ผู้นำสหรัฐฯ ออกคำสั่งลดจำนวนพนักงานในสื่อที่รัฐบาลสนับสนุน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 15 มีนาคม 2568 ลงนามในคำสั่งผู้บริหารให้สื่อมวลชนที่รัฐบาลให้การสนับสนุนพิจารณาปรับลดจำนวนเจ้าหน้าที่และพนักงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นความเคลื่อนไหวทันทีหลังจากฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ มีมติ 54 ต่อ 46 เสียงผ่านร่างงบประมาณระยะเวลา 6 เดือน ก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะเผชิญภาวะ Government Shutdown สำหรับสื่อมวลชนสหรัฐฯ ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและจะได้รับผลกระทบจากคำสั่งครั้งนี้ ได้แก่ สื่อที่อยู่ในกลุ่ม U.S. Agency for Global Media (USAGM) เช่น สนข.Voice of America หรือ VOA และ Radio Free Europe รวมทั้ง Radio Free Asia ตลอดจน Radio Marti ที่เผยแพร่สื่อในประเทศคิวบา ในภาษาสเปนด้วย

สหรัฐฯ โจมตีกลุ่มติดอาวุธฮูษีในเยเมนที่โจมตีเรือขนส่งในทะเลแดง

กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มติดอาวุธฮูษีในเยเมนเมื่อ 16 มีนาคม 2568 เพื่อตอบโต้ที่กลุ่มติดอาวุธดังกล่าว โจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เป็นผู้อนุมัติการโจมตีครั้งนี้ โดยระบุว่ากลุ่มฮูษีโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ด้วยขีปนาวุธมาโดยตลอด รวมทั้งอาศัยการสนับสนุนจากอิหร่าน แสดงพฤติกรรมที่เป็นโจรสลัด ความรุนแรง และก่อการร้ายในภูมิภาคด้วย การโจมตีของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 23 คน และได้รับบาดเจ็บ 9 คน กลุ่มฮูษีในเยเมนประกาศว่าจะตอบโต้และแก้แค้นสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อำนาจสั่งการเนรเทศชาวต่างชาติออกนอกสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อ 15 มีนาคม 2568 ใช้อำนาจสั่งการให้เนรเทศบุคคลสัญชาติอื่นที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรในเวเนซุเอลา หรือ แก๊งค์  Tren de Aragua โดยใช้อำนาจตามรัฐบัญญัติ  Alien Enemies Act of 1798 ที่อนุญาตให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เนรเทศชาวต่างชาติจากประเทศศัตรูออกจากมาตุภูมิ เพื่อเร่งกระบวนการเนรเทศหรือส่งกลับชาวต่างชาติที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงสหรัฐฯ ในช่วงที่เผชิญภาวะสงคราม หรือเมื่อพิจารณาแล้วว่าสหรัฐฯ กำลังถูกแทรกแซงจากชาวต่างชาติ

รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมสั่งห้ามพลเรือนของ 43 ประเทศเดินทางเข้าประเทศ

นสพ. The New York Times รายงานเมื่อ 14 มี.ค.68 ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังจัดทำรายชื่อประเทศที่สหรัฐฯ จำกัดการเดินทาง ซึ่งพลเรือนของประเทศดังกล่าว จะไม่ได้รับการตรวจลงตราหนังสือเดินทางเข้าสหรัฐฯ หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดรวม 43 ประเทศ โดยแบ่งกลุ่มประเทศดังกล่าวเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ประเทศที่ห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ 11 ประเทศ ได้แก่ อัฟกานิสถาน ภูฏาน คิวบา อิหร่าน ลิเบีย เกาหลีเหนือ โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย เวเนซุเอลา และเยเมน 2) ประเทศที่ถูกระงับการตรวจลงตราบางประเภท 10 ประเทศ ได้แก่ เบลารุส เอริเทีย เฮติ ลาว เมียนมา ปากีสถาน รัสเซีย เซียร์ราลีโอน ซูดานใต้ และเติร์กเมนิสถาน และ 3) ประเทศที่ถูกระงับการตรวจลงตราถ้าไม่แก้ไขข้อบกพร่องภายใน…

สหรัฐฯ ตอบโต้ไทยกรณีส่งผู้ต้องกักชาวอุยกูร์ให้จีน

นายมาร์โค รูบิโอ รมว.กต.สหรัฐฯ แถลงเมื่อ 14 มี.ค.68 ว่า สหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายข้อจำกัดเกี่ยวกับการตรวจลงตราหนังสือเดินทางต่อไทย เพื่อตอบโต้กรณีไทยส่งผู้ต้องกักชาวอุยกูร์กลับจีน 40 คนเมื่อปลาย ก.พ.68 ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 212(a)(3)(C) แห่งรัฐบัญญัติตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติของสหรัฐฯ (Immigration and Nationality Act) โดยจะมีผลต่อ จนท.รัฐบาลไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบในกรณีดังกล่าว ทั้งที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบันหรือในอดีต ทั้งนี้ สหรัฐฯ จะยังมุ่งมั่นต่อสู้กับความพยายามของจีนในการกดดันรัฐบาลต่าง ๆ ให้ส่งชาวอุยกูร์และกลุ่มชาติพันธุ์หรือศาสนาอื่น ๆ กลับจีน

G7 ประณามการกระทำผิดกฎหมายทางทะเลของจีน

แถลงการณ์ร่วมการประชุม รมว.กต.กลุ่ม G7 ที่แคนาดา เมื่อ 14 มี.ค.68 เกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงทางทะเล โดยจะสนับสนุนการปฏิบัติการทางทะเลที่เสรี เปิดกว้าง และปลอดภัย โดยยึดหลักนิติธรรมและอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ พร้อมกับประณามการกระทำผิดกฎหมายของจีนที่ใช้กำลังยั่วยุและบังคับบริเวณพื้นที่ทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ซึ่งคุกคามสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคและระหว่างประเทศ นอกจากนี้ G7 เรียกร้องให้นานาประเทศให้ความสำคัญต่อการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลจากการก่อวินาศกรรม และอุบัติเหตุจากการเดินเรือ รวมถึงการลดการปฏิบัติการเดินเรือที่ไม่ปลอดภัยและผิดกฎหมาย เช่น การฉ้อโกงทะเบียนเรือหรือปิดใช้งานระบบระบุตำแหน่งเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ตลอดจนเสริมสร้างการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน ไร้การควบคุม (IUU)

รัสเซียเรียกร้องให้ทหารยูเครนในแคว้นคุสค์ยอมจำนนเพื่อความปลอดภัย

  สนข.tass รายงานเมื่อ 14 มี.ค.68 ว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียกล่าวระหว่างการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติรัสเซียว่า ทหารยูเครนในแคว้นคุสค์ก่ออาชญากรรมต่อพลเรือน แต่รัสเซียยอมรับคำร้องขอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ให้รับประกันความปลอดภัยแก่ทหารยูเครนที่ยอมจำนน และวางอาวุธ และจะปฏิบัติอย่างเหมาะสมตามบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายของรัสเซีย ท่าทีดัของผู้นำรัสเซียงกล่าวมีขึ้นในห้วงที่สหรัฐฯ พยายามโน้มน้าวให้รัสเซีย-ยูเครนเห็นพ้องกันที่จะหยุดยิงชั่วคราว เพื่อผลักดันกระบวนการสันติภาพและยุติความขัดแย้งระหว่างกัน

MSS จับกุม จนท. รัฐที่ตกเป็นเหยื่อ Honey Trap ของหน่วยข่าวกรองต่างประเทศ

นสพ. South China Morning Post รายงานเมื่อ 13 มี.ค.68 อ้างสื่อสังคมออนไลน์ของกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน (Ministry of State Security-MSS) ว่า MSS จับกุมนาย Zhang ซึ่งเป็น จนท.รัฐ หลังจากการประจำการในต่างประเทศ และลงโทษอย่างรุนแรง จากการตกเป็นเหยื่อ Honey Trap ของหน่วยข่าวกรองต่างประเทศ และได้รับค่าตอบแทนมูลค่าสูง เพื่อแลกกับการเปิดเผยข้อมูลลับเกี่ยวกับจีนจำนวนมาก ทั้งยังลงนามในหนังสือที่จะคงให้ความร่วมมือกับหน่วยข่าวต่างประเทศต่อไปหลังจากเดินทางกลับจีนแล้ว นาย Zhang ถูกนาย Li จารชนต่างชาติที่อำพรางสถานะเป็นสมาชิกสมาคมธุรกิจท้องถิ่น ชักชวนให้ไปซื้อบริการทางเพศและถูก จนท. ตำรวจจับกุม

เลขาธิการอาเซียนรับมอบสัตยาบันสารเพื่อแก้ไขความตกลง AANZFTA จากออสเตรเลีย

เว็บไซต์สำนักเลขาธิการอาเซียน รายงานว่า นายเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน รับมอบสัตยาบันสาร (Instrument of Ratification-IOR) ของพิธีสารฉบับที่สองเพื่อแก้ไขความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (ASEAN-Australia-New Zealand Free Trade Area-AANZFTA) จากนาง Tiffany McDonald เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำอาเซียน ที่สำนักเลขาธิการอาเซียน กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เมื่อ 13 มี.ค.68 ซึ่งเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของออสเตรเลียในการเสริมสร้างการบูรณาการทางเศรษฐกิจกับอาเซียน พิธีสารดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ใน 21 เม.ย.68 ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาค

อินเดียประกาศสั่งห้ามกลุ่มสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนจัมมูและแคชเมียร์

เว็บไซต์ Business Standard รายงานเมื่อ 12 มี.ค.68 ว่า อินเดียประกาศสั่งห้ามกลุ่ม Awami Action Committee (AAC) และกลุ่ม Jammu and Kashmir Ittihad Ul Muslimeen (JKIM) ดำเนินกิจกรรม เป็นเวลา 5 ปี ในความผิดฐานโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านอินเดียและสนับสนุนการก่อการร้าย รวมถึงยุยงปลุกปั่นให้มีการแบ่งแยกดินแดนบริเวณดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์ ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมาย (The Unlawful Activities (Prevention) Act) ปี 1967 นอกจากนี้ นาย Amit Shah รมว.มท.อินเดีย ระบุเพิ่มเติมเมื่อ 11 มี.ค.68 ว่า บุคคลใดที่มีพฤติกรรมขัดต่อความความสงบ ระเบียบ และอธิปไตยของชาติจะถูกปราบปรามอย่างหนัก ขณะที่นาย Mirwaiz Umar Farooq ผู้นำกลุ่ม AAC ประณามการสั่งห้ามดังกล่าว และว่าการกระทำของกลุ่มปราศจากความรุนแรง และดำเนินตามวิถีประชาธิปไตย