เวียดนามหวังให้จีนส่งเสริมเศรษฐกิจ การค้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และมิติอื่น ๆ

การพบหารือระหว่างนายมาย วัน จิ๊ญ รอง นรม.เวียดนาม กับ นายหานเจิ้ง รองประธานาธิบดีจีน ที่เมืองหนานหนิง จีน เมื่อ 16 ก.ย.68 นอกรอบงานแสดงสินค้า China-ASEAN Expo (CAEXPO) ครั้งที่ 22 และการประชุมส่งเสริมธุรกิจและการลงทุนจีน-อาเซียน (China-ASEAN Business and Investment Summit-CABIS) โดยเวียดนามให้คงการเยือน ส่งเสริมการค้าอย่างยั่งยืน รวมทั้งความร่วมมือและการลงทุนในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล สีเขียว และหมุนเวียน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยเวียดนามรับจะเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนอย่างจริงจัง เฉพาะอย่างยิ่งโครงการลงทุนขนาดใหญ่จากจีน ทั้งนี้ รอง นรม.เวียดนามขอให้จีนส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางราง ผ่านคณะกรรมการร่วมเส้นทางรถไฟเวียดนาม-จีน โดยเฉพาะการเริ่มดำเนินการโครงการเส้นทางรถไฟ จ.หล่าวกาย-กรุงฮานอย-นครไฮฟอง ภายในปี 2568 รวมถึงเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรและประมงของเวียดนามไปยังตลาดจีน พร้อมทั้งกระตุ้นการขนส่งสินค้าข้ามแดน

รัฐบาลกัมพูชาประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปี 2569 เป็น 210 ดอลลาร์สหรัฐ

สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นรม.กัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อ 17 ก.ย.68 ยินดีต่อการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ภายหลังที่ประชุมสภาค่าจ้างขั้นต่ำแห่งชาติ มีมติปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำสำหรับแรงงานในภาคสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และสินค้าการเดินทาง ในปี 2569 จาก 208 ดอลลาร์สหรัฐ/เดือน เป็น 210 ดอลลาร์สหรัฐ/เดือน ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชามีนโยบายปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำทุกปี เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตแรงงานกัมพูชา

ตำรวจรัฐกลันตันเตือนประชาชนไม่ใช้เส้นทางผิดกฎหมายข้ามแดนเข้าไทย

สนข.แห่งชาติมาเลเซีย (เบอร์นามา) รายงานเมื่อ 16 ก.ย.68 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐกลันตันออกประกาศเตือนประชาชนไม่ให้ใช้เส้นทางผิดกฎหมายเพื่อข้ามแดนเข้าไทย แม้ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ICQS) เช่น ด่านรันเตา-ปันยัง ด่านเปิงกาลันกูโบ และด่านบุกิตบุหงา จะมีผู้ใช้บริการหนาแน่น เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ (วันเฉลิมฉลองการจัดตั้งสหพันธรัฐมาเลเซีย) โดยขอให้ประชาชนใช้ช่องทางถูกกฎหมาย เตรียมเอกสารเดินทางให้ครบถ้วน เคารพกฎหมายจราจร และไม่ลักลอบนำสิ่งต้องห้ามเข้า-ออกประเทศ เพื่อความปลอดภัยและลดความสับสนที่ชายแดน ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ผ่านการตรวจสอบของกระบวนการเข้าเมือง มีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง โดยมีโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 ริงกิต (ประมาณ 75,730 บาท)

