ไทยถูกเวียดนามแซงขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจีน

ข้อมูลจากองค์กรวิจัยในจีน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจในไทย รวมถึงแพลตฟอร์มบริการการท่องเที่ยว แสดงให้เห็นว่าเวียดนามได้ก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางหลักในการท่องเที่ยวของชาวจีนแทนที่ไทย โดยห้วงเดือน ม.ค. – ส.ค. 68 ชาวจีนเดินทางไปเที่ยวเวียดนามมากถึง 3.5 ล้านคน เมื่อเทียบกับไทยในห้วงเวลาเดียวกันอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านคน ทำให้จีนกลายเป็นอันดับ 2 ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนไทย รองจากมาเลเซีย นอกจากนี้ แม้จะใกล้เข้าช่วงวันหยุดยาว (Golden Week) ในวันชาติจีน (ช่วงต้น ต.ค.68) แต่บรรยากาศของนักท่องเที่ยวจีน ไม่คึกคักเท่าที่ควร และจำนวนเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำลดลง ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากชาติเอเชียตะวันออกที่เป็นตลาดหลักของไทย เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น ยังหันไปท่องเที่ยวเวียดนามมากขึ้น โดยนอกจากปัญหาความไม่เชื่อมั่นความปลอดภัยในไทยแล้ว ยังเป็นเพราะค่าเงินบาทไทยแข็งค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหยวนของจีนและดองของเวียดนาม รวมถึงชาวจีนที่เดินทางด้วยตนเองชื่นชอบความสดใหม่ของสถานที่และแสวงหาประสบการณ์ใหม่ในการเดินทาง ซึ่งเวียดนามมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวดั้งเดิมกับแหล่งท่องเที่ยวพัฒนาใหม่ มีย่านชอปปิ้งหรูหรา และร้านอาหารข้างทางคล้ายไทย แต่ราคาถูกกว่า จึงตอบโจทย์นักท่องเที่ยวจีน

กลุ่มเปราะบางกลายเป็นเป้าหมายในการว่าจ้าง/หลอกลวงให้เปิดบัญชีม้า

พบปัญหาหลอกเปิดบัญชีม้าของกลุ่มหลอกลวงออนไลน์เข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย รวมถึงกรุงเทพฯ พื้นที่อาศัยของคนไร้บ้าน เช่น สนามหลวง ย่านพระนคร โดยมีเป้าหมายเป็นกลุ่มคนไร้บ้าน รูปแบบการเข้ามาหลอกลวงมีทั้งเข้ามาสอบถามแบบเปิดเผย และเข้ามาหลอกสอบถามข้อมูลส่วนตัวและขอบัตรประชาชน โดยอ้างเพื่อจะนำของมาแจก หรือช่วยทำเรื่องขึ้นทะเบียนบัตรผู้สูงอายุและสิทธิสวัสดิการต่าง ๆ นอกจากนี้ พบกลุ่มเยาวชนที่ไม่ยอมกลับบ้านในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเป้าหมายด้วย แต่การถูกหลอกจะชักชวนให้เปิดบัญชีม้าที่อ้างเพื่อนำไปทำบัญชีค้าขายออนไลน์หรือทำงานพิเศษ และบางรายถูกเพื่อน (ที่ถูกหลอกจากกลุ่มหลอกลวงออนไลน์อีกทอดหนึ่ง) ยืมบัญชีโดยอ้างเพื่อให้พ่อแม่โอนเงินเข้าบัญชีมาคืนเงินที่ยืม ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญ ได้แก่ กลุ่มผู้ที่ตกเป็นเหยื่อต่างหลงเชื่อหรือเต็มใจเปิดบัญชีม้าให้ เพราะได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเพียงบัญชีละ ๑,๐๐๐ บาท และกลุ่มหลอกลวงออนไลน์ที่เข้ามาหลอกเปิดบัญชีม้ามากันเป็นกลุ่ม หรือทำเป็นขบวนการ และพบมี จนท.รัฐ และ จนท.ธนาคารในพื้นที่ เกี่ยวข้องหรือปล่อยให้กลุ่มหลอกลวงออนไลน์เข้ามาเคลื่อนไหวได้อย่างเปิดเผย

ประธานสภาแห่งชาติกัมพูชาพบหารือกับประธานสภาผู้แทนราษฎรมาเลเซียนอกรอบการประชุม AIPA

