ชาวอเมริกันชุมนุมประท้วงนโยบายผู้นำสหรัฐฯ

สื่อสหรัฐฯ รายงานเมื่อ 17 ก.พ.68 ว่า ชาวอเมริกันรวมตัวกันมากกว่า 1,000 คนเพื่อชุมนุมประท้วงนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และคณะรัฐมนตรี รวมถึงบุคคลใกล้ชิด โดยเฉพาะนาย Elon Musk ผู้บริหารหน่วยงานปฏิรูประบบราชการสหรัฐฯ หรือ DOGE โดยกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงมีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์คัดค้านนโยบายต่อต้านผู้อพยพของรัฐบาล รวมทั้งไม่ยอมรับประธานาธิบดีทรัมป์เป็นผู้นำ ทั้งนี้ การชุมนุมดังกล่าวมีองค์กร 50501 Movement และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง มีการชุมนุมที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มีตัวแทนจากองค์กรปกป้องสิทธิผู้อพยพและผู้ลี้ภัยในสหรัฐฯ เข้าร่วม การชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น รัฐฟลอริดา รัฐแคลิฟอร์เนีย และรัฐแอริโซนา   

ผู้นำสหรัฐฯ เร่งทำตามสัญญาช่วงหาเสียง แต่อาจเผชิญความท้าทายในอนาคต

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กำลังเร่งรัดดำเนินนโยบายทั้งภายในประเทศและในต่างประเทศตามแนวทางที่เคยหาเสียงไว้ โดยหลังจากสาบานตนรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ เมื่อ 20 ม.ค.68 ประธานาธิบดีทรัมป์เริ่มต้นการปฏิรูประบบราชการ สั่งการเข้มงวดการตรวจสอบผู้อพยพผิดกฎหมาย ออกคำสั่งผู้บริหารหลายฉบับเพื่อยกเลิกสิทธิของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ตลอดจนดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อทวงคืนสถานะมหาอำนาจอันดับ 1 ของสหรัฐฯ ที่มีอำนาจต่อรองและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาขัดแย้งต่าง ๆ ตลอดจนการปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ที่สำคัญ คือ นโยบายขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ การสนับสนุนข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิราเอล-กลุ่มฮะมาส และการส่งสัญญาณให้พันธมิตรในยุโรปทุ่มเทเพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของภูมิภาคมากขึ้น รวมทั้งมีแผนจะเจรจากับรัสเซียเรื่องสถานการณ์ในยูเครน แต่สหรัฐฯ อาจดำเนินการโดยไม่ให้ประเทศยุโรปเข้าร่วมด้วย

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุมด้านความมั่นคงที่เยอรมนี

  สนข. The Guardian รายงานเมื่อ 14 ก.พ. 68 ว่า สุนทรพจน์ที่รองประธานาธิบดี เจ ดี แวนซ์ ของสหรัฐฯ เข้าร่วมการประชุมด้านความมั่นคงที่เมืองมิวนิก ประจำปี 2568 (Munich Security Conference 2025) เยอรมนี ได้แก่ 1) ภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคยุโรป ไม่ได้มาจากรัสเซีย หรือจีน แต่มาจากจัดการภายในของยุโรปที่กําลังคุกคามค่านิยมและความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตย 2) นโยบาย หรือแนวทางการปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งออกกฎหมายที่ไม่รับฟังความเห็นของประชาชน  เป็นการบั่นทอนเสรีภาพในการแสดงความเห็น ตลอดจนการปิดกั้นการพูดคุยกับผู้แทนของกลุ่มเห็นต่าง และ 3) นโยบายการรับผู้อพยพเข้ามาในยุโรป ก่อให้เกิดปัญหาของความเป็นเอกภาพ ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยในสังคม นอกจากนี้ รองประธานาธิบดีแวนซ์ ยังได้พบหารือกับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ในประเด็นสงครามรัสเซีย – ยูเครน

ออสเตรเลียจะห้ามนักลงทุนต่างชาติซื้อบ้านเพื่อแก้ไขปัญหาราคาที่อยู่อาศัย

สนข.Sky News รายงานอ้างถ้อยแถลงของนาง Clare O’Neil รมว.กระทรวงการเคหะออสเตรเลีย เมื่อ 16 ก.พ.68 ว่า ออสเตรเลียจะห้ามชาวต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่สร้างเสร็จแล้วในออสเตรเลีย เป็นระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่ 1 เม.ย.68–31 มี.ค.2570 ซึ่งครอบคลุมกลุ่มนักลงทุน ผู้พำนักชั่วคราว ผู้ถือวีซ่าทำงานและนักเรียน เพื่อรับมือกับปัญหาราคาที่อยู่อาศัยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สื่อมวลชนส่วนใหญ่เห็นว่า นโยบายดังกล่าวมีขึ้นเพื่อรองรับการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปใน พ.ค.68

ศาลอาร์เจนตินาออกหมายจับ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์

สนข.VOA รายงานเมื่อ 14 ก.พ.68  ว่า ศาลอาร์เจนตินาออกหมายจับ พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ รักษาการประธานาธิบดีเมียนมา ผบ.ทสส. และประธานสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) รวมทั้งนางอองซานซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐกับ จนท.ทหารระดับสูงอีก 22 นาย  ข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และก่ออาชญากรรมต่อชาวโรฮีนจา  ทั้งนี้  ตัวแทนขององค์กรโรฮีนจาแห่งเมียนมาแห่งสหราชอาณาจักร  (BROUK) ยื่นฟ้องข้อกล่าวหาดังกล่าวต่อศาลอาร์เจนตินาเมื่อปี 2562

เวียดนามพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 23 ล้านคนในปี2568

สนข. Eurasia Review รางานเมื่อ 17 ก.พ. 68 อ้าง นสพ. Vietnam News ว่า เวียดนามตั้งเป้าหมายที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 22-23 ล้านคนในปี 2568 โดยขยายเวลาการพํานักแบบไม่ต้องขอวีซ่า (Visa-Free) เป็น 45 วันจาก 15 วัน และขยายอายุวีซ่า อิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) เป็น 90 วันจาก 30 วัน เวียดนามมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวทางทะเล การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการท่องเที่ยวที่เกิดจากอุตสาหกรรม MICE (Meetings, Incentives, Conferences, Events-MICE) ถึงแม้เมื่อปี 2567  การท่องเที่ยวเวียดนามจะได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม  แต่หน่วยงานการท่องเที่ยวแห่งชาติเวียดนาม (Vietnam National Authority of Tourism-VNAT) รายงานว่าประเทศมีอัตราการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวสูงสุดในเอเชีย ตอ.ต.

เวียดนามจะเปิดเที่ยวบินตรงไปยังกรุงโคเปนเฮเกนภายใน มี.ค. 68

เว็บไซต์ Aviation A2Z รายงานเมื่อ 16 ก.พ. 68 ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย และนอร์ดิกที่เดินทางเข้าสู่เวียดนามในปี 2567 มีประมาณ 135,000 คน สายการบิน Vietnam Airlines จึงเตรียมเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงไปยังกรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์กภายใน มี.ค. 2568 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Scandinavian Airlines (SAS) และ SkyTeam Alliance ทั้งนี้ การเปิดเส้นทางบินตรงจากเวียดนามไปยังโคเปนเฮเกนต้องได้รับการสนับสนุนจากทั้งรัฐบาลเวียดนามและเดนมาร์ก และนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายความร่วมมือในหลายด้านระหว่างเวียดนามกับประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียและนอร์ดิก ที่จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวร่วมกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เวียดนามเตรียมออกกฎหมายธุรกิจออนไลน์ต่างชาติ

เว็บไซต์กระทรวงส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเวียดนาม เมื่อ 16 ก.พ.68 รายงานว่า รมว.อุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามยื่นเสนอกฎหมายธุรกิจออนไลน์ต่างประเทศ โดยผู้ประกอบการต่างชาติต้องลงทะเบียนและได้รับใบอนุญาตก่อนจึงสามารถเปิดให้บริการในเวียดนามได้ และต้องเปิดสำนักงานหรือแต่งตั้งนิติบุคลในเวียดนาม รวมถึงสินค้าและบริการต้องผ่านมาตรฐานที่กำหนดเพื่อปกป้องผู้บริโภคและส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับธุรกิจภายท้องถิ่น การออกกฎหมายนี้อาจส่งผลกระทบผู้ประกอบการไทยที่ลงทุนในเวียดนามให้ต้องปรับตัวตามกฎหมายใหม่

ไทยอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐฯ ที่แข็งกร้าวต่อจีนมากขึ้น

  นสพ.South China Morning Post ของฮ่องกง เผยแพร่บทความสาระสำคัญว่า การกลับมาดำรงตำแหน่งของนายโดนัลด์ ทรัมป์ อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ตึงเครียดมากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจและการค้าที่มุ่งแข่งขันกับจีนและให้ความสำคัญผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นหลัก ซึ่งอาจทำให้ไทยเผชิญกับมาตรการทางเศรษฐกิจที่เข้มงวด หรือกดดันให้ไทยลดการพึ่งพาจีนทั้งในด้านเศรษฐกิจและการป้องกันประเทศมากขึ้น ไทยต้องรักษายุทธศาสตร์การถ่วงดุลระหว่างประเทศมหาอำนาจทั้งสอง อย่างไรก็ดี หากสหรัฐฯ ใช้นโยบายที่แข็งกร้าวกับไทยเกินไปอาจผลักดันให้ไทยใกล้ชิดจีนมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะส่งผลต่อความพยายามของสหรัฐฯ ในการรักษาอิทธิพลในเอเชีย ตอ.ต.

เมียวดีขาดแคลนน้ำมันหลังจากไทยหยุดการขนส่ง

  สนข.RFA ของสหรัฐฯ รายงานกรณีรัฐบาลเมียนมาสกัดกั้นรถบรรทุก 50 คัน ในพื้นที่ระหว่างเมืองกอกะเร็กกับเมียวดี ซึ่งขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงจากท่าเรือทางตอนกลางของเมียนมาไปยังเมืองเมียวดี ส่งผลให้เมืองเมียวดียิ่งขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเมียวดีเพิ่มสูงขึ้นถึงลิตรละ 150 บาท และในเชเวโก๊กโก่ลิตรละ 300 บาท ทั้งนี้ จุดเริ่มของสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง เริ่มจากไทยได้ใช้มาตรการหยุดส่งไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และน้ำมันเชื้อเพลิงในเมียนมา หลังจากปัญหาแก๊งหลอกลวงได้สร้างความกังวลเพิ่มขึ้นจากกรณีหลอกลวงนักแสดงชาวจีน ทำให้นักท่องเที่ยวจีนหวาดกลัวและยกเลิกการเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย จึงเป็นแรงกระตุ้นให้ไทยต้องดำเนินมาตรการดังกล่าว