ยูเครนแถลงผลการพบหารือกับสหรัฐฯ ประเด็นความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน

สนข.BBC และ Kyiv Independent รายงานเมื่อ 17 ต.ค.68 ว่าประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนแถลงหลังการพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประเด็นความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.แบบลับและใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงว่ ายังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงสนับสนุนขีปนาวุธ Tomahawk ได้ แต่ผู้นำทั้งสองพึงพอใจกับผลลัพธ์ของการหารือ โดยสหรัฐฯ ยืนยันไม่ต้องการให้ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนบานปลาย รวมถึงทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัสเซีย-ยูเครนเป็นลำดับแรก

ไทยเตรียมแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ

Bloomberg และ Reuters รายงานกรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รอง นรม./รมว.กค. เปิดเผยว่า เตรียมเสนอแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศต่อ ครม. รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการท่องเที่ยว หลังจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยเผชิญกับการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจีนที่ยังกังวลเรื่องความปลอดภัย ตลอดจนปัญหาเงินบาทแข็งค่าที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง ขณะที่นักท่องเที่ยวภายในประเทศยังมีการใช้จ่ายน้อย ทั้งนี้มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.2 ในปี 2568 ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันมีระยะเวลาเพียงสั้น ๆ ในการทำผลงาน ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปใน เม.ย. 69

กัมพูชาและไทยควรเรียนรู้บทเรียนจากความขัดแย้งปากีสถาน-อินเดีย 

Cambodianess เผยแพร่บทความของนาย Khath Bunthorn นักวิจัย Cambodia Development Resource Institute และนาย Ngin Chanrith นักวิชาการ University of Auckland นิวซีแลนด์ เกี่ยวกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยเปรียบเทียบกับความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถาน ที่มีสาเหตุคล้ายกันจากข้อพิพาทเขตแดน ชาตินิยมทางศาสนาและวัฒนธรรม รวมถึงบาดแผลทางประวัติศาสตร์  ความขัดแย้งได้พัฒนาไปสู่การแข่งขันที่ซับซ้อน เกิดการเผชิญหน้าทางทหารและสงครามหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก การค้าระหว่างประเทศตกต่ำ การใช้จ่ายด้านการทหารที่สูงทำให้สูญเสียงบประมาณในการพัฒนาภาคส่วนสำคัญอื่น เช่น การศึกษา สาธารณสุข แม้จะมีการเจรจา  แต่ความขัดแย้งยังคงไม่ได้รับการแก้ไข เนื่องจากความไม่ไว้วางใจต่อกันอย่างลึกซึ้ง ชาตินิยมกลายเป็นปัจจัยทางการเมือง   ซึ่งกรณีของไทย-กัมพูชายังไม่สายเกินไป หากต้องการแก้ไข โดยนำบทเรียนมาปรับใช้ ได้แก่ 1) อย่าปล่อยให้ข้อพิพาทเขตแดนกลายเป็นสิ่งกำหนดอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของชาติ 2) รักษากลไกการเจรจาทวิภาคีและใช้ประโยชน์จากกลไกระดับภูมิภาค 3) หลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหารและมุ่งเน้นการพัฒนาแนวชายแดน 4) ผู้นำต้องแยกความขัดแย้งออกจากการเมือง 5) ฟื้นฟูความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และ 6) ใช้วัฒนธรรมและศาสนาร่วมกันในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

ไทยอาจเผชิญปัญหาเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมายจนถึงปี 2569

  Bloomberg รายงานกรณีนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการ ธปท. ก่อนจะพ้นจากตำแหน่ง ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกถึง รมว.กค. เตือนถึงปัญหาเศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงว่า มีสาเหตุจากความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ลดลง และภาวะการเงินที่ตึงตัว เนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิต ซึ่งต้องเร่งแก้ไข แต่นโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และยืนยันว่าอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งยังไม่มีสัญญาณของภาวะเงินฝืด  ความเสี่ยงที่ควรติดตาม ได้แก่ 1) การชะลอลงของราคาสินค้าในวงกว้าง 2) ความผันผวนของราคาพลังงานโลก และ 3) การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานจากสงครามการค้า   นายเศรษฐพุฒิย้ำถึงความท้าทายของ ธปท.ในการรักษาอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายร้อยละ 1-3 และยังสะท้อนแนวคิดของ กนง.ที่ตัดสินใจคงดอกเบี้ย แม้เงินเฟ้อจะติดลบต่อเนื่องนานถึง 6 เดือน

เอกชนไทยลงทุนสร้างศูนย์การค้าใหม่ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ลดลง

  Nikkei Asia เผยแพร่รายงานสาระสำคัญเกี่ยวกับกรณี บมจ.เซ็นทรัลพัฒนาลงทุน 21,000 ล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์การค้า “The Central พหลโยธิน” โดยระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคไทยปรับตัวลดลง และการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง โดยไตรมาส 2/2568 เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2.8 จึงทำให้รัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการฟื้นโครงการคนละครึ่ง สำหรับธุรกิจค้าปลีกของไทยในปี 2568 น่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 4.6 ซึ่งลดลงจากปี 2567 ที่ขยายตัวร้อยละ 6.02 เนื่องจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ หนี้ครัวเรือนที่สูง และเผชิญกับความท้าทายจากปริมาณศูนย์การค้าเกิดใหม่มีเพิ่มขึ้นเมื่อห้วงปี 2567 จึงจะทำให้อุตสาหกรรมค้าปลีกไทยต้องแข่งขันกันสูงขึ้น

ผู้นำเกาหลีใต้-ไทยเห็นพ้องขยายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และเร่งรัดจัดทำ CEPA

โฆษกประจำทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ แถลงเมื่อ 16 ต.ค.68 ว่า ประธานาธิบดีอี แจ มย็อง ของเกาหลีใต้ ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นรม.ไทย เป็นครั้งแรก โดยผู้นำเกาหลีใต้ย้ำว่า ไทยเป็นมิตรประเทศดั้งเดิมและเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือในด้านต่าง ๆ อาทิ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การเงินดิจิทัล และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งเร่งรัดการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (Comprehensive Economic Partnership Agreement-CEPA) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีใต้ได้แสดงความขอบคุณรัฐบาลไทยที่เคยให้การสนับสนุน โดยส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลีระหว่างปี 2493-2496 ขณะที่ นรม.ไทยได้กล่าวชื่นชมบทบาทของเกาหลีใต้ในการคลี่คลายความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีและในการผลักดันการรื้อฟื้นการเจรจาระหว่างสองเกาหลี

ไต้หวันสืบสวนบริษัทและพลเมืองไต้หวันที่เชื่อมโยงกับกลุ่มบริษัท Prince Group

สนข.Focus Taiwan รายงานเมื่อ 16 ต.ค.68 ว่า สำนักงานอัยการเขตไทเปและสำนักงานสอบสวน สังกัด ยธ.ไต้หวัน (Ministry of Justice Investigation Bureau-MJIB) เริ่มสืบสวนบริษัทและพลเมืองไต้หวันที่เชื่อมโยงกับกลุ่มบริษัท Prince Group ที่ก่อตั้งโดยนายเฉิน จื้อ นักธุรกิจสัญชาติกัมพูชา (สละสัญชาติจีน) หลังจาก กค. สหรัฐฯ กำหนดให้กลุ่มบริษัท Prince Group เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและคว่ำบาตรเป้าหมาย 146 รายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีพลเมืองไต้หวัน 3 คนและบริษัทที่จดทะเบียนในไต้หวัน 9 แห่งรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งกรมสอบสวนคดีอาญาไต้หวันระบุว่าจะประสานขอข้อมูลจากสหรัฐฯ และสืบสวนหากพบชาวไต้หวันฝ่าฝืนกฎหมาย  

UN เผชิญวิกฤติการขาดแคลนงบประมาณส่งผลให้ลดภารกิจสันติภาพทั่วโลก

ข่าวสารนิเทศองค์การสหประชาชาติ (United Nations–UN) รายงานเมื่อ 16 ต.ค.68 ว่า UN กำลังเผชิญวิกฤติการขาดแคลนงบประมาณอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภารกิจรักษาสันติภาพทั่วโลก และจำเป็นต้องลดการลาดตระเวน ปิดสำนักงานภาคสนาม รวมถึงส่ง จนท.รักษาสันติภาพ จำนวนมากกลับประเทศ เนื่องจากประเทศสมาชิกชำระเงินสมทบไม่ครบถ้วนและล่าช้า ทำให้งบประมาณที่ได้รับต่ำกว่าที่ UNGA อนุมัติไว้ที่ 5,380 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการ UN ระบุให้ทุกภารกิจสันติภาพพิจารณาลดรายจ่ายลงร้อยละ 15 ของงบประมาณประจำปี ซึ่งจะส่งผลให้ต้องลดกำลัง จนท.ฝ่ายทหารและพลเรือนลงร้อยละ 25 และอาจกระทบต่อการดำเนินงานในพื้นที่สำคัญ เช่น ดีอาร์คองโก ซูดานใต้ แอฟริกากลาง เลบานอน และที่ราบสูงโกลัน  

สหรัฐฯ ตั้งข้อหาบุคคลและคว่ำบาตรกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องการหลอกลวงทางไซเบอร์ในกัมพูชา

สนข.AP รายงานเมื่อ 15 ต.ค.68 ว่า สหรัฐฯ กำหนดให้กลุ่มบริษัท Prince Holding Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทธุรกิจข้ามชาติขนาดใหญ่ในกัมพูชา และดำเนินธุรกิจหลายสิบแห่งใน 30 ประเทศ เป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และประกาศคว่ำบาตรร่วมกับสหราชอาณาจักร  สหรัฐฯ ยังตั้งข้อหานายเฉิน จื้อ (37 ปี/2568 สัญชาติอังกฤษและกัมพูชา) ผู้ก่อตั้งและประธานกลุ่มบริษัท Prince Holding Group ในข้อหาสมคบคิดฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์และฟอกเงิน จากการใช้ความรุนแรงบังคับให้แรงงานปฏิบัติการหลอกลวงทางไซเบอร์ สร้างมูลค่าความเสียหายทั่วโลกวันละ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังใช้อิทธิพลทางการเมืองติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐในประเทศต่าง ๆ  นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังอายัดและยื่นฟ้องริบทรัพย์นายเฉิน มูลค่าประมาณ 127,271 บิตคอยน์ (15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นการริบทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ

รัสเซียเตือนสหรัฐฯ กรณียูเครนขอรับการสนับสนุนขีปนาวุธ Tomahawk

สนข.Tass รายงานเมื่อ 15 ต.ค.68 อ้างบทสัมภาษณ์ของนายเซียเกย์ ลาฟรอฟ รมว.กต.รัสเซีย ประเด็นความขัดแย้งรัสเซียยูเครน ได้แก่ 1) รัสเซียยังรักษาช่องทางเจรจาและหารือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด และข้อตกลงหลังการประชุมสุดยอดผู้นำรัสเซีย-สหรัฐฯ เมื่อ 15 ส.ค.68 ที่รัฐอะแลสกา ดังนั้น หากสหรัฐฯ สนับสนุนขีปนาวุธ Tomahawk แก่ยูเครน จะส่งผลให้การเจรจายุติสงครามหยุดชะงักและกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกัน 2) รัสเซียได้รับสัญญาณเชิงบวกจากสหรัฐฯ ประเด็นการขยายระยะเวลาของสนธิสัญญาจำกัดอาวุธนิวเคลียร์หรือ New Start 3) รัสเซียยืนยันจะไม่ร่วมมือกับประเทศอื่นเพื่อต่อต้านจีน และ 4) ข้อกล่าวหาของ EU กรณีโดรนรัสเซียลุกล้ำน่านฟ้าของโปแลนด์ไม่เป็นความจริง และรัสเซียไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมทั้งกล่าวหา EU ว่าพยายามดึงสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องกับสงคราม