ญี่ปุ่นมี นรม.หญิง คนแรกในประวัติศาสตร์

สนข.Japan Times รายงานเมื่อ 21 ต.ค.68 ว่า นางทาคาอิจิ ซานาเอะ (อายุ 64 ปี/ปี 2568) หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democratic Party-LDP) พรรครัฐบาลญี่ปุ่น ได้รับการลงมติเลือกให้เป็น นรม.คนใหม่ของญี่ปุ่น ในการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ หลังนายอิชิบะ ชิเกรุ นรม.ญี่ปุ่น และ ครม. ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันเดียวกัน นางทาคาอิจิได้รับการลงมติด้วยจำนวน 237 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 465 คน ทั้งนี้ นางคาทาอิจิเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง นรม.ญี่ปุ่น

กองเรือแปซิฟิกของรัสเซียเดินทางถึงไทยเพื่อฝึกซ้อมรบร่วม

สนข. TASS รายงานเมื่อ 21 ต.ค.68 ว่า กองเรือแปซิฟิกของรัสเซีย ประกอบด้วยเรือฟริเกต Marshal Shaposhnikov เรือคอร์เวต Gremyashchy และเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ Boris Butoma เดินทางถึงฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยจะประจำการในไทยจนถึง 25 ต.ค.68  จะร่วมฝึกการสื่อสารและการซ้อมรบในน่านน้ำกับ ทร.ไทย ทั้งนี้ กองเรือแปซิฟิกของรัสเซียเดินทางออกจากท่าเรือเมืองวลาดีวอสตอคทางตะวันออกไกลของรัสเซียตั้งแต่ 2 ต.ค.68 เพื่อปฏิบัติภารกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์

อิสราเอลยืนยันว่ากลุ่มฮะมาสส่งมอบร่างตัวประกันไทย 1 ราย

กกล.ป้องกันอิสราเอล (IDF) แถลงเมื่อ 19 ต.ค.68 ว่า สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ Abu Kabir ในกรุงเทลอาวีฟของอิสราเอล ตรวจสอบตัวตนของร่างตัวประกันที่กลุ่มฮะมาสส่งมอบให้อิสราเอลเพิ่มเติม เมื่อ 18 ต.ค.68 จำนวน 2 ร่าง โดยเป็นร่างตัวประกันชายชาวอิสราเอล 1 ราย และร่างตัวประกันชายชาวไทย 1 ราย ชื่อนายสนธยา อัครศรี อายุ 30 ปี ภูมิลำเนาจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งก่อนหน้านี้ IDF ได้ยืนยันการเสียชีวิตของนายสนธยาอย่างเป็นทางการ เมื่อ พ.ค.67 ว่าถูกสังหารในนิคมเกษตร (Kibbutz) Be’eri ทางใต้ของอิสราเอล เมื่อ 7 ต.ค.66 ก่อนถูกกลุ่มฮะมาสนำร่างเข้าไปในฉนวนกาซา ด้านสำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลออกแถลงการณ์ แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของนายสนธยา และครอบครัวของตัวประกันที่เสียชีวิตทุกคน พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อนำร่างตัวประกันที่เสียชีวิตทั้งหมดออกมาจากฉนวนกาซา ทั้งนี้ กลุ่มฮะมาสส่งมอบร่างตัวประกันแก่อิสราเอลในห้วง 17-18 ต.ค.68 รวม 3 ราย ทำให้เหลือตัวประกันที่คาดว่าเสียชีวิตแล้วในฉนวนกาซาอีก 16…

ประธานาธิบดีจีนแสดงความยินดีกับหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋งคนใหม่ของไต้หวัน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน แสดงความยินดีต่อนาง Cheng Li-wun (อายุ 55 ปี/2568) ส.ส. พรรคก๊กมินตั๋ง (Kuomintang-KMT) ในโอกาสได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค KMT คนใหม่ เมื่อ 18 ต.ค.68 โดยอ้างถึงฉันทามติปี 2535 (1992 Consensus) ระหว่างจีนกับพรรค KMT ว่า ทั้งสองฝ่ายมีหลักการและรากฐานทางการเมืองที่มุ่งส่งเสริมความร่วมมือ สันติภาพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองฝ่าย รวมถึงคัดค้านแนวคิดเอกราชไต้หวันร่วมกัน ตลอดจนขับเคลื่อนการรวมชาติ ขณะที่นาง Cheng แสดงความขอบคุณต่อการแสดงความยินดีดังกล่าวของประธานาธิบดีสี อีกทั้งระบุว่าพรรค KMT จะเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างจีนกับไต้หวัน เพื่อส่งเสริมสันติภาพในช่องแคบไต้หวันต่อไป

รัสเซียเตรียมการจัดประชุมระหว่างประธานาธิบดีรัสเซีย-สหรัฐฯ

นาง Maria Zakharova โฆษก กต.รัสเซียระบุว่า นักการทูตของรัสเซียทุกระดับกำลังเร่งดำเนินการและประสานงานกับ รัฐบาลฮังการี เพื่อเตรียมการจัดประชุมระหว่างประธานาธิบดีรัสเซีย กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประเด็นความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่กรุงบูดาเปสต์  หลังได้หารือทางโทรศัพท์เมื่อ 16 ต.ค.68 และหลังการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับประธานาธิบดียูเครน ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 17 ต.ค.68   การประชุมอาจเกิดขึ้นภายในปลาย ต.ค.68  ซึ่งเงื่อนไขประการหนึ่งในข้อตกลงสันติภาพอาจรวมถึงการที่รัสเซียจะคืนดินแดนบางส่วนของแคว้นซาโปริซเซียและแคว้นเคอร์ซอนเพื่อแลกกับการครอบครองแคว้นโดเนสต์ทั้งหมด

