ญี่ปุ่นเตรียมตั้งคณะทำงานดูแลปัญหาที่เกี่ยวกับชาวต่างชาติในประเทศ

สนข.Kyodo รายงานเมื่อ 8 ก.ค.68 อ้างการให้สัมภาษณ์ของนายฮายาชิ โยชิมาซะ เลขาธิการ ครม.ญี่ปุ่น เมื่อวันเดียวกัน ว่า นายอิชิบะ ชิเกรุ นรม.ญี่ปุ่น ได้สั่งการให้จัดตั้งคณะทำงาน ภายใต้สำนักงานเลขาธิการ ครม. ในห้วงกลาง ก.ค.68 เพื่อดูแลและรับมือกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติที่พำนักในญี่ปุ่น โดยนายฮายาชิ กล่าวว่า การสร้างสังคมที่มีระเบียบซึ่งครอบคลุมถึงชาวต่างชาติเป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ ทั้งนี้ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ มีขึ้นหลังพรรคการเมืองในญี่ปุ่น เรียกร้องให้มีการเข้มงวดกฎระเบียบกับชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศ เช่น การใช้ระบบสวัสดิการแห่งชาติอย่างไม่ถูกต้อง การไม่เคารพวัฒนธรรมญี่ปุ่น การไม่ปฏิบัติตามกฎ ทำร้ายคนญี่ปุ่น และขโมยทรัพย์สิน เป็นต้น

MRC ตรวจพบการปนเปื้อนของโลหะหนักในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง

สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่นํ้าโขง (Mekong River Commission-MRC) เผยแพร่แถลงการณ์ เมื่อ 3 ก.ค.68 เตือนเกี่ยวกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างร้ายแรง หลังจาก MRC ตรวจพบการปนเปื้อนของโลหะหนักในแม่น้ำกก (สาขาของแม่นํ้าโขง) และในแม่น้ำโขง ทั้งพื้นที่ตอนบนและตอนล่างใกล้กับสามเหลี่ยมทองคำ โดยพบสารหนูปริมาณสูงในหลาย ๆ จุด ตลอดแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง  แต่ยังไม่พบการปนเปื้อนบริเวณแม่น้ำโขงภายในเขตของลาว บ่งชี้ว่าการปนเปื้อนมาจากแหล่งน้ำข้ามพรมแดน ซึ่งเชื่อว่าต้นเหตุอาจมาจากการดำเนินการขุดเจาะเหมืองแร่ที่ไม่ได้มาตรฐานในเขตอิทธิพลของกองกำลังชนกลุ่มน้อยในเมียนมา ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการ MRC จะจัดการประชุมและเยี่ยมชมภาคสนามเพื่อประเมินและตรวจสอบร่วมกันที่ จ.เชียงราย ใน 21 ก.ค.68

ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเข้าร่วมประชุมสุดยอดกลุ่ม BRICS เป็นครั้งแรก

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย เข้าร่วมการประชุมสุดยอด BRICS ประจำปี 2568 (BRICS Summit) ระหว่าง 6-7 ก.ค.68 ที่ริโอเดอจาเนโร บราซิล ซึ่งเป็นการร่วมประชุมครั้งแรกหลังอินโดนีเซียเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ ภายใต้หัวข้อ “การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South) เพื่อการบริหารจัดการที่ครอบคลุมและยั่งยืนยิ่งขึ้น” ซึ่งประธานาธิบดีปราโบโวจะแสดงจุดยืนของอินโดนีเซียในฐานะผู้สร้างสะพานเชื่อมระดับโลกท่ามกลางความท้าทาย รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือที่เท่าเทียมและครอบคลุมยิ่งขึ้น ในฐานะที่เป็นทั้งสมาชิกกลุ่ม Global South และกลุ่ม G20

จีนออกมาตรการจำกัดการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์จาก EU

  สนข.Xinhua รายงานเมื่อ 6 ก.ค.68 ว่า กค.จีนจะดำเนินมาตรการเกี่ยวกับการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์จากสหภาพยุโรป (EU) ในโครงการจัดซื้อของภาครัฐ โดยการจัดซื้อที่มีมูลค่ามากกว่า 45 ล้านหยวน (6.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จะต้องไม่มีบริษัทใน EU เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนบริษัทที่อยู่นอก EU ที่เข้าร่วมในโครงการจัดซื้อของภาครัฐ จะต้องมีสัดส่วนอุปกรณ์การแพทย์ที่นำเข้าจาก EU ไม่เกินร้อยละ 50 ของมูลค่ารวมในสัญญาจัดซื้อทั้งหมด โดยยกเว้นสำหรับอุปกรณ์การแพทย์ที่สามารถจัดหาได้เฉพาะจาก EU เท่านั้น มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้สำหรับการจัดซื้อตั้งแต่ 6 ก.ค.68 เป็นต้นไป ด้านโฆษก พณ.จีน วิจารณ์มาตรการของ EU เมื่อ 20 มิ.ย.68 ที่จำกัดไม่ให้บริษัทและสินค้าจากจีนเข้าร่วมในการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์การแพทย์ของ EU

แคนาดาเผชิญภัยจารกรรมด้านข้อมูล

สนข. Global News ของแคนาดา รายงานเมื่อ 5 ก.ค. 68  อ้างรายงานของหน่วยข่าวกรองแคนาดา (CSIS) ว่า แคนาดาเผชิญการจารกรรมด้านข้อมูลจากบุคคลที่พยายามรวบรวมข้อมูลสำคัญจากหน่วยงานรัฐบาลและมหาวิทยาลัยในประเทศ โดยอ้างว่าเป็นการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองของจีน CSIS จึงแจ้งเตือนให้หน่วยงานและมหาวิทยาลัยในแคนาดาใช้ความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการติดต่อหรือให้ข้อมูลกับบุคคลดังกล่าว พร้อมกับแจ้งเตือนจนท.ด้านความมั่นคงทันที หากเผชิญเหตุการณ์นี้

