โดนัลด์ ทรัมป์ หารือทางโทรศัพท์กับวลาดีมีร์ ปูตินไม่ให้ยกระดับการสู้รบในยูเครน

สนข.วอชิงตันโพสต์ รายงานเมื่อ 10 พ.ย.67 ว่า ว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เมื่อ 7 พ.ย.67 ซึ่งเป็นการพูดคุยกันครั้งแรกของทั้งสองฝ่าย หลังว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง  โดยว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เตือนผู้นำรัสเซียไม่ให้ยกระดับการสู้รบในยูเครน พร้อมกับย้ำว่าสหรัฐฯ มีกองกำลังที่พร้อมรบประจำการในทวีปยุโรปเช่นกัน ทั้งยังได้หารือเกี่ยวกับแนวทางสันติภาพในยุโรปและการยุติการสู้รบในยูเครน อย่างไรก็ดี การเปิดเผยข่าวสารการสนทนาดังกล่าวมีขึ้นในห้วงเดียวกับที่ยูเครนเปิดปฏิบัติการโจมตีรัสเซียครั้งใหญ่ด้วยโดรน 144 เครื่อง ที่กรุงมอสโก และ 5 แคว้นของรัสเซีย ได้แก่ แคว้นบรีอันสค์ (Bryansk) โอริออล (Oryol) คาลูกา (Kaluga) คุสค์ (Kursk) และตูลา (Tula) จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คน และสนามบิน 3 แห่ง ต้องหยุดให้บริการชั่วคราว

ส.ส.ไต้หวันเสนอร่างแก้ไขกฎหมายให้ชาวจีนสละสัญชาติหากต้องการทำงานในหน่วยงานภาครัฐไต้หวัน

นสพ.Taipei Times รายงานเมื่อ 11 พ.ย.67 ว่า ส.ส.พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (Democrat Progressive Party-DPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลไต้หวัน เสนอร่างแก้ไขกฎหมายกำกับดูแลความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไต้หวันกับจีน (Act Governing Relations Between the People of the Taiwan Area and the Mainland Area) เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวจีนปฏิบัติการแทรกซึมไต้หวัน โดยชาวจีนที่ต้องการทำงานในหน่วยงานภาครัฐของไต้หวัน แสดงหลักฐานการสละสัญชาติจีน เพื่อพิสูจน์ความภักดีต่อไต้หวัน เนื่องจากกฎระเบียบปัจจุบันไม่ได้ระบุชัดเจนให้ชาวจีนต้องสละสัญชาติ โดยระบุให้ผู้ที่ทำงานในหน่วยงานภาครัฐต้องถือสัญชาติไต้หวันเท่านั้น หรือพลเมืองจีนซึ่งพำนักอยู่ในไต้หวันอย่างน้อย 10 ปี จึงจะสามารถทำงานในหน่วยงานภาครัฐหรือจัดตั้งพรรคการเมืองได้ และพำนักอยู่ในไต้หวันอย่างน้อย 20 ปี จึงจะสามารถทำงานในหน่วยข่าวกรองหรือหน่วยงานทางทหาร

ไทยใช้ดาวเทียม Himawari ของญี่ปุ่นเพื่อติดตามสภาพอากาศและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5

สถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่น รายงานอ้างองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (JICA) ว่าได้ร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการใช้ดาวเทียม Himawari ติดตามสภาพอากาศในประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยจะนำข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม Himawari ไปใช้ในการตรวจจับความร้อนจากการเผาทางการเกษตรหรือไฟป่าและหาแนวทางป้องกันไม่ให้ไฟลุกลาม รวมถึงกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกษตรกรเผาพืชผลทางการเกษตรในที่โล่งอีกด้วย

ปัญหาโรคไข้เลือดออกรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออกห้วงเดือน ม.ค. – ก.ย. 67 มีผู้ป่วยกว่า 12.7 ล้านคน และเสียชีวิต 8,791 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้น 2 เท่าในแต่ละปี และคาดว่าภายในปี 2593 ประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประขากรโลก (ประมาณ 4,000 ล้านคน) เสี่ยงเป็นโรคไข้เลือด ซิกา และชิคุนกุนยา เพิ่มขึ้น 5,000 ล้านคน  สาเหตุที่ทำให้แนวโน้มไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นนั้น เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดภาวะเอลนีโญ อากาศร้อน และเปียกชื้น นานกว่า สอดคล้องกับจำนวนผู้ป่วยในกลุ่มประเทศอากาศร้อน ได้แก่ บังกลาเทศ และ สปป.ลาว พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออกอย่างเข้มงวด เนื่องจากเพิ่งผ่านเหตุอุทกภัยหนักในหลายพื้นทื่

อุตสาหกรรมยานยนต์จะกลับมาฟื้นตัวในครึ่งหลังปี 2568

  เอกชนในธุรกิจยานยนต์ และสถาบันวิเคราะห์เศรษฐกิจ อาทิ SCB EIC เปิดเผยภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ตลอดทั้งปี 2567 จะขยายตัวต่ำต่อเนื่อง สะท้อนได้จากรายงานการมีการลดกำลังการผลิตและการแข่งขันลดราคารถยนต์ อย่างไรก็ดี  แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2568 ที่น่าจะกลับมาฟื้นตัวในทุกภาคส่วน จะส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจสดใสและความต้องการซื้อรถยนต์น่าจะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งหลังปี 2568 โดยเฉพาะกลุ่มรถบรรทุก หรือรถขนส่ง รถยนต์ประเภทไฮบริด และ BEV ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ถึงร้อยละ 30 ในปี 2568  ซึ่งจะช่วยสนับสนุนธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานรถยนต์

อดีตประธานาธิบดีทรัมป์จะพบกับประธานาธิบดีไบเดนเพื่อเตรียม transition period และเลือก ครม.

อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อายุ 78 ปี ที่จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 ของสหรัฐฯ จะพบกับประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน ใน 13 พฤศจิกายน 2567 เพื่อหารือเกี่ยวกับการส่งมอบอำนาจบริหาร และการเตรียมความพร้อมในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลชุดใหม่ หรือ transition period ซึ่งเป็นช่วงเวลา 75 วัน ก่อนที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์จะสาบานตนเพื่อรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการใน 20 มกราคม 2568

รัสเซียลงนามสนธิสัญญาความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ฯ กับเกาหลีเหนือ

สนข.Tass ของรัสเซีย รายงานเมื่อ 9 พ.ย.67 ว่า ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ลงนามกฎหมายว่าด้วยการให้สัตยาบันในสนธิสัญญาความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ ตามที่ประธานาธิบดีปูติน ลงนามที่กรุงเปียงยาง เกาหลีเหนือ เมื่อ 19 มิ.ย.67 และต่อมายื่นต่อรัฐสภารัสเซีย เพื่อออกกฎหมายการให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญาฯ เมื่อ 15 ต.ค.67  โดยอ้างว่า ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับผลประโยชน์พื้นฐานของประชาชนของรัสเซียและเกาหลีเหนือ มีส่วนสนับสนุนให้เกิดสันติภาพ ความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาคและระดับโลก ทั้งสองฝ่ายจะให้ความช่วยเหลือทางทหารและความช่วยเหลืออื่น ๆ ทันที หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกโจมตีด้วยอาวุธ ซึ่งสอดคล้องตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ

กฎหมายเกี่ยวกับทะเลจีนใต้ของฟิลิปปินส์ส่งผลให้จีนยื่นหนังสือประท้วงทางการทูต

สนข.รอยเตอร์ส รายงานอ้างนางเหมา หนิง โฆษก กต.จีน เมื่อ 8 พ.ย.67 ว่า จีนยื่นหนังสือประท้วงทางการทูตไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมาย 2 ฉบับ ของฟิลิปปินส์ ได้แก่ 1) พรบ.อาณาเขตทางทะเล (Maritime Zones Act) และ 2) พรบ.การเดินเรือผ่านช่องทางทะเลหมู่เกาะ (Archipelagic Sea Lanes Act) ซึ่งย้ำถึงสิทธิของฟิลิปปินส์ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) รวมถึงพื้นที่พิพาทกับจีนบริเวณสันดอนสการ์โบโรห์และหมู่เกาะสแปรตลีย์ในทะเลจีนใต้ โดยจีนเรียกร้องให้ฟิลิปปินส์เคารพอธิปไตยและผลประโยชน์ทางทะเลของจีน รวมทั้งยุติการดำเนินการฝ่ายเดียว ที่อาจนำไปสู่การขยายตัวของข้อพิพาทและทำให้สถานการณ์ซับซ้อน อย่างไรก็ดี กต.สหรัฐฯ ย้ำว่า การออกกฎหมายดังกล่าว สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ

กลุ่มแบ่งแยกดินแดน BLA อ้างความรับผิดชอบเหตุระเบิดสถานีรถไฟในปากีสถาน

เกิดเหตุระเบิดพลีชีพใกล้กับห้องขายบัตรโดยสาร สถานีรถไฟ Quetta แคว้น Balochistan ในปากีสถาน เมื่อ 090830 พ.ย.67 (ตามเวลาท้องถิ่น) มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 60 คน และเสียชีวิต 26 ราย ในจำนวนนี้เป็นทหาร ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย 16 นาย ที่กำลังเดินทางกลับจากการฝึกอบรมที่โรงเรียนทหารในเมือง Quetta ด้วยขบวนรถไฟ Jaffar Express ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังเมือง Peshawar กลุ่มแบ่งแยกดินแดน BLA (Baloch Liberation Army) อ้างความรับผิดชอบเหตุระเบิดดังกล่าวในเวลาต่อมา ขณะที่นาย Shehbaz Sharif นรม.ปากีสถาน ประณามเหตุระเบิด พร้อมแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ

พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ผู้นำเมียนมา พบหารือกับ นรม.ไทย

พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) และ นรม.เมียนมา พบหารือกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นรม.ไทย ในห้วงประชุมผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS Summit) ครั้งที่ 8 ณ นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน จีน เมื่อ 7 พ.ย.67 ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าเมียนมาและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ และได้ร่วมหารือในประเด็น สันติภาพและความมั่นคงบริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศ การใช้หลักนิติธรรมและการปรับปรุงกฎระเบียบ การกำจัดอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และ การพนันออนไลน์ การส่งเสริมการค้าชายแดน การลงทุน แรงงาน การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการของทั้งสองประเทศในระดับกรม และกระทรวง รวมทั้งการเตรียมการจัดการเลือกตั้งของเมียนมาอย่างเสรีและยุติธรรมตามหลักประชาธิปไตย