ฟิลิปปินส์แก้ไขกฎหมายเพื่อให้ต่างชาติถือครองกิจการในหลายภาคส่วนได้โดยสมบูรณ์

สำนักข่าว CNA รายงานเมื่อ 21 มี.ค.65 ว่า ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ ลงนามในกฎหมายสาธารณรัฐ 11659 (Republic Act 11659) เพื่อแก้ไขบทบัญญัติบริการสาธารณะ  โดยจะอนุญาตให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการสื่อสารโทรคมนาคม สายการบิน รถไฟ รถไฟใต้ดิน และการขนส่งทางเรือได้โดยสมบูรณ์ (จากเดิมที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของได้เพียงร้อยละ 40)  โดยหวังว่าจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และจะดึงดูดนักลงทุนหรือการลงทุนใหม่ ๆ เข้ามาในประเทศ หลังจากเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างไรก็ดี ยังคงห้ามไม่ให้ชาวต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในระบบสายส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ระบบท่อส่งน้ำมัน ระบบท่อส่งน้ำประปา ระบบท่อน้ำเสีย ระบบท่อน้ำทิ้ง ท่าเรือ และรถสาธารณะ

EU เพิ่มงบประมาณสนับสนุนด้านการทหารให้กับยูเครน

นาย Josep Borrell ผู้แทนระดับสูงด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคงสหภาพยุโรป (EU) แถลงเมื่อ 21 มี.ค.65 ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ EU เห็นชอบเพิ่มงบประมาณสนับสนุนด้านการทหารให้กับยูเครน จากเดิม 500 ล้านยูโร เป็น 1,000 ล้านยูโร พร้อมทั้งยืนยันว่า EU จะให้ความช่วยเหลือยูเครน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน มนุษยธรรม และการทหาร โดยกล่าวหาว่า การรุกรานของรัสเซียถือเป็นการก่ออาชญากรรมสงครามครั้งใหญ่ และรัสเซียใช้ผู้ลี้ภัยเป็นเครื่องมือกดดัน EU นอกจากนี้ EU อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย รอบที่ 5 ซึ่งอาจมีการคว่ำบาตรด้านพลังงานด้วย

เบลเยียมขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์จากสถานการณ์ยูเครน

สำนักข่าว Anadolu Agency รายงานเมื่อ 21 มี.ค.65 ว่า เบลเยียมเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันจากดอกทานตะวัน แป้ง กระดาษชำระ อาหารกระป๋อง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์ในยูเครนที่ทำให้ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ในยุโรปเพิ่มสูงขึ้น ทางการเบลเยียมจึงต้องประกาศจำกัดปริมาณการซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ดังกล่าว โดยประชาชนสามารถซื้อน้ำมันได้ไม่เกิน 2 ลิตร/คน แป้ง 2 กก./คน กระดาษชำระ 3 แพ็ค/คน และอาหารกระป๋อง 2 กระป๋อง/คน ทั้งนี้ สถานการณ์ในยูเครนก่อให้เกิดความกังวลว่า ยุโรปอาจเผชิญภาวะขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ เฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันและแป้ง เนื่องจากทั้งรัสเซียและยูเครนเป็นผู้ผลิตน้ำมันและข้าวสาลีรายใหญ่

กัมพูชายังไม่มีแผนอพยพคนกัมพูชาในยูเครนกลับประเทศ

หนังสือพิมพ์ Khmer Times ฉบับ 22 มี.ค.65 รายงานอ้างคำกล่าวของ นรม.ฮุน เซน เมื่อ 21 มี.ค.65 ว่า กัมพูชายังไม่มีแผนจะอพยพคนกัมพูชาในยูเครนจำนวน 23 คน กลับประเทศ เช่นเดียวกับที่ไม่รับนักเรียนกัมพูชาในจีนกลับประเทศเมื่อห้วงที่การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 รุนแรง โดยเห็นว่าการหลบหนีปัญหาไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง คนยูเครนอาศัยในสถานการณ์เช่นนี้ได้ คนกัมพูชาก็ต้องอยู่ได้เช่นกัน พร้อมใช้โอกาสนี้ขอโทษจีนกรณีนักเรียนกัมพูชาในจีนเลือกเดินทางกลับประเทศห้วงที่เกิดการแพร่ระบาดหนัก ก่อนหน้าเมื่อ 28 ก.พ.65 นาย Chum Sounry โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชายืนยันว่า คนกัมพูชาในยูเครนยังปลอดภัย และสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชา ณ กรุงมอสโก รัสเซียได้ช่วยอำนวยความสะดวกและแจ้งข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง

ประธานาธิบดียูเครนจะพบหารือประธานาธิบดีรัสเซียเป็นครั้งแรกหากประเทศได้รับการค้ำประกันความปลอดภัย

สำนักข่าว Tass.ru รายงานเมื่อ 22 มี.ค.65 อ้างเว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ยูเครนกรณีประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศหลายแห่งว่า ประธานาธิบดียูเครนพร้อมหารือกับประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เป็นครั้งแรก เกี่ยวกับปัญหาไครเมียและการยอมรับสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสค์และลูฮานสค์ ในภูมิภาคดอนบาส หากยูเครนได้รับการค้ำประกันความปลอดภัยและการสิ้นสุดของสงคราม ขณะที่ประเด็นข้อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ประธานาธิบดีจะเป็นผู้ตัดสินเพียงคนเดียว แต่ทั้งรัฐสภาและชาวยูเครนทั้งหมด ทั้งนี้ เมื่อ 20 มี.ค.65 ประธานาธิบดียูเครนให้สัมภาษณ์สำนักข่าว CNN ว่า ยูเครนต้องค้นหาแบบจำลองที่ยูเครนจะไม่สูญเสียอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และเพื่อป้องกันสงครามครั้งใหม่ระหว่างดินแดนที่ยูเครนควบคุมและดินแดนที่ถูกยึดครองชั่วคราว ในเวลาเดียวกัน ประธานาธิบดียูเครนให้สัมภาษณ์พิเศษกับสถานีโทรทัศน์เช็กว่า การประนีประนอมคือสิ่งที่มีราคา ยูเครนจะทำทุกวิถีทางเพื่อเรียกคืนดอนบาสและไครเมีย ก่อนหน้านี้ นายวลาดีมีร์ เมดินสกี ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวว่า ยูเครนกำลังเสนอให้สร้างรัฐปลอดทหารในแบบของออสเตรียหรือสวีเดน

การย้ายทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้อาจก่อให้เกิดช่องโหว่ด้านการรักษาความปลอดภัย

สำนักข่าวยอนฮับรายงานเมื่อ 21 ม.ค.65 ว่า ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้แสดงความกังวลเกี่ยวกับแผนการย้ายทำเนียบประธานาธิบดีของนายยุน ซ็อก-ย็อล ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดช่องโหว่ด้านการรักษาความปลอดภัยในห้วงที่สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น โดยนายพัก ซู-ฮย็อน เลขาธิการอาวุธโสด้านการสื่อสารสาธารณะประจำทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ระบุว่าการย้ายกระทรวงกลาโหม เสนาธิการทหารร่วม และทำเนียบประธานาธิบดี ก่อนจะถึงวันดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการของนายยุน ซ็อก-ย็อล ใน 10 พ.ค.65 เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผล ทั้งนี้ นายยุน ซ็อก-ย็อล ประกาศจะย้ายสำนักงานประธานาธิบดีจากทำเนียบประธานาธิบดี (ช็องวาแด) ไปยังอาคารกระทรวงกลาโหม ในเขตยงซัน กลางกรุงโซล เนื่องจากเห็นว่าช็องวาแดเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจของจักรพรรดิ และต้องการใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น

โรงกลั่นน้ำมันในพื้นที่แขวงเชียงขวาง ลาว ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดดำเนินการ

เว็บไซต์สำนักข่าว Laotian Times รายงานเมื่อ 21 มี.ค.65 อ้างคำกล่าวของนายอุทัน ไตลิดทิ รองประธานโรงกลั่นน้ำมันยอดงึ่มเพาเวอร์ ว่า โรงกลั่นน้ำมันยอดงึ่มเพาเวอร์ มูลค่า 30,000 ล้านกีบ (ประมาณ 87 ล้านบาท) ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านยอดงึ่ม เมืองแปก แขวงเชียงขวาง ก่อสร้างแล้วเสร็จและจะเปิดดำเนินการกลั่นน้ำมันดิบในอนาคตอันใกล้ โรงกลั่นดังกล่าวก่อสร้างเมื่อ ก.ย.64 มีความจุ 2.4 ล้านลิตร สามารถผลิตปิโตรเลียมได้ 100 ล้านลิตรต่อปี แบ่งเป็นกลั่นน้ำมันดีเซลร้อยละ 60 น้ำมันเครื่องร้อยละ 39 และผลิตสารเคมีร้อยละ 1 โดยจะจัดจำหน่ายผ่านรัฐวิสาหกิจน้ำมันเชื้อไฟลาว (Lao State Fuel Company-LSFC)

ผลสำรวจของสิงคโปร์ระบุชาวสิงคโปร์ จีน อินเดีย และออสเตรเลียส่วนใหญ่สนับสนุนและเห็นใจยูเครน

หนังสือพิมพ์ The Straits Times รายงานเมื่อ 18 มี.ค.65 อ้างสำนักวิจัย Blackbox Research ของสิงคโปร์ ซึ่งเผยแพร่ผลสำรวจความเห็นจากประชาชนกลุ่มตัวอย่าง 6,920 คน ในสิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย และจีน ระหว่าง 9-10 มี.ค.65 พบว่าร้อยละ 95 ในสิงคโปร์ และร้อยละ 90 ในอินเดียและออสเตรเลีย สนับสนุนและเห็นใจยูเครน และเห็นสมควรตำหนิรัสเซีย ขณะที่ร้อยละ 71 ในจีน แม้จะเห็นใจยูเครนแต่มากกว่าร้อยละ 50 ไม่ทราบว่าควรตำหนิฝ่ายใด และร้อยละ 3 ตำหนิสหรัฐฯ นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกหรือเป็นกลางต่อยูเครนและผู้นำยูเครนมากกว่าฝ่ายรัสเซียค่อนข้างชัดเจน เว้นแต่จีนที่เสียงก้ำกึ่ง โดยร้อยละ 46 มีทัศนคติเป็นกลางต่อรัสเซีย ซึ่งใกล้เคียงกับทัศนคติเชิงลบที่คิดเป็นร้อยละ 45

มาเลเซียใช้วิธี Test and Release สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศผ่านช่องทาง VTL

หนังสือพิมพ์นิวสเตรทไทมส์ ของมาเลเซีย รายงานเมื่อ 15 มี.ค.65 อ้างถ้อยแถลงของดาโต๊ะ ซรี วี กา ซียง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาเลเซีย ว่า ตั้งแต่ 16 มี.ค.65 มาเลเซียปรับปรุงมาตรการปฏิบัติ (Standard Operating Procedure-SOP) สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ครบโดสจากกัมพูชา สิงคโปร์ และไทย ซึ่งเดินทางเข้ามาเลเซียทางอากาศผ่านช่องทางพิเศษแบบ Vaccinated Travel Lane (VTL)  โดยใช้วิธี Test and Release ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอผลการตรวจเชื้อเมื่อเดินทางถึงสนามบิน และสามารถเดินทางไปยังที่พักได้ทันที ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ต้องรอทราบผลตรวจก่อน

บริษัท Pfizer ยื่นขออนุมัติ FDA เพื่อใช้วัคซีนเข็มกระตุ้นเข็มที่ 2 ในชาวอเมริกันที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

เว็บไซต์ The Hill รายงานเมื่อ 15 มี.ค.65 ว่า บริษัท Pfizer-BioNTech ยื่นเอกสารถึงองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (Food and Drung Administration-FDA) เพื่อขออนุมัติใช้วัคซีนเข็มกระตุ้นเข็มที่ 2 เป็นกรณีฉุกเฉินแก่ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุดต่อการติดเชื้อ COVID-19 รุนแรงแม้ว่าจะได้รับวัคซีนแล้ว เนื่องจากประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อและอาการรุนแรงจากเชื้อ COVID-19 สายพันธุ์โอมิครอนจะลดลงในห้วง 3-6 เดือนหลังจากรับวัคซีนเข็มกระตุ้นเข็มแรก โดยยังอ้างผลการวิจัยที่ระบุว่า ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้มเข็มที่ 2 อย่างน้อย 4 เดือนหลังจากรับวัคซีนกระตุ้นเข็มแรก มีอัตราการติดเชื้อลดลง 2 เท่า ในขณะที่อัตราการเจ็บป่วยรุนแรงลดลง 4 เท่า อีกทั้งยังไม่พบข้อห่วงกังวลด้านความปลอดภัย