กัมพูชาได้รับการอนุมัติส่งออกทุเรียนไปยังจีน

ประกาศของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงกัมพูชา เมื่อ 4 ก.ค.68 ระบุว่า กัมพูชาได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากสำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน (GACC) ให้สามารถส่งออกทุเรียนไปยังตลาดจีนได้  จากที่ลงนามในพิธีสารเมื่อ เม.ย.68  การอนุมัติดังกล่าวมีขึ้นภายหลัง GACC ประเมินและอนุมัติสวนทุเรียน และสถานที่บรรจุหีบห่อ และเป็นไปตามหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) มาตรฐานสุขอนามัยพืช และระเบียบความปลอดภัยทางอาหารของจีน  ทั้งนี้ กระทรวงฯ เรียกร้องให้เจ้าของสวนและสถานที่บรรจุหีบห่อปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนแมลง ศัตรูพืช สารตกค้างทางเคมี และการใช้สารต้องห้าม เพื่อรักษาคุณภาพของทุเรียน สำหรับจีนเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรกัมพูชารายใหญ่ที่สุด และทุเรียนสดเป็นสินค้าลำดับที่ 9 ที่กัมพูชาส่งออกไปจีนได้โดยตรง ต่อจากข้าว ข้าวเปลือก กล้วย มันสำปะลัง ข้าวโพด ลำไย มะม่วง และพริกไทย

กค.เวียดนามประเมินว่าเศรษฐกิจของประเทศครึ่งแรกปี 2568 เติบโตร้อยละ 7.3

สนข.VNexpress International รายงานเมื่อ 4 ก.ค.68 อ้างข้อมูลของ กค.เวียดนาม ประเมินว่า เศรษฐกิจของประเทศห้วงครึ่งแรกของปี 2568 เติบโตที่ร้อยละ 7.3 สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 โดยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อยู่ที่ 21,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 32.6 และมีการลงทุนของธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 2 ทั้งนี้ กค. ระบุว่าเวียดนามตั้งเป้าหมายจะสร้างรายได้ให้กับประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ต่อปี และลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นร้อยละ 10 ต่อปี

การเปลี่ยนแปลงนโยบายกัญชาส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

สนข.Al Jazeera ของกาตาร์ รายงานกรณีรัฐบาลกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ให้ใช้กัญชาเฉพาะทางการแพทย์ และเตรียมนำกัญชากลับเข้าบัญชียาเสพติด โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมการใช้กัญชาเชิงสันทนาการ หลังจากไทยทำให้กัญชาถูกกฎหมายเมื่อปี 2565 ซึ่งก่อให้เกิดธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่รัฐบาลอ้างว่าเป็นสาเหตุให้มีการใช้กัญชาในกลุ่มเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้น และมีการลักลอบขนยาเสพติดไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างกระทันหันกำลังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องทำให้ขาดทุนและต้องปิดกิจการ โดยผู้ประกอบการมองว่า ผลกระทบด้านลบของการปลดล็อคกัญชาถูกกล่าวเกินจริง พร้อมเตือนว่า การจำกัดให้ใช้กัญชาเฉพาะทางการแพทย์จะเป็นการผลักดันให้อุตสาหกรรมกัญชาลงสู่ใต้ดินซึ่งยากต่อการควบคุมมากขึ้น และยังเห็นว่าเรื่องกัญชากลายเป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างพรรค พท.กับพรรค ภท. โดยกลุ่มสนับสนุนกัญชาเตรียมจัดการชุมนุมประท้วงใน 7 ก.ค. 68 และมีแผนจะยื่นฟ้องรัฐบาลด้วย

ความไม่แน่นอนทางการเมืองส่งผลกระทบต่อการผลักดันร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจรฯ

เว็บไซต์ Macao Business ของมาเก๊า รายงานระบุว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากกรณี น.ส.แพทองธาร ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ นรม.ชั่วคราว และกระแสข่าวการทำรัฐประหารในไทย รวมถึงการคัดค้านจากพรรคฝ่ายค้าน กำลังสร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อการผลักดันร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจรฯ ส่งผลให้การพิจารณาร่างกฎหมายไม่เป็นไปตามแผน ในขณะที่ผู้ประกอบการกาสิโนในมาเก๊าต่างจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หากไทยทำให้กาสิโนถูกกฎหมายไทยอาจก้าวขึ้นเป็น 1 ใน 3 ตลาดกาสิโนชั้นนำของโลก แข่งขันกับลาสเวกัส มาเก๊า และสิงคโปร์ได้ แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองในปัจจุบันกำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก

ยอดมูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงทางออนไลน์พุ่งสูงขึ้น

CardX ผู้ให้บริการบัตรเครดิตภายใต้กลุ่ม SCBX เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 แม้จำนวนคดีที่ประชาชนตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพจะลดลงจากปี 2567 แต่จำนวนเงินที่สูญเสียต่อรายกลับเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 9 จาก 83,800 บาท เป็น 91,500 บาท สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพเริ่มมุ่งเป้าไปยังเหยื่อที่มีศักยภาพในการหลอกลวงสูงมากขึ้น ขณะที่ยอดอายัดบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องกับมิจฉาชีพยังมีสูงถึงกว่า 739,000 บัญชี นอกจากนี้ กลโกงที่พบมากที่สุดยังเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ มีสัดส่วนถึงร้อยละ 57 ของคดีทั้งหมด