เกาหลีใต้นำตัวพลเมืองที่เกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงในกัมพูชากลับประเทศ

สนข.ยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 18 ต.ค.68 ว่า พลเมืองเกาหลีใต้จำนวน 64 คน ซึ่งถูกทางการกัมพูชาควบคุมตัวจากการปฏิบัติการปราบปรามขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ ได้ถูกส่งตัวกลับประเทศ ภายใต้การควบคุมของ จนท.ตร.เกาหลีใต้ โดยผู้ต้องสงสัยทั้งหมดจะถูกสอบสวนทางอาญาในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าว ทั้งนี้ ในจำนวนทั้งหมดนี้ บางคนอยู่ในบัญชีหมายแดงขององค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (Interpol) ขณะที่บางคนอาจเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์หรือถูกบังคับใช้แรงงานในต่างประเทศ นอกจากนี้  เกาหลีใต้และกัมพูชาได้เห็นพ้องจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อรับมือกับอาชญากรรมหลอกลวงทางออนไลน์

จีน-สหรัฐฯ จะจัดการเจรจาการค้ารอบใหม่

จีนและสหรัฐฯ เห็นพ้องที่จะจัดการเจรจาการค้ารอบใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อหาทางเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดจากมาตรการตอบโต้ซึ่งกันและกันด้านการค้า โดยเป็นผลจากการหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายเหอ ลี่เฟิง รอง นรม. กับนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ เมื่อ 18 ต.ค.68   นายเบสเซนต์ระบุด้วยว่า การหารือกันเป็นไปอย่างจริงใจ  และจะพบกันในสัปดาห์หน้าเพื่อหารือกันต่อ ทั้งนี้ จีนประกาศควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายาก ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศตอบโต้ทันทีด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอีกร้อยละ 100 พร้อมทั้งขู่จะยกเลิกการพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน นอกรอบการประชุมเอเปกที่เกาหลีใต้ในปลาย ต.ค.68

ยูเครนแถลงผลการพบหารือกับสหรัฐฯ ประเด็นความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน

สนข.BBC และ Kyiv Independent รายงานเมื่อ 17 ต.ค.68 ว่าประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนแถลงหลังการพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประเด็นความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.แบบลับและใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงว่ ายังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงสนับสนุนขีปนาวุธ Tomahawk ได้ แต่ผู้นำทั้งสองพึงพอใจกับผลลัพธ์ของการหารือ โดยสหรัฐฯ ยืนยันไม่ต้องการให้ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนบานปลาย รวมถึงทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัสเซีย-ยูเครนเป็นลำดับแรก

ไทยเตรียมแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ

Bloomberg และ Reuters รายงานกรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รอง นรม./รมว.กค. เปิดเผยว่า เตรียมเสนอแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศต่อ ครม. รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการท่องเที่ยว หลังจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยเผชิญกับการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจีนที่ยังกังวลเรื่องความปลอดภัย ตลอดจนปัญหาเงินบาทแข็งค่าที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง ขณะที่นักท่องเที่ยวภายในประเทศยังมีการใช้จ่ายน้อย ทั้งนี้มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.2 ในปี 2568 ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันมีระยะเวลาเพียงสั้น ๆ ในการทำผลงาน ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปใน เม.ย. 69

กัมพูชาและไทยควรเรียนรู้บทเรียนจากความขัดแย้งปากีสถาน-อินเดีย 

Cambodianess เผยแพร่บทความของนาย Khath Bunthorn นักวิจัย Cambodia Development Resource Institute และนาย Ngin Chanrith นักวิชาการ University of Auckland นิวซีแลนด์ เกี่ยวกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยเปรียบเทียบกับความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน ที่มีสาเหตุคล้ายกันจากข้อพิพาทเขตแดน ชาตินิยมทางศาสนาและวัฒนธรรม รวมถึงบาดแผลทางประวัติศาสตร์  ความขัดแย้งได้พัฒนาไปสู่การแข่งขันที่ซับซ้อน เกิดการเผชิญหน้าทางทหารและสงครามหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก การค้าระหว่างประเทศตกต่ำ การใช้จ่ายด้านการทหารที่สูงทำให้สูญเสียงบประมาณในการพัฒนาภาคส่วนสำคัญอื่น เช่น การศึกษา สาธารณสุข แม้จะมีการเจรจา  แต่ความขัดแย้งยังคงไม่ได้รับการแก้ไข เนื่องจากความไม่ไว้วางใจต่อกันอย่างลึกซึ้ง ชาตินิยมกลายเป็นปัจจัยทางการเมือง   ซึ่งกรณีของไทย-กัมพูชายังไม่สายเกินไป หากต้องการแก้ไข โดยนำบทเรียนมาปรับใช้ ได้แก่ 1) อย่าปล่อยให้ข้อพิพาทเขตแดนกลายเป็นสิ่งกำหนดอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของชาติ 2) รักษากลไกการเจรจาทวิภาคีและใช้ประโยชน์จากกลไกระดับภูมิภาค 3) หลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหารและมุ่งเน้นการพัฒนาแนวชายแดน 4) ผู้นำต้องแยกความขัดแย้งออกจากการเมือง 5) ฟื้นฟูความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และ 6) ใช้วัฒนธรรมและศาสนาร่วมกันในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน