รมว.กต.รัสเซียพบหารือนอกรอบการประชุม UNSC กับ รมว.กต.หลายประเทศ

สำนักข่าว Tass รายงานเมื่อ 23 ม.ค.67 ว่า นายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศ(รมว.กต.)รัสเซีย ซึ่งอยู่ระหว่างเข้าร่วมการประชุมระหว่างประเทศที่จัดโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council – UNSC) ที่สหรัฐฯ ระหว่าง 22-24 ม.ค.67 พบหารือนอกรอบการประชุมฯ กับรมว.กต.หลายประเทศ อาทิ รมว.กต.อิหร่าน รมว.กต.เลบานอน รมว.กต.ตุรกี และรมว.กต.อินโดนีเซีย ทั้งนี้ในประเด็นที่เกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคทั้งในตะวันออกกลาง ทรานส์คอเคเซีย ทะเลแดงนั้น รมว.กต.รัสเซียเห็นว่าแต่ละฝ่ายจำเป็นที่ต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหา รัสเซียสนับสนุนแนวทางการหยุดยิงในฉนวนกาซาอย่างทันที และการจัดสรรความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่พลเรือน รวมทั้งแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในทะเลแดงที่ความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และประเทศที่เข้าร่วมกับเยเมน

รัสเซียอนุมัติร่างข้อตกลงความร่วมมือทางทหารกับลาว

       สำนักข่าว Tass ของรัสเซีย รายงานเมื่อ 20 ม.ค.67 ว่า รัสเซียอนุมัติร่างข้อตกลงความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียกับลาว เมื่อ 19 ม.ค.67 โดยมอบหมายให้กระทรวงกลาโหลรัสเซียเจรจาและลงนามข้อตกลงกับฝ่ายลาว ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนาความร่วมมือทางทหาร โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลประเด็นทางการทหารและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพัฒนาความสัมพันธ์ในด้านเวชศาสตร์การทหาร ประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศ กีฬา และวัฒนธรรม ทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์​ประเด็นการรักษาสันติภาพ การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ การปฏิบัติการ การซ่อมบำรุงและยกระดับเทคโนโลยียานพาหนะทางทหาร

สื่อสหรัฐฯ อ้างว่ากองทัพอิสราเอลยังไม่สามารถกำจัดกลุ่มฮะมาสได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ

สำนักข่าววอลสตรีทเจอร์นัล รายงานเมื่อ 21 ม.ค.67 อ้างรายงานข่าวกรองทางทหารของสหรัฐฯ ประเมินว่า การสู้รบอิสราเอล-กลุ่มฮะมาสจะยืดเยื้อไปอีกหลายเดือน เนื่องจากกองทัพอิสราเอลยังไม่สามารถกำจัดกลุ่มฮะมาสได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ โดยสามารถสังหารนักรบของกลุ่มฮะมาสได้เพียงร้อยละ 20-30 หรือ 6,000-9,000 นาย จากกองกำลังทั้งหมด 25,000-30,000 นาย และได้รับบาดเจ็บ 10,500-11,700 นาย ซึ่งถือเป็นการสู้รบที่ไม่มีประสิทธิภาพตามหลักนิยมทางทหารของสหรัฐฯ ขณะที่เห็นว่ากลุ่มฮะมาสก็ยังมีขีดความสามารถเพียงพอในการโจมตีตอบโต้อิสราเอล แม้จะเผชิญแรงกดดันจากการสูญเสียเครือข่ายบางส่วน โดยกลุ่มฮะมาสใช้การโจมตีแบบสงครามในเมือง (Urban Warfare) พร้อมทั้งปรับยุทธวิธีสู้รบเป็นการปฏิบัติการกลุ่มย่อยซ่อนตัวซุ่มโจมตีกองทัพอิสราเอล อีกทั้งยังพยายามรื้อฟื้นการจัดตั้งกองกำลังตำรวจ และหน่วยลาดตระเวนในฉนวนกาซาตอนเหนือ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและอำนาจในการครอบครองพื้นที่

นรม.อิสราเอลปฏิเสธกลุ่มฮะมาสที่เสนอให้ยุติสงครามในฉนวนกาซาแลกกับการปล่อยตัวประกัน

      นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล แถลงเมื่อ 21 ม.ค.67 ปฏิเสธข้อเสนอของกลุ่มฮะมาสที่เรียกร้องให้อิสราเอลยุติสงครามและถอนกำลังทหารออกจากฉนวนกาซาโดยสมบูรณ์ รวมถึงปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ในเรือนจำอิสราเอล และยอมให้กลุ่มฮะมาสปกครองฉนวนกาซาต่อไป เพื่อแลกเปลี่ยนกับการปล่อยตัวประกันที่ยังถูกควบคุมตัวอย่างน้อย 132 คน เนื่องจากขัดกับแนวทางของรัฐบาลอิสราเอลที่ไม่ต้องการให้กลุ่มฮะมาสมีอำนาจทางการเมืองและการทหารในฉนวนกาซา รวมทั้งรัฐบาลอิสราเอลต้องการสิทธิดูแลด้านความมั่นคงครอบคลุมพื้นที่ทางตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน (ดินแดนปาเลสไตน์ทั้งหมด) ด้านนาย Sami Abu Zuhri เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกลุ่มฮะมาส ระบุว่าการปฏิเสธที่จะยุติการโจมตีฉนวนกาซาของอิสราเอล จะทำให้ตัวประกันไม่มีโอกาสได้รับการปล่อยตัว ทั้งนี้ ปัจจุบันรัฐบาลอิสราเอลเผชิญแรงกดดันอย่างมากจากครอบครัวตัวประกันและชาวอิสราเอลที่รวมตัวประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งช่วยตัวประกันก่อนเป็นอันดับแรก รวมถึงให้ นายเนทันยาฮู ลาออก

UWSA ปฏิเสธข่าวลือกรณีการวางแผนโจมตี บก.ภาคสามเหลี่ยมในรัฐฉานของเมียนมา

  สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานเมื่อ 18 ม.ค.67 ว่า กองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army – UWSA) ซึ่งเป็นกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่มีขีดความสามารถทางทหารสูงที่สุดในรัฐฉาน ปฏิเสธข่าวลือกรณีการวางแผนโจมตี บก.ภาคสามเหลี่ยม ของกองทัพเมียนมา ที่ตั้งอยู่ใน จ.เชียงตุง รัฐฉาน หลังจากบุกยึดครองพื้นที่ จ.โฮปัง และ จ.ปานโหลง เมื่อต้น ม.ค.67 โดยนาย Nyi Rang เจ้าหน้าที่ประสานงานของ UWSA ยืนยันตามแถลงการณ์ของกลุ่ม เมื่อ 17 ม.ค.67 ว่า UWSA จะยึดมั่นต่อข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลเมียนมา และมีความเป็นกลางโดยไม่เข้าไปแทรกแซงการสู้รบในรัฐฉาน

ประธานาธิบดีสหรัฐฯหารือทางโทรศัพท์กับ นรม.อิสราเอล

ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯแถลงเมื่อ 19 ม.ค.67 ว่า ประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน หารือทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลเมื่อช่วงเช้าของวันเดียวกัน เกี่ยวกับความพยายามช่วยเหลือตัวประกันที่ยังถูกกลุ่มฮะมาสควบคุมตัว รวมทั้งสถานการณ์ในฉนวนกาซาและปรับเป้าหมายปฏิบัติการเพื่อให้การส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสะดวกยิ่งขึ้น โดยยังคงการกดดันทางทหารต่อกลุ่มฮะมาสและแกนนำเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อพลเรือน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้แลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับแนวทาง 2 รัฐที่อิสราเอลยังคงมีหลักประกันด้านความมั่นคง

บริษัทด้านโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ของฝรั่งเศสมีแผนลงทุนในกัมพูชา

  หนังสือพิมพ์ Khmer Times รายงานเมื่อ 19 ม.ค.67 ถึงการหารือระหว่างนายซุน จันทล รองนายกรัฐมนตรีและรองประธานสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา กับนาย Rodolphe SAADE ประธานและกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริษัท CMA CGM Group ซึ่งทำธุรกิจขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ของฝรั่งเศส ที่ปารีส ฝรั่งเศส เมื่อ 18 ม.ค.67 โดย CMA CGM Group สนใจขยายการลงทุนในกัมพูชา ซึ่งนายซุน จันทล ย้ำคำมั่นของรัฐบาลกัมพูชาในการจัดหาสภาพแวดล้อมและสิ่งจำเป็นที่เอื้อต่อการลงทุน นอกจากนี้ในวันเดียวกัน นายซุน จันทล ยังหารือกับนาง Sophie Viger กรรมการผู้จัดการสถาบันด้านเทคโนโลยี Ecole 42 ของฝรั่งเศส โดย Ecole 42 เสนอการจัดฝึกอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายให้แก่นักเรียนกัมพูชาในด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาซอฟต์แวร์ทั้งในรูปแบบทฤษฎีและการจัดทำโครงงาน

