ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้เป็นความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์ของ ISEAS ประจำปี 2568

สถาบัน ISEAS Yusof-Ishak Institute เผยแพร่รายงานสภาวะของเอเชีย ตอ.ต.  (The State of Southeast Asia) ประจำปี 2568 เมื่อ 3 เม.ย.68 จากการสอบถามความเห็นกลุ่มตัวอย่าง (นักวิชาการ สถาบันคลังสมอง จนท.ภาครัฐ นักธุรกิจ ภาคประชาสังคม และองค์กรระหว่างประเทศ) ในประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ จำนวน 2,023 คน ระหว่าง 3 ม.ค.-15 ก.พ.68 พบว่า ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญที่สุด 3 อันดับแรก คือ ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ การหลอกลวงทั่วโลก (Global scam) และผู้นำคนใหม่ของสหรัฐ ฯ ขณะที่ความท้าทายในภูมิภาคที่สำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการว่างงานและเศรษฐกิจที่ซบเซา และความตึงเครียดทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจ นอกจากนี้ ผู้ตอบร้อยละ 52.3 เลือกที่จะสนับสนุนสหรัฐฯ ในกรณีให้เลือกข้าง ผลการสำรวจยังพบว่า…

กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่าง ๆ จะช่วยลดแรงกดดันจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ

สนข. Vietnam Plus รายงานเมื่อ 4 เม.ย.68 อ้างศาสตราจารย์ Phar Kim Beng นักวิชาการด้านอาเซียนศึกษาจากมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย (International Islamic University of Malaysia-IIUM) ว่า มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อสมาชิกอาเซียนที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก แต่กรอบการทำงานของอาเซียน เช่น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะช่วยรักษาความยืดหยุ่นของภูมิภาคได้ อีกทั้งแนะนำให้อาเซียนเสริมสร้างความร่วมมือทางการค้าผ่านความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (CPTPP) และความร่วมมือระหว่างประเทศซีกโลกใต้ รวมถึงขยายการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) และคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ

เวียดนามขอให้สหรัฐฯ ชะลอการปรับขึ้นภาษีนำเข้าจนกว่าจะมีการเจรจา

สนข.Vietnam News รายงานเมื่อ 3 เม.ย.68 อ้างถ้อยแถลงของนายเหวียน ฮง เดียน รมว.อุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ว่า เวียดนามเสียใจและผิดหวังต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนามและหลายประเทศ พร้อมกับส่งหนังสือเรียกร้องให้สหรัฐฯ ชะลอการปรับใช้มาตรการดังกล่าวืจนกว่าจะมีการเจรจาอย่างสร้างสรรค์และหาทางออกที่เหมาะสมต่อทั้งสองฝ่าย โดยกระทรวงฯ ยังเตรียมหารือทางโทรศัพท์ระดับรัฐมนตรีและเจรจาทางเทคนิคกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) โดยเร็วที่สุด ขณะที่นายโห่ ดึ๊ก เฟิ้ก รอง นรม.เวียดนาม กำหนดจะเดินทางเยือนสหรัฐฯ และคิวบา ระหว่าง 6-14 เม.ย.68

ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งปลด จนท.สภาความมั่นคงแห่งชาติ

สนข.นิวยอร์กไทมส์ รายงานเมื่อ 3 เม.ย. 68 ว่า ประธานาธาธิปดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งปลด จนท. ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ จำนวน 6 คน ออกจากตำแหน่ง เมื่อ 2 เม.ย. 68 แม้นายไมเคิล วอลซ์ ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ คัดค้าน การปลดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก น.ส.ลอร่า ลูมเมอร์ นักเคลื่อนไหวทางสังคมฝ่ายขวาจัด และนักทฤษฎีสมคบคิดสัมภาษณ์ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการส่วนตัว และระบุถึงรายชื่อ จนท. ดังกล่าวว่า เป็นผู้ไม่จงรักภักดีต่อประธานาธิบดีทรัมป์ และตกอยู่ในอิทธิพลของกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับกรณีบทสนทนาของ จนท. ระดับสูงของสหรัฐฯ ในการโจมตีกลุ่มกบฏฮูษีรั่วไหล  ซึ่งนายวอลซ์ ได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบแล้ว

รัฐบาลมาเลเซียจะเจรจาขอลดภาษีจากสหรัฐฯ

 รมว.กระทรวงการลงทุน การค้า ตปท. และอุตสาหกรรมมาเลเซีย เปิดเผย เมื่อ 3 เม.ย.68 ว่า มาเลเซียจะเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญเป็นอันดับ 3 เพื่อขอลดอัตราภาษีลงมาให้เหมาะสมจากที่จะถูกเก็บร้อยละ 24  จะไม่ตอบโต้ทางภาษี โดยมาเลเซียได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ น้ำมันปาล์ม และเครื่องจักร ส่วนสหรัฐฯ ได้ดุลการค้ามาเลเซียในภาคบริการ ขณะเดียวกัน ศูนย์บัญชาการภูมิเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งมี นรม.เป็นประธาน กำลังประเมิน และวางแนวทางลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด มาเลเซียจะใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าที่ลงนามกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ และแสวงหาแนวทางปกป้องเทคโนโลยีเกี่ยวกับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ การบิน อวกาศ และเศรษฐกิจดิจิทัล นอกจากนี้ จะขยายการส่งออกไปยังตลาดที่มีการเติบโตสูงและใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีอื่น เช่น CPTPP ขณะที่ นาย Wan Ahmad Fayhsal Wan Ahmad Kamal ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของมาเลเซีย เฉพาะอย่างยิ่ง บ.ปิโตรนาส ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ไต้หวันจะช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ

สนข.CNA รายงานเมื่อ 3 เม.ย.68 อ้างข้อความของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ บนสื่อสังคมออนไลน์ว่า ะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แก่ภาคธุรกิจไต้หวันที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่กำหนดที่อัตราร้อยละ 32 ตั้งแต่ 9 เม.ย.68 (ยกเว้นสินค้าบางรายการ เช่น ทองแดง เวชภัณฑ์ เซมิคอนดักเตอร์ ผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูป สินค้าพลังงาน และแร่ธาตุสำคัญบางชนิด) ขณะเดียวกัน ไต้หวันจะยังคงสื่อสารกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับการกำหนดอัตราภาษีตอบโต้อย่างไม่เป็นธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ รวมทั้งชี้แจงต่อสาธารณชนโดยเร็วที่สุดเกี่ยวกับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจ และมาตรการรับมือของไต้หวัน

ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ตัดสินถอดถอนประธานาธิบดี

ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้มีคำตัดสินถอดถอนประธานาธิบดียูน ซ็อก-ยอล ของเกาหลีใต้ ใน 4 เมษายน 2568 หลังจากประธานาธิบดียูน ซ็อก-ยอลใช้อำนาจสั่งประกาศกฎอัยการศึกเมื่อ ธันวาคม 2567 เพื่อรับมือกับข่าวลือที่ว่ามีกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเคลื่อนไหวเพื่อปลดประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง มีความพยายามแทรกแซงการเมืองภายในจากเกาหลีเหนือ และก่อความไม่สงบในประเทศ อย่างไรก็ตาม ประชาชนและนักการเมืองในเกาหลีใต้จำนวนมากคัดค้านการประกาศกฎอัยการศึกดังกล่าว เพราะกระทบความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ และมองว่าประธานาธิบดียูนแสวงประโยชน์ทางการเมือง ทำให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเกาหลีใต้ลงมติยกเลิกกฎอัยการศึก โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเกาหลีใต้จำนวนมาก หลังจากนั้น ประธานาธิบดียูน ซ็อก-ยอลถูกวิจารณ์เชิงลบมาโดยตลอดว่าใช้วิธีการแบบผู้นำเผด็จการ และเผชิญแรงกดดันทางการเมืองให้ลาออกจากตำแหน่ง

ผู้นำสหรัฐฯ พร้อมเจรจาเพื่อลดภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ระบุเมื่อ 3 เมษายน 2568 ว่า สหรัฐฯ พร้อมเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อทบทวนนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยแนะนำให้ประเทศอื่น ๆ มีข้อเสนอสำคัญมากพอที่จะโน้มน้าวให้สหรัฐฯ เปลี่ยนนโยบาย นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเชื่อมั่นว่านโยบายของเขาจะประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นคทางเศรษฐกิจให้ชาวอเมริกัน ตลอดจนสร้างอำนาจการต่อรองให้สหรัฐฯ ในความร่วมมือต่าง ๆ มากขึ้น และประเมินว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ จะกลับมามั่นคงเร็ว ๆ นี้ แม้ว่าปัจจุบันจะผันผวนและตกต่ำลงอย่างมาก เพราะนักลงทุนวิตกว่านโยบายภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่แน่นอน นักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่านโยบายของสหรัฐฯ ครั้งนี้ทำให้เกิดระเบียบเศรษฐกิจโลกแบบไม่แน่นอน (uncertainty) ซึ่งเป็นยุคใหม่ที่สหรัฐฯ เองอาจได้รับผลกระทบและเผชิญเศรษฐกิจถดถอยได้เช่นกัน

การเยือนไทยของนรม.อินเดียเป็นโอกาสดีในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างกัน

เว็บไซต์ ANI NEWS รายงานเมื่อ 2 เม.ย.68 ว่า นายนาเกช ซิงห์ ออท.อินเดีย/กรุงเทพ ระบุการเยือนไทยของนายนเรนทรา โมดิ นรม.อินเดียเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC Summit) ครั้งที่ 6 นั้น มีความสำคัญทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยการเยือนครั้งนี้ถือเป็นการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ นรม.อินเดียในรอบ 12 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากนโยบายปฏิบัติการตะวันออก (Act East Policy) ของอินเดีย และนโยบายมองตะวันตก (Look West Policy) ของไทย อีกทั้งครอบคลุมความร่วมมือด้านความมั่นคงจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ทางทะเล และในระดับพหุภาคี อินเดียให้ความสำคัญกับ BIMSTEC ในฐานะเวทีความร่วมมือที่สอดคล้องกับนโยบาย Neighborhood First Policy และเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเยือนครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและอินเดียในทุกมิติ

นรม.เนปาลเยือนไทยครั้งประวัติศาสตร์ พร้อมยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจและการค้า

เว็บไซต์ นสพ.The Kathmandu Post รายงานเมื่อ 2 เม.ย.68 ว่า นาย Sharma Oli นรม.เนปาล ได้เข้าพบ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นรม.ไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกัน โดยหารือแนวทางลดอุปสรรคทางการค้าและการดำเนินธุรกิจร่วมกัน นอกจากนี้ ได้ลงนามความตกลงจำนวน 8 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การค้า อุตสาหกรรม การแพทย์ การเกษตร และการศึกษา ทั้งนี้ นรม.เนปาลมีกำหนดการเยือนไทยระหว่าง 1-5 เม.ย.68 ซึ่งเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 65 ปี นับตั้งแต่ไทยและเนปาลสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต นอกจากนี้ นรม.เนปาลยังมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดข้อริเริ่มอ่าวเบงกอลครั้งที่ 6 (Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation-BIMSTEC) ที่กรุงเทพฯ ระหว่าง 2-4 เม.ย.68