เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากเหตุอุทกภัยในภาคใต้

Bloomberg รายงานกรณี สนค.เปิดเผยถึงผลกระทบจากเหตุอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ส่งผลให้การขนส่งสินค้าไปยังมาเลเซียหยุดชะงักโดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบรถยนต์ ซึ่งกระทบต่อความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานของไทย แต่อาจเป็นผลดีต่ออินโดนีเซียและเวียดนามที่เป็นคู่แข่ง ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจทำให้ไทยสูญเสียรายได้จากการส่งออกสูงถึงประมาณ 14,100 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งนี้ เหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นนับเป็นความท้าทายสำหรับไทย ต่อเนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมียนมาเมื่อ มี.ค. 68 และการปะทะบริเวณแนวชายแดนกับกัมพูชา เมื่อ ก.ค. 68 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/68 ชะลอตัวลงร้อยละ 0.6 จากไตรมาส 2/68

ไต้หวันจัดตั้งแพลตฟอร์มพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มการลงทุนในไทย

สนข.Taiwan News รายงานเมื่อ 3 ธ.ค.68 ว่านายหลัน เซี่ยหลี่ ผู้แทนไต้หวัน ประจำสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป/กรุงเทพฯ ประกาศการจัดตั้งแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการบุคลากรและผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีไต้หวัน ในไทย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากร และส่งเสริมการฝึกอบรมในสาขาที่เกี่ยวข้อง แพลตฟอร์มดังกล่าวจะอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูล รวบรวมทรัพยากร และวางรากฐานด้านการประสานงานระหว่างนักลงทุนไต้หวันกับหน่วยงานไทย เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ไต้หวันลงทุนในไทยประมาณ 1,540 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 49,000 ล้านบาท) เป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่อันดับ 4 ของไทย

ร่างผู้เสียชีวิตที่ได้รับจากฮะมาสไม่ใช่ตัวประกันอิสราเอลและไทย

สำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลแถลงเมื่อ 3 ธ.ค.68 ว่า ผลการพิสูจน์อัตลักษณ์ของร่างผู้เสียชีวิตที่ได้รับมอบจากกลุ่มฮะมาสเมื่อ 2 ธ.ค.68 (จนท.กาชาดสากลไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่า เป็นการส่งมอบชิ้นส่วนขนาดเล็กของร่างผู้เสียชีวิต) ปรากฏว่าชิ้นส่วนดังกล่าวไม่ได้มาจากร่างของจ่าสิบเอก Ran Gvili ทหารอิสราเอล อายุ 24 ปี และนายสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ แรงงานชาวไทย อายุ 43 ปี ซึ่งเป็นร่างตัวประกัน 2 รายสุดท้ายที่ยังตกค้างอยู่ในฉนวนกาซา โดยสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลระบุว่า ได้แจ้งผลการพิสูจน์อัตลักษณ์ดังกล่าวแก่ครอบครัวของจ่าสิบเอก Gvili และนายสุทธิศักดิ์ ทราบแล้ว พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าอิสราเอลจะไม่ยุติภารกิจจนกว่าจะนำร่างตัวประกันทั้ง 2 ราย ส่งคืนแก่ครอบครัว

SIPRI ระบุความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้บริษัทค้าอาวุธทั่วโลกมีรายได้เพิ่มขึ้น

สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสต็อกโฮล์ม (Stockholm International Peace Research Institute-SIPRI) เผยแพร่รายงานเมื่อ 1 ธ.ค. 68 ว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกและภูมิภาค โดยเฉพาะความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน และในฉนวนกาซา เป็นปัจจัยสำคัญให้บริษัทผู้ผลิตและค้าอาวุธชั้นนำของโลกจำนวนมากมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 เมื่อปี 2567 หรือประมาณ 679,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากบริษัทผลิตอาวุธในยุโรป สหรัฐฯ รัสเซียและอิสราเอล ขณะที่จากบริษัทผู้ผลิตอาวุธในเอเชียและโอเชียเนียลดลงเล็กน้อย โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของบริษัทค้าอาวุธจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ในภูมิภาค SIPRI ระบุด้วยว่าการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ ทำให้การจัดหาวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอาวุธและแรงงานที่มีทักษะอาจเป็นความท้าทายต่อการขยายกำลังการผลิต  ขณะที่ความต้องการอาวุธยังคงเพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดและความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ

สหรัฐฯ กระชับความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญและเทคโนโลยี AI กับพันธมิตร

สหรัฐฯจะจัดประชุม จนท.ระดับสูง กับพันธมิตร 8 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร อิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย ที่ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ  ใน 12 ธ.ค.68 โดยมุ่งกระชับความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ พลังงาน การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการคมนาคมขนส่งระหว่างกัน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้าน AI และลดการพึ่งพาจีนด้านแร่ธาตุสำคัญ   กรอบข้อริเริ่มดังกล่าวจะแตกต่างจากกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนความมั่นคงด้านทรัพยากรแร่ธาตุ (Minerals Security Partnership-MSP) ในสมัยอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน โดยจะมุ่งเน้นความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรที่มีศักยภาพในการผลิตเทคโนโลยีที่ครอบคลุมทุกมิติเกี่ยวกับ AI และมีมุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ที่สอดคล้องกับสหรัฐฯ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคง อีกทั้งจะมุ่งดำเนินความร่วมมือโดยใช้ยุทธศาสตร์ที่อเมริกาเป็นศูนย์กลาง (America centric) มากกว่าการตั้งรับหรือตอบสนองทางยุทธศาสตร์ต่อจีน

รัสเซียและจีนจะหารือด้านความมั่นคงทางยุทธศาสตร์

พล.อ.เซียร์เกย์ ชอยกู ลมช.รัสเซีย จะประชุมหารือด้านความมั่นคงทางยุทธศาสตร์กับนายหวัง อี้ รมว.กต.จีนใน 2 ธ.ค.68 ที่กรุงมอสโก ในประเด็นสำคัญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค รวมถึงสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตลอดจนความร่วมมือทางการทหารและเทคโนโลยีทางการทหาร และเสริมสร้างการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานด้านกฎหมายร่วมกัน นอกจากนี้ นายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย จะพบหารือกับนายหวัง อี้ รมว.กต.จีน ในวันเดียวกัน ก่อนหน้าการประชุมหารือครั้งนี้ พล.อ.ชอยกู ระบุว่า รัสเซียและจีนบรรลุความร่วมมือระหว่างกันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และจะเสริมสร้างการเจรจาหารือในช่องทางดังกล่าวต่อไป

แพทย์ชาวสิงคโปร์ช่วยสร้างหน่วยดูแลฉุกเฉินที่ชายแดนไทย-เมียนมา

Asia One ของสิงคโปร์เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการจัดตั้งหน่วยดูแลฉุกเฉิน (ECU) ของแม่ตาวคลินิก อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งมี น.ส.Tiah Ling แพทย์ชาวสิงคโปร์เป็นผู้ดูแลการก่อสร้างและวางแผนตั้งแต่ปี 2566 ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ขาดแคลนอุปกรณ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มีพื้นที่และทีมเฉพาะทางในการจัดการผู้ป่วยฉุกเฉินโดยตรง และส่งต่อผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ได้รวดเร็วขึ้น จากเดิมที่ผู้ป่วยบางรายต้องรอนาน รวมถึงการอบรมบุคลากรในการใช้เครื่องมือที่มีอย่างจำกัด ในขณะที่จำนวนผู้ป่วยในแม่ตาวคลินิกเพิ่มสูงขึ้น หลังจากการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564 โดยปัจจุบันมีผู้ไปรับคำปรึกษาประมาณ 130,000 ครั้งต่อปี

หญิงชาวอินเดียระบุเหตุผลเลือกมาใช้ชีวิตและย้ายไปอยู่ไทย

Hindustan Times และ NDTV รายงานกรณี น.ส.Shreya Mahendru คอนเทนต์ครีเอเตอร์/ที่ปรึกษาด้านอาชีพ เผยแพร่คลิปพร้อมข้อความผ่าน Instagram ระบุถึงเหตุผลที่เดินทางออกจากอินเดียและเลือกที่จะมาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ซึ่งแม้จะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่เป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่า เพราะมีความสงบ อากาศสะอาด ปลอดภัยสำหรับผู้หญิง  ผู้คนให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนตัว ระบบขนส่งสาธารณะและหน่วยงานราชการของไทยมีประสิทธิภาพ โพสต์ดังกล่าวได้รับเสียงตอบรับหลากหลาย ทั้งการสนับสนุนและไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม คนจำนวนมากเห็นด้วย และแบ่งปันประสบการณ์ของตนในการย้ายออกจากอินเดียมาอยู่ไทย โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย

สหรัฐฯ จะยุติการรับผู้โยกย้ายถิ่นฐานจากประเทศโลกที่สาม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อ 28 พ.ย.68 ผ่าน Truth Social และ X ว่าสหรัฐฯ จะยุติการรับผู้โยกย้ายถิ่นฐานจาก “ประเทศโลกที่สาม” อย่างถาวร เพื่อทบทวนและปฏิรูปการบริหารจัดการนโยบายการรับผู้โยกย้ายถิ่นฐานของสหรัฐฯ  พร้อมจะยกเลิกการรับผู้อพยพหลายล้านคนในสมัยประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน และเนรเทศผู้อพยพหรือโยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่สามารถสร้างประโยชน์ต่อสหรัฐฯ หรือไม่รักความเป็นอเมริกัน กับทั้งจะยกเลิกสวัสดิการและเงินสนับสนุนจากภาครัฐทั้งหมดของผู้ที่ไม่ใช่สัญชาติอเมริกัน ยกเลิกการให้สถานะสัญชาติอเมริกันกับผู้ได้รับการแปลงสัญชาติ (denaturalize migrants) และผู้บ่อนทำลายความสงบสุขในบ้านเมือง รวมทั้งจะขับไล่ชาวต่างชาติที่เป็นภาระและสิ้นเปลืองงบประมาณของรัฐบาลก  ผู้ที่เป็นความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะ หรือผู้ที่มีค่านิยม “ไม่สอดคล้องกับอารยธรรมโลกตะวันตก

เวเนซุเอลาเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพอธิปไตยเหนือน่านฟ้าของเวเนซุเอลา

กต.เวเนซุเอลา ออกแถลงการณ์เมื่อ 29 พ.ย.68 หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผยแพร่ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า น่านฟ้าเหนือและรอบ เวเนซุเอลาเป็นน่านฟ้าปิด แถลงการณ์มีเนื้อหาเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพอธิปไตยเหนือน่านฟ้าของเวเนซุเอลาซึ่งได้รับการคุ้มครองภายใต้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization -ICAO) และเวเนซุเอลาจะไม่ยอมรับคำสั่ง คำขู่ หรือการแทรกแซงจากต่างประเทศและองค์กรใด ๆ ต่อพื้นที่น่านฟ้าแห่งชาติของประเทศ นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ สหประชาชาติ และองค์กรพหุภาคีที่เกี่ยวข้อง อย่านิ่งเฉยต่อการดำเนินกิจกรรมทางทหารของสหรัฐฯ ที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในทะเลแคริบเบียนและพื้นที่ตอนเหนือของอเมริกาใต้ ทั้งนี้  เวเนซุเอลายืนยันว่า ท่าอากาศยานนานาชาติ Simón Bolívar ในเมือง Maiquetía  ยังคงให้บริการเที่ยวบินตามปกติ แม้สหรัฐฯ ขู่จะปิดน่านฟ้าเวเนซุเอลา