เลขาธิการอาเซียนเปิดการประชุมคณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียน ครั้งที่ 1 ประจำปี 2567

  เว็บไซต์ asean.org รายงานเมื่อ 18 ม.ค.67 ว่า นายแกว กึม ฮวน เลขาธิการอาเซียน เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมคณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียน (Committee of Permanent Representatives-CPR) ครั้งที่ 1 ประจำปี 2567 ในวันเดียวกัน ณ สำนักเลขาธิการอาเซียน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของแนวคิดหลัก “อาเซียนเสริมสร้างการเชื่อมโยงและความยืดหยุ่น” (ASEAN: Enhancing Connectivity and Resilience) ว่า อาเซียนจำเป็นต้องเสริมสร้างความสามัคคีและรักษาความเป็นแกนกลาง เพื่อส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจ ความเปิดกว้าง และความเชื่อมโยง เปิดรับเทคโนโลยีและดิจิทัล ปกป้องกลุ่มเปราะบาง และลงทุนต่อเยาวชนในภูมิภาค

มาเลเซียนำเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งออกลาดตระเวนในเขตทะเลจีนใต้

สนข.แห่งชาติมาเลเซีย (เบอร์นามา) รายงานเมื่อ 18 ม.ค.67 ว่า หน่วยบังคับใช้กฎหมายทางทะเล (MMEA) ของมาเลเซีย นำเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (Offshore Patrol Vessel-OPV1) ที่ผลิตขึ้นในประเทศลำแรก (จากทั้งหมด 3 ลำ) ปฏิบัติการลาดตระเวนอย่างเป็นทางการบริเวณน่านน้ำรัฐซาราวักและซาบาห์ในพื้นที่ทะเลจีนใต้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ปกป้องอธิปไตย และป้องกันภัยคุกคามทางทะเล รวมทั้งป้องกันการรุกล้ำน่านน้ำจากกลุ่มเรือประมง และดูแลความปลอดภัยให้แก่บริษัทสำรวจขุดเจาะน้ำมันบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ MMEA คาดว่าจะได้รับมอบเรือ OPV2 และ OPV3 ในปี 2569 ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าร้อยละ 76 และ 56 ตามลำดับ รวมทั้งเตรียมจัดซื้อ ฮ.ใหม่ 4 ลำ เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการปฏิบัติการ

NGO ด้านมนุษยธรรมกังวลว่าสถานกาณ์ตึงเครียดในทะเลแดงอาจส่งผลกระทบต่อวิกฤตมนุษยธรรมในเยเมน

  สำนักข่าว AFP รายงานเมื่อ 17 ม.ค.67 ว่า องค์กรด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ปฏิบัติภารกิจในเยเมน รวม 26 องค์กร เช่น CARE International (สวิตเซอร์แลนด์) Norwegian Refugee Council (นอร์เวย์) และกองทุน Save the Children (สหราชอาณาจักร) ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในทะเลแดง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการใช้ช่องทางการทูต เพื่อลดความรุนแรงและปกป้องความพยายามสร้างสันติภาพในเยเมน โดยเนื้อหาบางส่วนของแถลงการณ์ระบุว่า การตอบโต้ทางทหารที่เพิ่มระดับมากขึ้นในทะเลแดงอาจส่งผลกระทบต่อวิกฤตมนุษยธรรมในเยเมนที่อยู่ในภาวะเลวร้ายที่สุดในโลก เนื่องจากการตอบโต้ทางทหารจะทำให้การส่งความช่วยเหลือไปเยเมนเกิดความล่าช้า ค่าใช้จ่ายในการขนส่งความช่วยเหลือเพิ่มสูงขึ้น และอาจต้องระงับภารกิจด้านมนุษยธรรมในเยเมน หากสถานการณ์ลุกลามบานปลาย ทั้งนี้ โครงการอาหารโลก (World Food Programme) ระงับการแจกจ่ายอาหารแก่พลเรือนเยเมนในพื้นที่ควบคุมของกบฏ Houthi ตั้งแต่ ธ.ค.66 แล้วเนื่องจากถูกตัดเงินช่วยเหลือและมีปัญหาขัดแย้งกับกบฏ Houthi ขณะที่กองทุน Save the Children ระงับภารกิจในพื้นที่ตอนเหนือของเยเมน ตั้งแต่ ต.ค.66 เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของกองทุนฯ ถูกกบฏ Houthi คุกคาม