ญี่ปุ่นจะมีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้งานจนถึง มี.ค.71

ถ้อยแถลงของนางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น ต่อที่ประชุม รมต. ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในภูมิภาค ตอ.กลาง เมื่อ 12 ก.ค.69 ว่า การนำเข้าน้ำมันของญี่ปุ่นใน ก.ค.69 จะเป็นการนำเข้าจากแหล่งทางเลือก (ที่ไม่มีการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ) ทั้งหมด แม้ปริมาณการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งทางเลือกของญี่ปุ่นจะลดลงเหลือร้อยละ 75 ใน ส.ค.69 เป็นต้นไป แต่จะมีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้งานภายในประเทศจนถึง มี.ค.71 เนื่องจากญี่ปุ่นมีน้ำมันสำรอง ก่อนหน้านี้ นางทาคาอิจิเคยระบุว่าญี่ปุ่นจะมีน้ำมันเพียงพอจนถึงฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.) ประจำปี 2570

ญี่ปุ่นปล่อยจรวด H3 ขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จ

องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (Japan Aerospace Exploration Agency-JAXA) ปล่อยจรวด H3 Launch Vehicle No.6 (H3F6) จากฐานปล่อยจรวดที่ศูนย์อวกาศทานาเกชิมะ (Tanegashima Space Center) จ.คาโกชิมะ ทาง ตต.ต. ของญี่ปุ่น เมื่อ 12 มิ.ย.69 เวลา 09.53 น. (ตามเวลาท้องถิ่นญี่ปุ่น) เพื่อนำส่งดาวเทียมขนาดเล็ก (Microsatellite) จำนวน 6 ดวง ซึ่งพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชน ขึ้นสู่วงโคจรได้สำเร็จ นับเป็นการปล่อยจรวด H3 เป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน นับแต่ JAXA ยกเลิกการปล่อยจรวด H3 Launch Vehicle No.8 (H3 F8) เมื่อ ธ.ค.68 เนื่องจากตรวจพบความผิดปกติของอุปกรณ์ที่ติดตั้งในจรวด

วิกฤตหนี้เกษตรกรไทยเป็นบททดสอบรัฐบาล

Reuters ของสหราชอาณาจักร รายงานกรณีเกษตรกรไทยเผชิญปัญหาวิกฤตหนี้สินรุนแรงขึ้น หลังต้นทุนค่าน้ำมันและปุ๋ยพุ่งสูงขึ้นซึ่งเป็นผลจากสงครามในภูมิภาค ตอ.กลาง ประกอบกับปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ขณะที่การช่วยเหลือจากรัฐบาลไม่เพียงพอชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งความไม่พอใจของเกษตรกรสะท้อนถึงความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. 69 ด้วยคะแนนเสียงจากประชาชนในชนบท ขณะที่ผลโพลเมื่อ พ.ค. 69 แสดงให้เห็นว่าคะแนนนิยมของรัฐบาลเริ่มลดลง รัฐบาลจึงไม่ได้เผชิญเพียงแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ แต่ยังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นว่าจะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

ข้อพิพาททางการค้ามาเลเซีย-ไทยทวีความรุนแรงขึ้น

Bloomberg ของสหรัฐฯ รายงานระบุว่า ข้อพิพาททางการค้าระหว่างมาเลเซียกับไทยทวีความรุนแรงขึ้น จากกรณีไทยยกระดับการตรวจสอบการส่งปลากะพงจากมาเลเซียบริเวณด่านชายแดน และมาเลเซียตอบโต้ด้วยการสั่งห้ามนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์จากไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกกุ้งของไทยอย่างมาก โดยไทยอาจยกประเด็นดังกล่าวขึ้นหารือในระดับอาเซียนหรือองค์การการค้าโลก (WTO) หากการเจรจาทวิภาคีไม่ประสบผลสำเร็จ

รมว.กต.รัสเซียกล่าวหาเนโตและ EU ว่าทำลายความมั่นคงของยูเรเชีย

สนข.TASS รายงานเมื่อ 10 มิ.ย.69 ว่า นายเซียเกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการ รมว.กต.องค์การสนธิสัญญาความมั่นคงร่วม (Council of Foreign Ministers of the Collective Security Treaty Organization-CSTO) ที่เมืองคาซัน สาธารณรัฐตาตาร์สตาน รัสเซีย โดยนายลาฟรอฟ กล่าวถึงประเด็นความมั่นคงในภูมิภาค ที่สำคัญคือ 1) เนโตและ EU เป็นภัยความมั่นคงของทวีปยูเรเชีย ละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับการค้าอาวุธ เพื่อสนับสนุนยูเครน และไม่ให้ความร่วมมือกับ CSTO เพื่อต่อต้านภัยความมั่นคง 2) อาร์เมเนียควรเลือกระหว่างการเข้าร่วมเนโตและ EU กับ CSTO และสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) และ 3) รัสเซียจะยินยอมเจรจากับประเทศยุโรปต่อเมื่อประเทศยุโรปแสดงความจริงใจและเตรียมข้อเสนอที่สอดคล้องกับจุดยืนของรัสเซีย ปัจจุบันประเทศยุโรปมีเป้าหมายต่อต้านและจำกัดอิทธิพลรัสเซีย จึงยากที่รัสเซียจะประนีประนอม

