อินเดียปรับลดความสัมพันธ์กับปากีสถาน หลังเกิดเหตุกราดยิงที่แคชเมียร์

รัฐบาลอินเดียประกาศปรับลดความสัมพันธ์กับปากีสถานเมื่อ 23 เมษายน 2568 หลังจากเกิดเหตุกลุ่มติดอาวุธกราดยิงในเมือง Pahalgam แคว้นแคชเมียร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 26 คน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดียระบุว่า กลุ่มติดอาวุธในปากีสถานอาจมีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์นี้ เพราะรัฐบาลปากีถานสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลอินเดียและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในอินเดียมาโดยตลอด

มาตรการปรับลดระดับความสัมพันธ์ อินเดียจะปิดพรมแดนกับปากีสถาน และระงับโครงการแบ่งปันทรัพยากรน้ำกับปากีสถานเป็นการชั่วคราว ตลอดจนไม่ให้ชาวปากีสถานเดินทางเข้าอินเดียด้วยวีซ่าในโครงการ South Asian Association for Regional Cooperation (SAARC) ส่วนชาวปากีสถานที่เดินทางอยู่ในอินเดียปัจจุบันด้วยวีซ่าดังกล่าว ต้องเดินทางออกจากอินเดียทันทีภายใน 48 ชั่วโมง นอกจากนี้ อินเดียยังขับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของปากีสถานในสำนักงานผู้แทนการทูตปากีสถานประจำอินเดียออกจากประเทศ และประกาศลดจำนวนเจ้าหน้าที่อินเดียประจำสำนักงานผู้แทนการทูตอินเดียในกรุงอิสลามาบัดของปากีสถานจาก 55 คน เหลือ 30 คน

ผู้นำสหรัฐฯ ออกคำสั่งผู้บริหารปฏิรูปอำนาจสถาบันอุดมศึกษาในประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งผู้บริหารเมื่อ 23 เมษายน 2568 เพื่อเดินหน้าการปฏิรูประบบการศึกษาในประเทศ โดยครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การปรับกรุงกระบวนการรับรองสถาบันอุดมศึกษา (accrediting system) ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่าเป็นอาวุธลับในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ ในปัจจุบันที่มีการเลือกปฏิบัติและเผยแพร่อุดมการณ์ที่มีอคติในหลายพื้นที่

 สื่อมวลชนสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตว่าคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์จะกดดันให้สถาบันอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เผชิญข้อจำกัดในการใช้และเผยแพร่แนวปฏิบัติตามหลักการ DEI ideology ที่เน้นความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นหลักคิดที่ผู้นำสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วย เพราะเชื่อว่าหลักการดังกล่าวทำให้สังคมอเมริกันแตกแยกมากกว่าเป็นผลดี นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการให้สถาบันอุดมศึกษาให้ความสำคัญกับการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาและศักยภาพของนักศึกษามากกว่า เพื่อให้ตอบสนองความต้องการตลาดแรงงานในปัจจุบันและอนาคต

หน่วยข่าวกรองเนเธอร์แลนด์เตือนให้ยุโรประวังภัยคุกคามจากรัสเซีย

สนข. Politico EU รายงานอ้างถ้อยแถลงของ พลเรือโทปีเตอร์ เรซิงก์ ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองทางทหารของเนเธอร์แลนด์ (MIVD) เมื่อ 22 เม.ย.68 ที่เตือนว่า รัสเซียเพิ่มการใช้ยุทธวิธีสงครามแบบผสมผสาน (Hybrid Warfare) กับเนเธอร์แลนด์และยุโรป ซึ่งรวมถึงการโจมตีทางไซเบอร์ที่มุ่งเป้าไปยังเว็บไซต์ของพรรคการเมืองและโครงสร้างพื้นฐานของเนเธอร์แลนด์ เพื่อขัดขวางการเลือกตั้งรัฐสภายุโรปปี 2567 รายงานประจำปีของ MIVD ระบุถึงความพยายามในการก่อวินาศกรรมทางไซเบอร์ต่อระบบดิจิทัลขององค์กรในเนเธอร์แลนด์ รวมทั้งการสอดแนมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อเตรียมการโจมตีในอนาคต แม้ว่าการโจมตีเหล่านี้จะยังไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม พลเรือโทเรซิงก์ย้ำว่าภัยคุกคามจากรัสเซียกำลังเพิ่มมากขึ้น แม้สงครามในยูเครนอาจสิ้นสุดลง ก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนต่อความมั่นคงของยุโรป นอกจากนี้ นายรูเบน เบรเคิลมันส์ รมว.กห.เนเธอร์แลนด์เรียกร้องให้ยุโรปขยายขีดความสามารถทางทหาร เพื่อต่อต้านการรุกรานของรัสเซียในอนาคต โดยระบุว่ายุโรปกำลังอยู่ในเขตสีเทาระหว่างสงครามกับสันติภาพ และต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

รมว.กต.สหรัฐฯ ไม่เข้าร่วมการประชุมกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน

สนข. รอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 23 เม.ย. 68 อ้าง นส.แทมมี บรูซ โฆษก กต. สหรัฐฯ ว่านายมาร์โก รูบิโอ รมว.กต.สหรัฐฯ ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมหารือในประเด็นความขัดแย้งรัสเซีย – ยูเครน ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักรใน 24 เม.ย. 68 ได้ เนื่องจากติดภารกิจอื่น แต่ไม่ได้ชี้แจงในรายละเอียด ขณะที่ รมว.กต.สหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ X ว่า ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายเดวิด แลมมี รมว.กต.สหราชอาณาจักร และกล่าวขอบคุณที่เตรียมการต้อนรับคณะเจรจาจากสหรัฐฯ ที่นำโดย พล.ท.คีธ เคลล็อกก์ ทูตพิเศษประจำประธานาธิบดีสหรัฐฯ กรณียูเครน-รัสเซีย ที่จะหารือร่วมกับผู้แทนของสหราชอาณาจักร และยูเครน กับทั้งหวังว่าจะมีโอกาสเข้าร่วมการประชุมในครั้งต่อไป

HRW เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชายุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ามชาติ

นาง Elaine Pearson ผู้อำนวยการ Human Rights Watch (HRW) ภูมิภาคเอเชีย แถลงเมื่อ 22 เม.ย.68 เรียกร้องให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นรม.ไทย ใช้โอกาสเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการระหว่าง 23-24 เม.ย.68 หารือและกดดันฝ่ายกัมพูชาเพื่อยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลไทยและกัมพูชาเพิกเฉยรวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธินักเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายคนที่หลบหนีไปทั้งสองประเทศอย่างรุนแรง ทั้งการประทุษร้าย ลักพาตัว บังคับให้สูญหาย และส่งกลับประเทศซึ่งเสี่ยงเผชิญอันตรายต่อชีวิต เช่น กรณีลอบสังหารนาย Lim Kimya อดีตสมาชิกรัฐสภาพรรคฝ่าค้านกัมพูชา ที่กรุงเทพฯ เมื่อ 7 ม.ค.68 และกรณีลักพาตัวนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่พนมเปญ เมื่อ 4 มิ.ย.63

เกาหลีเหนือ-จีน จะยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างกัน

สนข.ยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 22 เม.ย.68 อ้างเนื้อหาบนเว็บไซต์ของ สอท.จีน ณ กรุงเปียงยาง ว่า นาย Wang Yajun ออท.จีนประจำกรุงเปียงยาง เข้าร่วมนิทรรศการศิลปะเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 113 ปี วันคล้ายวันเกิดของนายคิม อิล-ซุง (15 เม.ย.2455) ผู้ก่อตั้งเกาหลีเหนือ ที่กรุงเปียงยาง เมื่อ 18 เม.ย.68 โดยนาย Wang ย้ำถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือกับจีนสู่ระดับใหม่และส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาคภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และนายคิม จ็อง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งปี 2568 จะครบรอบ 76 ปี กองกำลังอาสาสมัครจีนเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของ สอท.จีน ณ กรุงเปียงยาง สะท้อนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ได้ลดระดับลงหลังจากเกาหลีเหนือสนับสนุนความช่วยเหลือทางทหารแก่รัสเซียในการทำสงครามกับยูเครน โดยห้วงปี 2567 ทั้งสองฝ่ายไม่มีการเยือนระดับสูง แม้เป็นห้วงครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเกาหลีเหนือ-จีน

จีนส่งเสริมการใช้สกุลเงินหยวนและระบบการชำระเงิน CIPS ในการค้าระหว่างประเทศ

นสพ. South China Morning Post รายงานเมื่อ 22 เม.ย.68 ว่า ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China-PBOC) หน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของจีน และเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ ร่วมกันประกาศแผนส่งเสริมการใช้สกุลเงินหยวนและระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนระหว่างธนาคาร (Cross-Border Interbank Payment System-CIPS) ของจีน ในการทำธุรกรรรมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เสริมสร้างประสิทธิภาพและขยายเครือข่ายการใช้ระบบ CIPS ให้ครอบคลุมทั่วโลก โดยจีนจะส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจในนครเซี่ยงไฮ้ที่มีกิจการการลงทุนในต่างประเทศให้ลำดับความสำคัญกับการใช้สกุลเงินหยวนในธุรกรรมการค้าชายแดน และจัดตั้งระบบบริการด้านการค้าและการลงทุนในนครเซี่ยงไฮ้เพื่อขับเคลื่อนการหมุนเวียนของสกุลเงินหยวนทั่วโลก ทั้งนี้ จีนมุ่งส่งเสริมการใช้เงินสกุลหยวนกับกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ และประเทศสมาชิกในข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (BRI) เสริมสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันและความร่วมมือระหว่างประเทศที่ปลอดภัย คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ จีนยังให้คำมั่นที่จะพัฒนากลไกป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และจะสำรวจการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain Technology) เพื่อเพิ่มการคุ้มครองและการประกันภัยในภาคการส่งออกสำคัญ

บังกลาเทศพร้อมรับพลเมืองถูกเนรเทศจากสหรัฐฯ

เว็บไซต์ นสพ.The Daily Star ของบังกลาเทศ รายงานเมื่อ 22 เม.ย.68 ว่า มท.บังกลาเทศได้เตรียมการด้านโลจิสติกส์ เพื่อรับชาวบังกลาเทศที่ถูกเพิกถอนสถานะผู้อพยพและถูกเนรเทศออกจากสหรัฐฯ โดยในห้วง ก.พ.-เม.ย.68 มีชาวบังกลาเทศถูกส่งตัวกลับประเทศแล้ว 31 คน และอาจเพิ่มขึ้นเกินกว่า 1,000 คน ในระยะอันใกล้ ทั้งนี้ ผู้แทนจากรัฐบาลบังกลาเทศและสหรัฐฯ ได้หารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติในการรับพลเมืองกลับประเทศ โดยสหรัฐฯ ได้มีข้อกำหนดสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การออกเอกสารการเดินทางให้แก่ชาวบังกลาเทศภายใน 30 วัน นับจากวันที่มีการร้องขอ และการยอมรับผู้ที่เดินทางกลับไม่ว่าจะเดินทางโดยวิธีใดก็ตาม ซึ่งรัฐบาลบังกลาเทศก็ตกลงและประสานงานกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่า ชาวบังกลาเทศจะถูกส่งกลับอย่างมีศักดิ์ศรี

อาเซียนปล่อยขบวนรถไฟฟ้า “ASEAN Unity Drive 2025” เชื่อม 9 ประเทศ ส่งเสริมนวัตกรรมสีเขียว

เว็บไซต์สำนักเลขาธิการอาเซียน รายงานเมื่อ 22 เม.ย. 68 ว่า นายเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน เข้าร่วมพิธีปล่อยขบวนรถ ASEAN Unity Drive 2025 (AUD2025) ที่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เมื่อวันเดียวกัน ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการส่งเสริมการสัญจรที่ยั่งยืน นวัตกรรมสีเขียว และการบูรณาการในภูมิภาค ทั้งนี้ AUD2025 คือการเดินทางข้ามแดนด้วยยานยนต์ไฟฟ้าใน 2 เส้นทาง ครอบคลุมระยะทาง 9,000 กิโลเมตร ใน 9 ประเทศสมาชิกอาเซียน สื่อถึงการเดินทางร่วมกันของอาเซียนสู่อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความเชื่อมโยง และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

เลขาธิการอาเซียนพบหารือผู้แทนการค้าไทย

เว็บไซต์สำนักเลขาธิการอาเซียน รายงานเมื่อ 22 เม.ย.68 ว่า นายเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน พบหารือกับนายอุเมส ปานเดย์ ผู้แทนการค้าไทย ที่สำนักเลขาธิการอาเซียน กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เมื่อวันเดียวกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงประเด็นที่เกิดขึ้นในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงนโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนในอาเซียน