สหรัฐฯ อนุมัติงบประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาระบบข่าวกรองด้วย AI

สนข.นิวยอร์กไทมส์ รายงานเมื่อ 23 พ.ค.69 ว่า สหรัฐฯ  อนุมัติงบประมาณ จำนวน 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่หน่วยงานข่าวกรองในการพัฒนาศักยภาพทางเทคโนโลยีจากชิปประมวลผลเพื่อใช้กับระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) โดยมุ่งเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการสนับสนุนชิป Grace Blackwell ของบริษัท Nvidia ทั้งการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล  โรงไฟฟ้า และระบบหล่อเย็น   งบประมาณดังกล่าวต้องผ่านการอนุมัติจากฝ่ายนิติบัญญัติก่อน นอกจากนี้ สหรัฐฯ พยายามผลักดันสัญญาการใช้ AI ของบริษัท Anthropic รุ่น Mythos กับสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ  (National Security Agency – NSA) แม้ว่าทาง กห.สหรัฐฯ มีคำสั่งห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

ประธานพรรคก๊กมินตั๋งของไต้หวันจะเยือนสหรัฐฯ

นางเจิ้ง ลี่เหวิน ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ของไต้หวัน จะเยือนสหรัฐฯ ใน 1 มิ.ย.69   พร้อมด้วยคณะผู้แทนพรรค  เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับแนวทางการรักษาสันติภาพข้ามช่องแคบไต้หวันอย่างยั่งยืน และจุดยืนของพรรค ที่สอดรับกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในช่องแคบไต้หวัน ตลอดจนชี้แจงข้อห่วงกังวลของสหรัฐฯ ต่อท่าทีของพรรคที่มีแนวโน้มจะเข้าหาจีนมากขึ้น โดยนางเจิ้ง จะเดินทางไปยังรัฐทางตะวันตกเป็นลำดับแรก  จากนั้นจะพบหารือกับนักการเมืองและผู้แทนสถาบันคลังสมองของสหรัฐฯ ใน นครนิวยอร์ก กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และเมืองบอสตัน ก่อนกลับมาพบปะกับชุมชนชาวไต้หวัน

ผู้นำสูงสุดเวียดนามพร้อมคณะฯ จะเยือนไทยระหว่าง 27-29 พ.ค.69

พล.ต.อ.โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม พร้อมภริยา และคณะผู้นำระดับสูง จะเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง 27-28 พ.ค.69 ตามคำเชิญของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นรม. เป้าหมายเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ทั้งนี้ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของเวียดนามในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยการค้าระหว่างกันเมื่อปี 2568 มีจำนวน  22,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากเมื่อปี 2567 และมีชุมชนชาวเวียดนาม ในไทยมากกว่า 100,000 คน

กัมพูชาย้ำการคุ้มครองพลเรือนในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

นาย Keo Chhea ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ กล่าวถ้อยแถลงในการอภิปรายทั่วไปของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เมื่อ 21 พ.ค.69 ในหัวข้อการคุ้มครองพลเรือนในความขัดแย้งทางอาวุธ (Protecting Civilians in Armed Conflict) โดยย้ำหลักการและความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และการคุ้มครองพลเรือนในทุกความขัดแย้งทางอาวุธ นอกจากนี้ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ในกัมพูชาว่าการกระทำอันเป็นการรุกรานโดยไม่มีเหตุอันสมควรเมื่อ ก.ค.68 และ ธ.ค.68 ส่งผลให้เกิดผลกระทบทางมนุษยธรรมอย่างรุนแรง  พลเรือนมากกว่า 649,000 คนต้องเป็นผู้พลัดถิ่น บ้านเรือนและทรัพย์สินถูกทำลาย รวมถึง ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลกของ UNESCO ก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีในครั้งนี้

รัสเซียเรียกร้องให้ UNSC ประชุมฉุกเฉินกรณียูเครนโจมตีมหาวิทยาลัยในแคว้นลูฮันสค์

สนข.TASS รายงานเมื่อ 22 พ.ค.69 ว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ระบุถึงกรณี ยูเครนใช้โดรนโจมตีหอพักนักศึกษา บริเวณมหาวิทยาลัยในเมือง Starobelsk แคว้นลูฮันสค์วันเดียวกันว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม เพราะไม่มีเป้าหมายทางทหารในพื้นที่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 คน บาดเจ็บ 39 คน และสูญหาย 15 คน  พร้อมทั้งร้องขอคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติให้จัดประชุมฉุกเฉินหารือการโจมตีดังกล่าว ขณะที่วาระการจัดประชุมฉุกเฉิน UNSC เมื่อ 23 พ.ค.69  ไม่มีข้อมติในประเด็นนี้  ขณะที่ยูเครนปฏิเสธข้อกล่าวหา และอ้างว่ารัสเซียไม่มีหลักฐาน อีกทั้งรัสเซียไม่อนุญาตให้คนกลางเข้าไปในพื้นที่เพื่อตรวจสอบ ส่วนท่าทีประเทศมหาอำนาจ ที่สำคัญคือ จีนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดการใช้กำลัง และมุ่งเจรจาเพื่อยุติสงคราม และสหรัฐฯ เรียกร้องให้รัสเซียเปิดพื้นที่ให้องค์การระหว่างประเทศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ผอ.ข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ ลาออกจากตำแหน่ง

นางทูลซี แกบบาร์ด ผอ.ข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ (DNI) ลาออกจากตำแหน่งเมื่อ 23 พ.ค.69 เพื่อดูแลสามีที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งกระดูก โดยนายอารอน ลูคัส รอง DNI (อายุ 55 ปี/2569) จะรักษาการในตำแหน่ง DNI   ทั้งนี้ มีกระแสวิจารณ์ในสื่อว่า การลาออกของนางแกบบาร์ดเป็นผลจากแนวคิดของนางแกบบาร์ดที่แตกต่างจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะการแทรกแซงหรือการใช้กำลังทางทหารในต่างประเทศ  ส่วนนายลูคัสเชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศและมีประสบการณ์ด้านข่าวกรองกว่า 20 ปี จากการเป็นอดีตผู้เชี่ยวชาญสถาบันคลังสมอง Cato Institute รวมทั้ง จนท.ฝ่ายปฏิบัติการและฝ่ายวิเคราะห์วิจัยของ CIA  และรอง ผอ.ฝ่ายรัสเซียและยุโรป สภาความมั่นคงแห่งชาติของรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ ห้วงดำรงตำแหน่งสมัยแรก

ไทยรื้อฟื้นร่างกฎหมายแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ

DW ของเยอรมนี เผยแพร่บทความระบุว่า ไทยอยู่ระหว่างรื้อฟื้นร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด โดยรัฐสภามีมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อ 15 พ.ค. 69 นับเป็นก้าวสำคัญของไทยที่ปัญหาหมอกควันตามฤดูกาลกลายเป็นวิกฤตสุขภาพของประชาชนในทุกปี อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดยังเผชิญความท้าทายจากภาคธุรกิจและนักการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม โดยอ้างข้อกังวลเรื่องความซ้ำซ้อนของกฎหมาย ภาระต่อภาคธุรกิจ และขอบเขตอำนาจของหน่วยงานรัฐ จึงอาจไม่แล้วเสร็จอย่างรวดเร็วตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายในการระบุตัวและเอาผิดต่อผู้ก่อมลพิษ อีกทั้งกฎหมายยังบังคับใช้ได้เฉพาะภายในประเทศ ขณะที่หมอกควันจำนวนมากเป็นมลพิษข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน

ความนิยมอาหารเอเชียในรัสเซียเติบโตขึ้นเนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรและอิทธิพลวัฒนธรรมป๊อบ

Channel News Asia ของสิงคโปร์ เผยแพร่บทความระบุว่า ความนิยมอาหารเอเชียในรัสเซียกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยความต้องการสินค้าเอเชียเพิ่มสูงขึ้น เช่น บะหมี่เกาหลี เบียร์จีน ซอสไทย เป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก และอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของวัฒนธรรมป๊อปเอเชีย ผลักดันให้รัสเซียหันไปค้าขายกับตลาดเอเชียมากขึ้น และหากมีการฟื้นฟูเที่ยวบินตรงไปยังประเทศในเอเชียอาจยิ่งกระตุ้นความสนใจต่ออาหารเอเชียมากขึ้นในอนาคต

เกาหลีใต้ประกาศวิสัยทัศน์จัดตั้ง Global AI Hub ส่งเสริมความร่วมมือด้าน AI ระหว่างประเทศ

กระทรวงการคลังและเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ออกแถลงการณ์เมื่อ 21 พ.ค.69 ประกาศวิสัยทัศน์จัดตั้งศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์โลก หรือ “Global AI Hub” เพื่อผลักดันให้เกาหลีใต้เป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้าน AI ระหว่างประเทศ สำหรับโครงการความร่วมมือด้าน AI ร่วมกันองค์การระหว่างประเทศ 9 แห่ง อาทิ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization-ILO) และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization-WHO) รวมถึงธนาคารพหุภาคีเพื่อการพัฒนา 5 แห่ง เพื่อร่วมพัฒนา AI สำหรับแก้ไขปัญหาระดับโลก อาทิ โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แรงงาน การย้ายถิ่น และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภายใต้วิสัยทัศน์ “AI for All, AI to Solve Global Challenges” พร้อมจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทั้งระบบประมวลผล ข้อมูล และคลาวด์สำหรับใช้งานร่วมกัน สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ AI ของเกาหลีใต้…

หน่วยงาน UN เร่งสนับสนุนการรับมือการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในดีอาร์คองโก

องค์การสหประชาชาติ (UN) รายงานเมื่อ 21 พ.ค.69 ว่า เร่งสนับสนุนการรับมือการระบาดของโรคอีโบลาในภาคตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) หลังประกาศการระบาดเมื่อ 15 พ.ค.69 โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ส่งเวชภัณฑ์ฉุกเฉินกว่า 11.5 ตัน รวมถึงชุดป้องกันและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ขณะที่กองกำลังภารกิจสร้างเสถียรภาพของสหประชาชาติในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก  สนับสนุนการลำเลียงทางอากาศสิ่งของช่วยเหลือเกือบ 30 ตันไปยังเมืองบูเนีย   พร้อมรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันโรค ด้านโครงการอาหารโลก (WFP) เตือนว่าวิกฤตอีโบลากำลังซ้ำเติมปัญหาความอดอยากรุนแรงในพื้นที่ ซึ่งมีประชาชนกว่า 26.5 ล้านคนทั่วประเทศเผชิญภาวะขาดแคลนอาหาร ส่วนองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) กังวลผลกระทบต่อเด็กและได้ส่งอุปกรณ์ด้านสุขอนามัยเพิ่มเติม ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิต 139 คน และมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ 600 คน ในดีอาร์คองโก ขณะที่ยูกันดายืนยันผู้ติดเชื้อแล้ว 2 คน