นรม.ลาวพบหารือกับญี่ปุ่นหารือประเด็นความมั่นคงทางพลังงาน

  ผลการหารือระหว่างนายสอนไซ สีพันดอน นรม.ลาว กับ นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นรม.ญี่ปุ่น นอกรอบการประชุม International Conference on the Future of Asia ครั้งที่ 31 ที่กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น เมื่อ 10 มิ.ย.69 ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องส่งเสริมความร่วมมือ เฉพาะอย่างยิ่ง ความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน ด้าน นรม.ลาวชื่นชมมิตรภาพที่เข้มแข็งระหว่างกัน และการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง ร่วมกับย้ำการขยายความร่วมมือระหว่างกัน พร้อมว่าลาวสนับสนุนโครงการความร่วมมือเพื่อความยืดหยุ่นด้านพลังงานและทรัพยากรในเอเชียที่มีเป้าหมายส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค ส่วน นรม.ญี่ปุ่นชื่นชมการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างกันที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การให้คำมั่นส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน และญี่ปุ่นยังคงสนับสนุนลาวผ่านโครงการต่าง ๆ

ไทยเร่งผลักดัน FTA กับสหภาพยุโรปเพื่อรับมือกับระบบการค้าโลกหลายขั้ว

Bloomberg ของสหรัฐฯ รายงานจากบทสัมภาษณ์ผู้แทนการค้าไทย ถึงเหตุผลที่ไทยเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป เนื่องจากต้องการกระจายความเสี่ยงเพื่อลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของจีน และสหรัฐฯ โดยการสร้างความร่วมมือทางเลือก และรัฐบาลตั้งเป้าหมายสรุปข้อตกลงภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งความพยายามของไทยสะท้อนว่าไทยมองข้อตกลงกับสหภาพยุโรปเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับระบบการค้าโลกที่มีหลายขั้วมากขึ้น เนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และข้อพิพาทด้านภาษี นอกจากนี้ ยังสะท้อนความกังวลว่าไทยอาจตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าจากการเข้าถึงตลาดยุโรปไปก่อนหน้า

UNHCR ระบุนโยบายจ้างงานผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาของไทยจะเป็นต้นแบบ

การให้สัมภาษณ์ของนาย Raouf Mazou ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เมื่อ 9 มิ.ย.69 ระบว่า นโยบายของไทยที่เปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในค่ายพักพิงตามแนวชายสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย จะเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการปัญหาผู้พลัดถิ่นระยะยาวให้แก่ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.โดยผู้ลี้ภัยมากกว่า 5,500 คน ได้รับการจ้างงานแล้ว ตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการเมื่อ ต.ค.68  จากจำนวนผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการประมาณ 80,000 คน ทั้งนี้ ไทยยังดำเนินมาตรการคุ้มครองสิทธิแรงงานของผู้ลี้ภัย เช่น การได้รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ การเข้าถึงบริการสาธารณสุข และการออกบัตรประจำตัวเพื่อใช้ยืนยันสถานะทางกฎหมาย ขณะที่ UNHCR คาดว่าอาจมีผู้ลี้ภัยอีก 10,000–20,000 คนได้รับโอกาสในการทำงานภายในปี 2570

ค่าเงินรูเปียห์ฟื้นตัวหลังธนาคารกลางอินโดนีเซียปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียปรับตัวแข็งค่าขึ้นทันที หลังจากธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia – BI) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เมื่อ 9 มิ.ย.69 ก่อนการประชุมตามปกติในสัปดาห์หน้า โดยปรับขึ้น 0.25 จุด หลังจากที่เคยปรับเพิ่มถึง 50 จุด เมื่อห้วง พ.ค.69 เพื่อเร่งสร้างเสถียรภาพและพยุงค่าเงินรูเปียห์ที่กำลังอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วจากแรงกดดันภายนอก ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 18,050 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซียตอบรับในสัญญาณบวก ทั้งนี้ อินโดนีเซียเผชิญความท้าทายด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง จากประเด็นด้านการคลัง ธรรมาภิบาลในตลาดหุ้น ความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายของ BI รวมถึงนโยบายการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่ขาดความแน่นอนและเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง

เวียดนามและติมอร์-เลสเตจะยกระดับความสัมพันธ์ในปี 2570

การพบหารือนอกรอบการประชุม ASEAN Future Forum ณ กรุงฮานอย เวียดนาม ระหว่างนายเล มิญ ฮึง นรม.เวียดนาม กับนายซานานา กุสเมา นรม.ติมอร์-เลสเต เมื่อ 9 มิ.ย.69  เวียดนามเสนอให้เร่งเจรจาจัดทำข้อตกลงว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ควบคู่กับจัดตั้งกลไกทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนระหว่างกัน ขณะที่ เวียดนามพร้อมจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมทั้งช่วยพัฒนาแรงงานของติมอร์-เลสเต  ส่วนฝ่ายติมอร์-เลสเต ขอให้ภาคเอกชนเวียดนามลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะด้านการเกษตร  ประมง การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาทรัพยากร รวมทั้งจัดหาสินค้าที่มีมูลค่าเช่น ข้าว ให้กับติมอร์-เลสเต เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังเห็นพ้องให้แลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้แทนระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และตั้งเป้าหมายจะยกระดับความสัมพันธ์สู่ขั้นใหม่ในปี 2570 ซึ่งครบรอบ 25 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน