รัสเซียวิตกเหตุไฟป่าและน้ำท่วมฉับพลันที่มีสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

สำนักข่าว Tass และ RT รายงานอ้างคำกล่าวของประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ระหว่างการประชุม คณะรัฐมนตรีทางระบบออนไลน์ เมื่อ 5 ส.ค.64 ว่า เหตุไฟป่าที่ลุกลามต่อเนื่องและน้ำท่วมฉับพลันในรัสเซีย ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ซึ่งในห้วง 44 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีของรัสเซียเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 2.8 เท่า ทั้งนี้ รัสเซียกำลังเผชิญปัญหาไฟป่าลุกลามตั้งแต่เขตสหพันธ์ไซบีเรียไปจนถึงภูมิภาค Far North ซึ่งรวมถึงแคว้นอามูร์ ในภูมิภาคตะวันออกไกล ที่มีพรมแดนติดกับจีน ทำให้ประธานาธิบดีปูตินสั่งการให้จัดการประชุมฉุกเฉินเกี่ยวกับการต่อสู้กับไฟป่าและน้ำท่วมฉับพลันใน 6 ส.ค.64 รวมถึงให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรัสเซียเร่งศึกษาเอกสารตรวจสอบสภาพชั้นดินเยือกแข็งในภูมิภาค Far North ที่ครอบคลุมพื้นที่ประมาณร้อยละ 65 ของประเทศ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอุทกศาสตร์และสิ่งแวดล้อม

กรีซและตุรกีเผชิญเหตุไฟป่ารุนแรงและไม่สามารถควบคุมได้

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 8 ส.ค.64 ว่า สถานการณ์ไฟป่าที่กรีซยังรุนแรงต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 และไม่สามารถควบคุมได้ โดยไฟป่าขยายวงหลายพื้นที่ เฉพาะอย่างยิ่งเกาะ Evia ซึ่งเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของกรีซ จนทางการต้องสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ทางตอนเหนือของเกาะ Evia แต่ยังมีบางส่วนปฏิเสธการอพยพ ขณะที่สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่กรุงเอเธนส์ รวมถึงพื้นที่ภาคกลางและใต้ของกรีซ ยังอยู่ในระดับรุนแรง ซึ่งทางการกรีซได้ระดมกำลัง เจ้าหน้าที่นักผจญเพลิงกว่า 575 นาย รวมถึงนักผจญเพลิงจากโรมาเนียและยูเครนกว่า 200 นาย เฮลิคอปเตอร์ 4 ลำ เครื่องบิน 3 ลำ เพื่อควบคุมไฟป่าในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ เหตุไฟป่าดังกล่าวเกิดจากคลื่นความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงสุดในรอบ 30 ปี ที่ 45 องศาเซลเซียส ขณะที่สถานการณ์ไฟป่าในตุรกียังรุนแรงต่อเนื่องเป็นวันที่ 12 และไม่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้อต่อไฟป่า อาทิ อุณหภูมิที่สูง ความชื้นต่ำ และคลื่นความร้อนพาดผ่านทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นกว่า 40 องศา ซึ่งทางการตุรกีทำการอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวแล้วกว่า 36,000 คน

กัมพูชาเริ่มโครงการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 ให้กับบุคลากรด่านหน้าในพื้นที่ชายแดนด้านไทย

สำนักข่าว AKP ของทางการกัมพูชา รายงานเมื่อ 7 ส.ค.64 อ้างประกาศ กระทรวงสาธารณสุขกัมพูชา ระบุว่า กัมพูชาเริ่มโครงการฉีดวัคซีน COVID-19 กระตุ้นเข็ม 3 ให้กับบุคลากรด่านหน้าตามแนวทางชายแดนไทย ตั้งแต่ 8 ส.ค.64 โดยบุคคลที่จะได้รับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์ทั้งของรัฐและเอกชน เจ้าหน้าที่รัฐ และ กองกำลัง ประมาณ 40,000 คน ใน 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระตะบอง จังหวัดบันเตียเมียนเจย จังหวัดไพลิน จังหวัดเกาะกง จังหวัดอุดรมีชัย จังหวัดโพธิสัต และ จังหวัดพระวิหาร สำหรับวัคซีนที่ใช้กระตุ้น คือ วัคซีน บริษัท AstraZeneca สำหรับผู้ที่ได้รับวัคซีนของ บริษัท Sinopharm หรือ บริษัท Sinovac ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ได้ให้คำแนะนำผู้ว่าราชการจังหวัดให้จัดเตรียมศูนย์กักกันแห่งใหม่ และให้ผู้กักตัวที่มีอาการดีขึ้นกลับไปรักษาตัวที่บ้าน เพื่อเตรียมที่ว่างสำหรับผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับไทยเข้ารับการกักตัว…

WFP เรียกร้องนานาประเทศสนับสนุนเงินทุนกว่า 86,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือประชาชนเมียนมา

เว็บไซต์ข่าวองค์การสหประชาชาติ (United Nations-UN) รายงานเมื่อ 6 ส.ค.64 อ้างถ้อยแถลงของนาย Stephen Anderson ผู้อำนวยการโครงการอาหารโลก (World Food Programme-WFP) ประจำเมียนมา เรียกร้องนานาประเทศสนับสนุนเงินทุนกว่า 86,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมกับประชาชนเมียนมา หลังวิกฤตทางการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ และการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้ประชาชนเมียนมาเผชิญความยากจน ความไม่มั่นคงทางอาหารและเข้าสู่ภาวะอดอยาก โดย WFP ระบุว่าประชาชนเมียนมาที่อาศัยในชุมชนแออัดในกรุงย่างกุ้งกว่าร้อยละ 90 มีรายได้ลดลง และต้องยืมเงินจากผู้อื่นเพื่อซื้ออาหาร ทั้งนี้ WFP ให้ความช่วยเหลือประชาชนเมียนมาแล้วกว่า 1,250,000 ราย รวมถึงประชาชนในรัฐยะไข่ รัฐคะฉิ่น และรัฐฉานกว่า 360,000 ราย ตั้งแต่ พ.ค.64

ผู้นำออสเตรเลียได้คะแนนนิยมลดลงเนื่องจากการรับมือการแพร่ระบาดของโรค COVID-19

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 9 ส.ค.64 อ้างผลสำรวจโดย Newspoll ของ หนังสือพิมพ์ The Australian เผยแพร่เมื่อ 8 ส.ค.64 ว่า คะแนนนิยมของนายสกอตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ลดลงเหลือร้อยละ 49 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ห้วงหลังเกิดเหตุการณ์ไฟป่าเมื่อ ม.ค.-มี.ค.63 (คะแนนนิยมต่ำสุดร้อยละ 38) ขณะที่ความพึงพอใจต่อพรรคลิเบอรัล-เนชั่นแนล ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลน้อยกว่าพรรคเลเบอร์ร้อยละ 47 ต่อ 53 นอกจากนี้ ผลสำรวจการให้คะแนนรัฐบาลด้านการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ลดลงเหลือร้อยละ 48 จากคะแนนสูงสุดร้อยละ 85 ใน เม.ย.63 ความนิยมของพรรครัฐบาลลดลง เนื่องจากการกระจายวัคซีนล่าช้า มาตรการล็อกดาวน์ต่อเนื่องหลายครั้ง โดยเฉพาะการระบาดของเชื้อสายพันธุ์เดลตาตั้งแต่ มิ.ย.64 ส่งผลให้เกิดการล็อกดาวน์ในหลายเมืองสำคัญคือ นครซิดนีย์ นครเมลเบิร์น และนครบริสเบน

ผู้ประกอบการในสหรัฐฯ คาดว่าการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 จะยังรุนแรงไปอีก 2-3 เดือน

หนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล รายงานเมื่อ 8 ส.ค.64 ว่า ผู้ประกอบการในสหรัฐฯ หลายบริษัท ประเมินว่า การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 เฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์เดลตาจะรุนแรงไปอีกอย่างน้อย 2-3 เดือน หลายบริษัทจึงเลื่อนกำหนดให้พนักงานเข้าทำงานตามปกติออกไปจากกำหนดการเดิมใน ก.ย.64 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ทั้งนี้ บริษัทที่เลื่อนกำหนดเปิดทำการ ได้แก่  บริษัท Amazon บริษัท Dell Technoogies บริษัท UKG บริษัท Warby Parker บริษัท Mattress Firm ธนาคาร Bank of America และธนาคาร Wll Fargo

ผลการศึกษาของสหราชอาณาจักรผู้ที่ฉีดวัคซีนต้าน COVID-19 ครบโดสยังสามารถแพร่เชื้อสายพันธุ์เดลตา

หน่วยงานสาธารณสุขอังกฤษ (Public Health England-PHE) เปิดเผยเมื่อ 8 ส.ค.64 ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่า จำนวนเชื้อ COVID-19 ในร่างกายของผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 ครบสองโดสและติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา มีปริมาณเทียบเท่ากับเชื้อที่พบในผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน โดย PHE จะศึกษาแบบเฉพาะกลุ่มต่อไปเพื่อยืนยันผลการวิเคราะห์ดังกล่าว ทั้งนี้ รายงานของ PHE สอดคล้องกับผลการศึกษาของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention-CDC) ของสหรัฐฯ ที่พบว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนและยังไม่ได้รับวัคซีนที่ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา มีปริมาณไวรัสในระดับใกล้เคียงกัน ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วและติดเชื้อจึงมีแนวโน้มแพร่เชื้อได้เช่นเดียวกับกลุ่มที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน อย่างไรก็ดี วัคซีนสามารถช่วยลดอาการป่วยรุนแรงและเสียชีวิตจากการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาได้ โดยข้อมูลของ PHE พบว่า จำนวนผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา ร้อยละ 55.1 ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ขณะที่ร้อยละ 34.9 ได้รับวัคซีนครบสองโดส ปัจจุบัน สหราชอาณาจักรมีผู้เข้ารับวัคซีนเข็มแรกแล้วร้อยละ 70.5 ครบสองโดสร้อยละ 58.8 จากประชากรทั้งหมด 66.65 ล้านคน

เวียดนามขอให้จีนยุติการฝึกทหารในบริเวณหมู่เกาะหว่างซา (พาราเซล)

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ VGP News ของรัฐบาลเวียดนาม รายงานเมื่อ 5 ส.ค.64 อ้างถ้อยแถลงของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศว่า เวียดนามต้องการให้จีนยุติและไม่ปฏิบัติการฝึกทหารในบริเวณหมู่เกาะหว่างซา (พาราเซล) ในห้วงระหว่าง 6-10 ส.ค.64 เพราะละเมิดอธิปไตยของเวียดนาม ขัดต่อปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (Declaration of the Conduct of Parties in the South China Sea-DOC) และทำให้สถานการณ์ซับซ้อน นอกจากนี้ การฝึกดังกล่าวยังไม่นำมาซึ่งกระบวนการเจรจาระหว่างอาเซียนกับจีนว่าด้วยการจัดทำประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct-CoC) และการรักษาทะเลตะวันออก (ทะเลจีนใต้) เป็นทะเลสันติภาพ มีเสถียรภาพ และความร่วมมือ ทั้งนี้ เวียดนามยืนยันหลักฐานทางประวัติศาสตร์และพื้นฐานด้านกฎหมายมาโดยตลอด

สหรัฐฯ เตือนประเทศในเอเชียให้ระมัดระวังการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของจีน

สำนักข่าวบลูมเบอร์กรายงานเมื่อ 6 ส.ค.64 อ้างท่าทีนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระหว่างการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum-ARF) เตือนประเทศในภูมิภาคให้ระมัดระวังการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของจีน โดยระบุว่าจีนเปลี่ยนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์จากเพื่อการป้องปรามเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านอาวุธนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว พร้อมกันนี้ นายบลิงเคนเรียกร้องให้จีนปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายทางทะเล รวมทั้งยุติพฤติกรรมแข็งกร้าวในทะเลจีนใต้ ตลอดจนแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทิเบต ฮ่องกง และซินเจียง ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนตอบโต้สหรัฐฯ โดยไม่ได้พาดพิงโดยตรง แต่ระบุว่าประเทศต่าง ๆ ควรจะหลีกเลี่ยงการแทรกแซงกิจการภายใน สำหรับประเด็นอื่น ๆ ที่นายบลิงเคนเน้นในการประชุมดังกล่าว ได้แก่ สนับสนุนให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดอาวุธนิวเคลียร์ และให้เมียนมายุติการใช้มาตรการรุนแรงปราบปรามประชาชนและกลับสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว

สถานการณ์การติดเชื้อโรค COVID-19 ในอาเซียน เมื่อ 6 ส.ค.64

เว็บไซต์ khmertimeskh.com ของกัมพูชา รายงานเมื่อ 7 ส.ค.64 สรุปสถานการณ์การติดเชื้อโรค COVID-19 ของอาเซียน ณ 6 ส.ค.64 ว่า บรูไนไม่ปรากฏผู้ติดเชื้อรายใหม่ ขณะที่อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากที่สุดที่ 39,532 ราย รองลงมาได้แก่ ไทย 21,379 ราย มาเลเซีย 20,889 ราย ฟิลิปปินส์ 10,623 ราย เวียดนาม 8,324 ราย เมียนมา 3,588 ราย กัมพูชา 588 ราย ลาว 267 ราย และสิงคโปร์ 97 ราย โดยอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อรวมมากที่สุดที่ 3,607,863 ราย เสียชีวิต 104,010 ราย   สำหรับภาพรวมจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกอยู่ที่ 202,380,346 ราย เสียชีวิต 4,290,213 ราย…