สมเด็จฯ ควน สุดารี ประธานสภาแห่งชาติกัมพูชาพบหารือทวิภาคีกับ ตัน ศรี โจฮารี อับดุล ประธานสภาผู้แทนราษฎรมาเลเซียและประธานสมัชชารัฐสภาอาเซียน (AIPA) นอกรอบการประชุมใหญ่ AIPA ครั้งที่ 46 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อ 20 ก.ย.68  สมเด็จฯ ควน สุดารี ขอบคุณมาเลเซียสำหรับการต้อนรับ และชื่นชมบทบาทประธาน AIPA ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. และความพยายามในการสร้างความปรองดองและฟื้นฟูสถานการณ์ระหว่างกัมพูชากับไทยให้กลับสู่ภาวะปกติ รวมถึงการสนับสนุนกฎบัตรสันติภาพสากล  ซึ่งเป็นความสำเร็จของอาเซียนและมนุษยชาติในการฟื้นฟูและขับเคลื่อนสันติภาพในภูมิภาคอย่างเข้มแข็ง ด้าน ตัน ศรี โจฮารี อับดุล ขอบคุณกัมพูชาสำหรับการมีส่วนร่วม และให้คำมั่นถึงบทบาทมาเลเซียในการรักษาสันติภาพทั้งในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่ง กัมพูชากับไทย ด้วยจิตวิญญาณและเป็นหนึ่งเดียวกับครอบครัวอาเซียน โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายชื่นชมความสัมพันธ์ทวิภาคีกัมพูชา-มาเลเซีย ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ครอบคลุมการลงทุน เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว เฉพาะอย่างยิ่ง ชาวกัมพูชาเดินทางไปมาเลเซียมากขึ้น เพื่อท่องเที่ยวและบริการทางการแพทย์ สะท้อนถึงการเชื่อมต่อระหว่างประชาชนทั้งสองฝ่ายอย่างลึกซึ้ง

ญี่ปุ่นตรวจพบเรือ ทร.รัสเซียเดินเรือผ่านช่องแคบของประเทศ

ส่วนเสนาธิการร่วมของญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์เมื่อ 19 ก.ย.68 ว่า กองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น ตรวจพบเรือของ ทร.รัสเซีย จำนวน 4 ลำ ประกอบด้วยเรือพิฆาต 1 ลำ (หมายเลขเรือ 548) เรือฟริเกต 1 ลำ (หมายเลขเรือ 333) เรือยกพลขนาดใหญ่ 1 ลำ (หมายเลขเรือ 066) และเรือกวาดทุ่นระเบิดใกล้ฝั่ง 1 ลำ (หมายเลขเรือ 757) เมื่อ 161100 ก.ย.68 ที่บริเวณห่างจากแหลมโซยะไปทางเหนือเป็นระยะทางประมาณ 30 กม.   รวมทั้งแล่นผ่านช่องแคบโซยะ มุ่งหน้าทิศ ตต. ทั้งนี้ ช่องแคบโซยะเป็นช่องแคบที่คั่นกลางระหว่างเกาะฮอกไกโด จ.ฮอกไกโด ทางเหนือของญี่ปุ่น กับเกาะซาคาลิน แคว้นซาคาลิน ของรัสเซีย

มาเลเซีย-เวียดนามส่งเสริมการค้าและการลงทุนสินค้า

สนข.Vietnamnews รายงานเมื่อ 19 ก.ย.68 ว่า นายริชาร์ด คอร์ ประธานหอการค้ามาเลเซีย-เวียดนาม (MVCC) ได้ให้การต้อนรับนาย เจิ่น ฮง ฮา รอง นรม.เวียดนาม ในโอกาสเดินทางเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่รัฐสภาอาเซียน ครั้งที่ 46 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยได้หารือด้านการส่งเสริมการค้าและลงทุน โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์เวียดนามได้รับการรับรองตราฮาลาลจากหน่วยงานฮาลาลของมาเลเซีย เพื่อขยายตลาดผลิตภัณฑ์ฮาลาลของเวียดนามไปทั่วโลก ขณะที่ รอง นรม.เวียดนามยังเชิญชวนให้บริษัทมาเลเซียไปลงทุนในเวียดนาม เช่น พลังงาน อสังหาริมทรัพย์  ดิจิทัล  เศรษฐกิจสีเขียว  โทรคมนาคม การศึกษา และสุขภาพ ขณะที่มาเลเซียหวังจะเห็นบริษัทเวียดนามเข้ามาลงทุนในภาคส่วนต่างๆ มากขึ้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการแปรรูปอาหาร

UNSC ล้มเหลวในการออกข้อมติหยุดยิงในฉนวนกาซา

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดการประชุมเมื่อ 18 ก.ย.68 เพื่อพิจารณาร่างข้อมติเกี่ยวกับสถานการณ์ในฉนวนกาซา ซึ่งเสนอโดยสมาชิกไม่ถาวร UNSC 10 ประเทศ ได้แก่ แอลจีเรีย เดนมาร์ก กรีซ กายอานา ปากีสถาน ปานามา เกาหลีใต้ เซียร์ราลีโอน สโลวีเนีย และโซมาเลีย สาระสำคัญคือให้หยุดยิงในฉนวนกาซาทันที ปล่อยตัวตัวประกันทั้งหมด และให้อิสราเอลยกเลิกข้อจำกัดในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยมีสมาชิก UNSC เห็นชอบร่างข้อมติดังกล่าว 14 ประเทศจากทั้งหมด 15 ประเทศ แต่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นสมาชิกถาวร UNSC ใช้สิทธิยับยั้ง ส่งผลให้ร่างข้อมติไม่ผ่านการรับรอง ซึ่งสหรัฐฯ ชี้แจงว่าการหยุดยิงจะเปิดโอกาสให้กลุ่มฮะมาสสามารถกลับมาผนึกกำลังได้อีกครั้ง และย้ำว่าวิกฤตด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซาเป็นผลมาจากการกระทำของฮะมาสไม่ใช่อิสราเอล การใช้สิทธิ Veto ของสหรัฐฯ ครั้งนี้ ส่งผลให้สมาชิก UNSC หลายประเทศแสดงความไม่พอใจ ขณะที่จีนกล่าวโจมตีสหรัฐฯ ว่าใช้อำนาจในทางมิชอบ ด้านรัสเซียระบุว่า สถานการณ์ในฉนวนกาซาจะไม่ดีขึ้นตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงไม่เปลี่ยนมุมมอง ทั้งนี้ การประชุม UNSC เพื่อพิจารณาร่างข้อมติเกี่ยวกับสถานการณ์ในฉนวนกาซา…

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะพิจารณาการอุทธรณ์ใช้มาตรการภาษีตอบโต้

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะเปิดการพิจารณาการยื่นอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ กรณีที่ศาลอุทธรณ์ออกคำสั่งระงับการใช้อำนาจของประธานาธิบดีและฝ่ายบริหารในการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ภายใต้อำนาจรัฐบัญญัติทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในสภาวะฉุกเฉิน (International Emergency Economic Powers Act – IEEPA) เพราะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใน 5 พ.ย.68  โดยมาตรการภาษีศุลกากรดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้ในระหว่างรอการพิจารณาคดี  และหากศาลศสูงสุดตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ จะส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 50 อยู่ที่ร้อยละ 16.3  และสหรัฐฯ อาจจะต้องจ่ายเงินที่เก็บจากมาตรการภาษีคืนหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

เวียดนามหวังให้จีนส่งเสริมเศรษฐกิจ การค้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และมิติอื่น ๆ

การพบหารือระหว่างนายมาย วัน จิ๊ญ รอง นรม.เวียดนาม กับ นายหานเจิ้ง รองประธานาธิบดีจีน ที่เมืองหนานหนิง จีน เมื่อ 16 ก.ย.68 นอกรอบงานแสดงสินค้า China-ASEAN Expo (CAEXPO) ครั้งที่ 22 และการประชุมส่งเสริมธุรกิจและการลงทุนจีน-อาเซียน (China-ASEAN Business and Investment Summit-CABIS) โดยเวียดนามให้คงการเยือน ส่งเสริมการค้าอย่างยั่งยืน รวมทั้งความร่วมมือและการลงทุนในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล สีเขียว และหมุนเวียน รวมถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยเวียดนามรับจะเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนอย่างจริงจัง เฉพาะอย่างยิ่งโครงการลงทุนขนาดใหญ่จากจีน ทั้งนี้ รอง นรม.เวียดนามขอให้จีนส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางราง ผ่านคณะกรรมการร่วมเส้นทางรถไฟเวียดนาม-จีน โดยเฉพาะการเริ่มดำเนินการโครงการเส้นทางรถไฟ จ.หล่าวกาย-กรุงฮานอย-นครไฮฟอง ภายในปี 2568 รวมถึงเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรและประมงของเวียดนามไปยังตลาดจีน พร้อมทั้งกระตุ้นการขนส่งสินค้าข้ามแดน

รัฐบาลกัมพูชาประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปี 2569 เป็น 210 ดอลลาร์สหรัฐ

สมเด็จฯ ฮุน มาแนต นรม.กัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อ 17 ก.ย.68 ยินดีต่อการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ภายหลังที่ประชุมสภาค่าจ้างขั้นต่ำแห่งชาติ มีมติปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำสำหรับแรงงานในภาคสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และสินค้าการเดินทาง ในปี 2569 จาก 208 ดอลลาร์สหรัฐ/เดือน เป็น 210 ดอลลาร์สหรัฐ/เดือน ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชามีนโยบายปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำทุกปี เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตแรงงานกัมพูชา

ตำรวจรัฐกลันตันเตือนประชาชนไม่ใช้เส้นทางผิดกฎหมายข้ามแดนเข้าไทย

สนข.แห่งชาติมาเลเซีย (เบอร์นามา) รายงานเมื่อ 16 ก.ย.68 ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐกลันตันออกประกาศเตือนประชาชนไม่ให้ใช้เส้นทางผิดกฎหมายเพื่อข้ามแดนเข้าไทย แม้ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ICQS) เช่น ด่านรันเตา-ปันยัง ด่านเปิงกาลันกูโบ และด่านบุกิตบุหงา จะมีผู้ใช้บริการหนาแน่น เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ (วันเฉลิมฉลองการจัดตั้งสหพันธรัฐมาเลเซีย) โดยขอให้ประชาชนใช้ช่องทางถูกกฎหมาย เตรียมเอกสารเดินทางให้ครบถ้วน เคารพกฎหมายจราจร และไม่ลักลอบนำสิ่งต้องห้ามเข้า-ออกประเทศ เพื่อความปลอดภัยและลดความสับสนที่ชายแดน ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ผ่านการตรวจสอบของกระบวนการเข้าเมือง มีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง โดยมีโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 ริงกิต (ประมาณ 75,730 บาท)