อินเดียเข้าร่วมการซ้อมรบร่วมระหว่างรัสเซียและเบลารุส

อินเดียเข้าร่วมการซ้อมรบร่วมระหว่างรัสเซียและเบลารุส ภายใต้รหัส “Zapad-2025” ที่แคว้นนิจนีนอฟโกรอด รัสเซีย ระหว่าง 12-16 ก.ย.68 โดยกองพันทหารราบ Kumaon ของอินเดีย นำการเข้าร่วมซ้อมรบพร้อมกำลังพลจาก 3 เหล่าทัพ (ทบ. ทอ. และ ทร.) จำนวน 65 คน การซ้อมรบดังกล่าวประกอบด้วยการฝึกซ้อมยุทธวิธี และการฝึกทักษะการใช้อาวุธพิเศษควบคู่กับกองทัพรัสเซียและเบลารุส รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่ได้เข้าร่วม ได้แก่ อิหร่าน บังกลาเทศ บูร์กินาฟาโซ คองโก และมาลี การเข้าร่วมการซ้อมรบครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมความร่วมมือและความใกล้ชิดด้านทหารระหว่างอินเดียกับรัสเซีย ภายหลังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ในอัตราร้อยละ 50 เพื่อลงโทษที่อินเดียยังคงนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซีย

จีนคัดค้านกรณีสหรัฐฯ ขอให้กลุ่ม G7 และ NATO ปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน

โฆษก พณ.จีน แถลงเมื่อ 15 ก.ย.68 คัดค้านสหรัฐฯ ที่ขอให้ประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 และองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนที่ในอัตราร้อยละ 50-100 จากที่จีนจัดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยระบุว่าเป็นการข่มขู่ประเทศต่าง ๆ ทั้งยังเป็นการกลั่นแกล้งทางการค้า การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ และการละเมิดข้อฉันทามติระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งจีนจะใช้มาตรการที่จำเป็นต่อประเทศที่มุ่งทำลายผลประโยชน์ของจีน อย่างไรก็ตาม จีนยังหวังว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการอย่างระมัดระวังและร่วมมือกับจีนในการแก้ไขความแตกต่างทางการค้าผ่านการเจรจาและหารืออย่างเท่าเทียม

สหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับสถานะของ TikTok ในสหรัฐฯ

ในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ที่กรุงมาดริด สเปน ห้วง 12 – 18 ก.ย.68 นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.กค.สหรัฐฯ และนายหลี่ เฉิงกัง ผู้แทนการค้าระหว่างประเทศของจีน บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับแอปพลิเคชัน TikTok ให้เปิดบริการในสหรัฐฯ ได้ต่อไป  โดยบริษัทสหรัฐฯ จะสามารถซื้อกิจการ TikTok ของบริษัท ByteDance  ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นธรรมทั้งต่อจีน และเคารพต่อความกังวลด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จะหารือกันทางโทรศัพท์เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวใน 19 ก.ย.68 ทั้งนี้ การบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับสถานะของแอปพลิเคชัน TikTok ในสหรัฐฯ ยังปูทางการพบหารือระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีน นอกรอบการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เกาหลีใต้ ใน พ.ย.68 รวมถึงผู้นำสหรัฐฯ อาจเยือนจีนอย่างเป็นทางการ

สหรัฐฯ ส่งผู้แทนสังเกตการณ์การซ้อมรบร่วมระหว่างรัสเซียและเบลารุส

สหรัฐฯ ส่งผู้แทน 2 คน ร่วมสังเกตการณ์การซ้อมรบร่วมระหว่างรัสเซียและเบลารุส ภายใต้รหัส “Zapad-2025” เป็นครั้งแรก เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเบลารุส หลังนาย John Coale ผู้แทนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เยือนกรุงมินสค์ เบลารุส เมื่อ 11 ก.ย.68 เพื่อหารือเกี่ยวกับการกลับมาเปิด สอท.สหรัฐฯ/กรุงมินสค์ รวมถึงยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อสายการบินแห่งชาติ Belavia ของเบลารุส ให้สามารถกลับมาเปิดให้บริการและซื้อขายชิ้นส่วนอะไหล่กับบริษัทสหรัฐฯ ได้ ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับชาติยุโรปกรณีโดรนของรัสเซียรุกล้ำเขตน่านฟ้าของโปแลนด์และโรมาเนีย

นักวิชาการมาเลเซียเรียกร้องให้รัฐบาลห้ามขายกรอบป้ายทะเบียนรถยนต์แบบสลับได้

เว็บไซต์ นสพ.The Star รายงานเมื่อ 16 ก.ย. 68 ว่า นักวิชาการมาเลเซียได้เรียกร้องไปยังรัฐบาลให้มีมาตรการควบคุมและสั่งหยุดการจำหน่ายกรอบป้ายทะเบียนรถยนต์แบบสลับได้ เนื่องจากเป็นช่องทางให้ผู้ใช้สามารถหลบเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายจราจร กล้องตรวจจับความเร็ว และด่านเก็บค่าผ่านทางได้ โดยกรอบป้ายแบบสลับได้ดังกล่าวมีขายทั่วไปในเว็บไซต์ ราคาเพียง 150-350 ริงกิต (ประมาณ 1,130-2,640 บาท) อุปกรณ์ผิดกฎหมายนี้ ทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้จากค่าผ่านทาง และค่าปรับ นอกจากนี้ ส่งผลต่อพฤติกรรมการขับขี่ที่อันตรายมากขึ้น และช่วยให้อาชญากรรอดพ้นจากการกระทำผิด ขณะเดียวกัน ผู้บริสุทธิ์อาจกลายเป็นเหยื่อได้ เนื่องจากถูกปลอมป้ายทะเบียนไปใช้กับรถคันอื่น สุดท้ายจะทำให้ความไว้วางใจของสาธารณชนต่อหลักนิติธรรมลดลง

ไทยเผชิญปัญหาผู้อพยพจากเมียนมาเพิ่มขึ้น

จากข้อมูลการสำรวจพบว่าชาวเมียนมาที่อพยพเข้าไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2567 มีจำนวนกว่า 2 ล้านคน สอดคล้องกับตัวเลขจำนวนชาวเมียนมาในไทยตั้งแต่ปี 2562 – 2568 ในพื้นที่เศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 85 ขณะที่ในพื้นที่ชายแดนเพิ่มขึ้นเท่าตัว นอกจากนี้ จำนวนนักเรียนเมียนมาในระบบการศึกษาไทยเพิ่มขึ้นจาก 49,000 คนในปี 2562 เป็น 79,000 คนในปี 2567 ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการอพยพ ได้แก่ ความไม่สงบในเมียนมาร์ การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ การบังคับเกณฑ์ทหาร และภัยธรรมชาติ ซึ่งประเด็นที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อไทยคือ พบว่าชาวเมียนมาที่อพยพเข้าไทยมากถึงร้อยละ 60 เดินทางเข้ามาโดยไม่มีใบอนุญาต ทำให้เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ และผลักดันให้บางส่วนเข้าสู่วงจรอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การค้ายาเสพติด และแก๊งคอลเซนเตอร์

สถานการณ์เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชายังคงซบเซา

จากปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ส่งผลให้สถานการณ์เศรษฐกิจบริเวณ 7 จังหวัดชายแดน ได้แก่ จ.อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ ตราด จันทบุรี และสระแก้ว ยังคงชะลอตัว เนื่องจากภาคธุรกิจและประชาชนยังไม่เชื่อมั่นต่อสถานการณ์ จึงไม่เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ นักเดินทางไม่กล้าเข้าไปท่องเที่ยว และยังขาดแคลนแรงงาน รวมถึงการค้าขายระหว่างทั้งสองประเทศหยุดชะงัก จึงไม่เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินที่จะมาเพิ่มกำลังซื้อของคนในพื้นที่ ในขณะที่เอกชนยังคงมีรายจ่ายเพื่อการดำเนินธุรกิจตามปกติ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะแย่ลงและซบเซาไปจนถึงสิ้นปี 2568 ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า ตั้งแต่เริ่มการปะทะเกิดขึ้น ทำให้เกิดมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ประมาณ 17,000 ล้านบาทต่อเดือน