5 ก.ย.68 ที่กรุงโตเกียว โดยนายอิวายะ ทาเกชิ รมว.กต.ญี่ปุ่น และนายนากาทานิ เก็น รมว.กห.ญี่ปุ่น จะพบหารือกับนางเพนนี หว่อง รมว.กต.ออสเตรเลีย และนายริชาร์ด มาร์ลส์ รมว.กห.ออสเตรเลีย ในประเด็นข้อตกลงความร่วมมืออพยพประชาชนในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินในประเทศที่สาม และความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สำหรับโครงการจัดซื้อเรือฟริเกต Mogami รุ่นปรับปรุง ของญี่ปุ่น ไปประจำการใน ทร.ออสเตรเลีย เป็นต้น

ประธานประเทศลาวเตรียมเยือนจีนและเวียดนาม

ดร.ทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว เตรียมเดินทางเยือนจีนระหว่าง 31 ส.ค.- 1 ก.ย.68 เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO summit) ครั้งที่ 25 ที่นครเทียนจิน จีน ตามคำเชิญของเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน  รวมทั้งจะเยือนเวียดนามตามคำเชิญของนายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เพื่อเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปี วันชาติเวียดนาม ใน 2 ก.ย.68 จากนั้นจะเยือนจีนเข้าเพื่อเข้าร่วมพิธีรำลึกวันครบรอบ 80 ปีแห่งชัยชนะในสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก และสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ระหว่าง 3-6 ก.ย.68

ประธานสภาแห่งชาติเวียดนามเตรียมต้อนรับผู้แทนระดับสูงจากจีน

นายเจิ่น แถ่งห์ มาน ประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม เตรียมให้การต้อนรับนาย Zhao Leji ประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาประชาชนแห่งชาติจีน ซึ่งจะเยือนเวียดนามห้วง 31 ส.ค.-2 ก.ย.68 ระหว่างเยือนนาย Zhao Leji จะเป็นประธานร่วมการประชุมระหว่างสภาแห่งชาติทั้งสองประเทศ และเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองวันชาติเวียดนามครบรอบ 80 ปี ใน 2 ก.ย.68

เม็กซิโกจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพื่อปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศ

สนข.บลูมเบิร์ก รายงานเมื่อ 28 ส.ค.68 ว่า เม็กซิโกจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ได้แก่ รถยนต์ สิ่งทอ พลาสติก ในปีงบประมาณ 2569 เพื่อปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศจากการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากจีน และตอบสนองข้อเรียกร้องจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เม็กซิโกเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเช่นเดียวกับสหรัฐฯ โดยรัฐสภาเม็กซิโกจะพิจารณาแผนดังกล่าวใน 8 ก.ย.68 ซึ่งพรรครัฐบาลของประธานาธิบดีคลอเดีย ชายน์บอมครองเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา ทำให้มีแนวโน้มว่าแผนดังกล่าวจะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเม็กซิโก ทั้งนี้ เม็กซิโกและสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการจัดทำข้อตกลงด้านความมั่นคงเพื่อปราบปรามยาเสพติดและความรุนแรง

รัสเซียโจมตีเมืองหลวงยูเครนทำให้มีผู้เสียชีวิต 23 คน

รัสเซียโจมตีกรุงเคียฟ ของยูเครน ด้วยเครื่องบินรบ MiG-31 ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง และโดรนจำนวนกว่า 598 ลำ เมื่อ 28 ส.ค.68 มีผู้เสียชีวิต 23 คน และเด็ก 4 คน ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน แถลงว่า การโจมตีดังกล่าวละเมิดหลักมนุษยธรรมและดูหมิ่นความพยายามยุติสงครามของยุโรปและสหรัฐฯ รวมทั้งบ่งชี้ว่ารัสเซียไม่มีเจตนายุติสงคราม ขณะที่ประเทศต่าง ๆ มีปฏิกิริยาต่อการโจมตีครั้งนี้เช่นกัน อาทิ เยอรมนีที่ระบุว่า การเจรจาระดับผู้นำรัสเซียกับยูเครนเพื่อยุติความขัดแย้งไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะรัสเซียยังคงโจมตียูเครนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ของตุรกี โทรศัพท์ถึงประธานาธิบดีเซเลนสกี เมื่อ 28 ส.ค.68 หารือเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพและหลักประกันความมั่นคงปลอดภัยของยูเครน

สหรัฐฯ จะสนับสนุนข่าวกรอง ระบบบัญชาการและกำลังทางอากาศให้กับยูเครน

สนข. Financial Time รายงานเมื่อ 27 ส.ค.68 ว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาสนับสนุนข้อมูลข่าวกรอง  การเฝ้าตรวจ และการลาดตระเวน การประสานงานเชิงระบบบัญชาการทางการทหาร และใช้กำลังทางอากาศในการปกป้องน่านฟ้าของยูเครน หลังจากสงครามรัสเซีย – ยูเครนยุติ ซึ่งจะใช้ในการปกป้องกองกำลังรักษาสันติภาพที่ประเทศในยุโรปอย่างสหราชอาณาจักร และฝรั่งเศสจะเป็นผู้สนับสนุนหลัก แต่สหรัฐฯ จะไม่ส่งกองกำลังเข้าไปปฏิบัติการในยูเครน เพื่อไม่ให้สหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ในอนาคต อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนของสหรัฐฯ จะเป็นการแสดงถึงหลักประกันที่มั่นคง และสามารถใช้ป้องปรามความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นอีก

ไต้หวันกำหนดแผนกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปี 2573

สภาพัฒนาแห่งชาติของไต้หวัน (National Development Council-NDC) อนุมัติแผนการท่องเที่ยวปี 2573 (Tourism 2030) ตามที่กระทรวงคมนาคมไต้หวันเสนอ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพิ่มการใช้จ่ายต่อวันของนักท่องเที่ยว และผลักดันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไต้หวันมีมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (32,770 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2573 ขณะเดียวกัน รัฐบาลไต้หวันตั้งเป้าหมายยกระดับคุณภาพของอุตสาหกรรมบริการสำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศ และสร้างความหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยว โดยเน้นความแตกต่างของสถานที่ในแต่ละฤดูกาลและแต่ละภูมิภาค รวมถึงส่งเสริมงานเทศกาลดั้งเดิม   ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันของนักท่องเที่ยวควรเพิ่มขึ้นร้อยละ 2-4 โดยจะดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวหลากหลายประเภท อาทิ กลุ่ม Digital Nomads ผู้เชียร์กีฬา ผู้โดยสารเรือสำราญ ตลอดจนผู้เข้าร่วมงานจัดแสดงสินค้า อย่างไรก็ดี แผนการดังกล่าวยังต้องเสนอต่อ ครม.ไต้หวัน เพื่อพิจารณาอนุมัติ

UNHCR ยินดีที่ไทยให้สิทธิการทำงานแก่ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา

ข่าวสารนิเทศองค์การสหประชาชาติ (United Nations – UN) รายงานเมื่อ 26 ส.ค.68  ว่า สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) แสดงความยินดีที่ไทยให้สิทธิการทำงานแก่ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาจำนวนกว่า 81,000 คน พักอาศัยที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ยาวนานหลายสิบปี เกือบครึ่งหนึ่งเกิดและเติบโตที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ทั้งนี้ นางสาว Tammi Lynn Sharpe ผู้แทน UNHCR ประจำประเทศไทย ระบุว่า การให้สิทธิการทำงานแก่ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของไทย เนื่องจากช่วยเหลือผู้ลี้ภัยให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ดี UNHCR เห็นว่านโยบายดังกล่าวของไทยยังมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนผู้ลี้ภัยที่ได้รับสิทธิ แต่หน่วยงานของ UN จะสนับสนุนการดำเนินงานของไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมผู้ลี้ภัยมากขึ้น