นายกรัฐมนตรี 3 ประเทศสมาชิก EU เดินทางเยือนยูเครน

สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อ 15 มี.ค.65 ว่า นายกรัฐมนตรีจากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) จำนวน 3 ประเทศ ได้แก่ นายกรัฐมนตรี Petr Fiala ของสาธารณรัฐเช็ก นายกรัฐมนตรี Mateusz Morawiecki ของโปแลนด์ และนายกรัฐมนตรี Janez Jansa ของสโลวีเนีย เป็นผู้แทนของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) เดินทางเยือนกรุงเคียฟ ยูเครน เพื่อหารือกับประธานาธิบดี Volodymyr Zelenskyy ของยูเครน และแสดงจุดยืนว่า EU ยังคงสนับสนุนอธิปไตยและอิสรภาพของยูเครน โดยทั้งสามประเทศจะเพิ่มความช่วยเหลือให้ยูเครน ทั้งด้านการเมือง การเงิน ยุทโธปกรณ์ และด้านมนุษยธรรม

เกิดเหตุระเบิดบริเวณท่อส่งน้ำมันทางตอนใต้ของไนจีเรียทำให้ส่งออกน้ำมันได้ลดลง

บริษัท Nigerian Agip Oil Company (NAOC) ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของไนจีเรียและอยู่ในเครือบริษัท Eni ของอิตาลี ระบุเมื่อ 14 มี.ค.65 ว่า เกิดเหตุระเบิดที่ท่อส่งน้ำมัน Ogoda/Brass 24 ของโรงงาน Okparatubo ในเขต Nembe รัฐ Bayelsa ทางตอนใต้ของไนจีเรีย ทำให้บริษัทต้องปิดบ่อน้ำมันที่เชื่อมกับท่อส่งน้ำมันดังกล่าว และทำให้ส่งออกน้ำมันได้ลดลงวันละ 25,000 บาร์เรล รวมทั้งยังมีน้ำมันดิบรั่วไหลประมาณ 1,250 บาร์เรลหรือ 166 ตัน อย่างไรก็ดี บริษัทไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุระเบิด แต่พื้นที่ทางใต้ของไนจีเรียซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันที่สำคัญของประเทศ มักตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มติดอาวุธในการก่อเหตุโจมตี ก่อวินาศกรรม และโจรกรรมบ่อยครั้ง โดยก่อนหน้านี้เมื่อ 28 ก.พ.65 เกิดเหตุโจมตีที่สถานีจ่ายน้ำมัน Obama ของบริษัท NAOC ทำให้ผลิตน้ำมันได้ลดลงวันละ 5,000 บาร์เรล

EU เตรียมออกมาตรการคว่ำบาตรบริษัทพลังงานรัสเซีย

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานเมื่อ 14 มี.ค.65 ว่า สหภาพยุโรป (European Union -EU) อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อ บริษัท Rosneft จำกัด รัฐวิสาหกิจน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซีย บริษัทTransneftจำกัด และ บริษัทGazprom Neftจำกัด โดยบริษัททั้งสามจะไม่สามารถเข้าถึงการกู้ยืมจากสถาบันการเงินและแหล่งเงินทุน สำหรับการลงทุนโครงการสำรวจและผลิตพลังงานในอนาคต ตลอดจนการทำธุรกรรมทางการเงินกับสถาบันการเงินยุโรป อย่างไรก็ดี ประเทศยุโรปจะยังสามารถนำเข้าน้ำมันจากบริษัทดังกล่าวต่อไป เพื่อลดความเสี่ยงราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น

สหราชอาณาจักรเตือนรัสเซียอาจใช้อาวุธชีวภาพ

กระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร ทวีตข้อความเมื่อ 14 มี.ค.65 ว่า รัสเซียกำลังวางแผนจัดฉากว่ากองทัพยูเครนโจมตีกองทัพรัสเซียด้วยอาวุธชีวภาพ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิบัติการทางทหารด้วยอาวุธชีวภาพต่อยูเครน ซึ่งสหราชอาณาจักรไม่มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่ายูเครนจะใช้อาวุธเคมีหรืออาวุธชีวภาพในการสู้รบ ตามที่รัสเซียกล่าวหา

เกาหลีใต้เตรียมสนับสนุนยุทโธปกรณ์ไม่ร้ายแรงและอุปกรณ์ทางการแพทย์แก่ยูเครน

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้ รายงานเมื่อ 15 มี.ค.65 อ้างโฆษกกระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้ว่า เกาหลีใต้เตรียมจัดส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารที่ไม่ร้ายแรง (Non-lethal weapons) และอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ หมวกนิรภัยกันกระสุน เต็นท์ อาหารพร้อมรับประทาน ผ้าห่ม ชุดปฐมพยาบาล ให้แก่ยูเครนตามการร้องขอเพื่อเป็นการสนับสนุนยูเครนต่อต้านการรุกรานจากรัสเซีย อย่างไรก็ดี กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้อยู่ระหว่างหารือกับยูเครนถึงรายละเอียดการขนส่งอุปกรณ์ข้างต้น ก่อนหน้านี้ ยูเครนร้องขอการสนับสนุนอาวุธร้ายแรงจากเกาหลีใต้และประเทศอื่น ๆ อาทิ ปืนไรเฟิล ขีปนาวุธต่อต้านรถถัง แต่เกาหลีใต้ไม่สามารถส่งอาวุธร้ายแรง เนื่องจากมีข้อจำกัดในการใช้งาน

นิวซีแลนด์ประกาศให้วีซ่าชั่วคราวรูปแบบพิเศษและสนับสนุนเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ชาวยูเครน

นาย Kris Faafoi รัฐมนตรีตรวจคนเข้าเมืองนิวซีแลนด์ ออกแถลงการณ์ประกาศนโยบายเฉพาะกิจเพื่อยูเครน ปี 2565 (2022 Special Ukraine Policy) ว่า รัฐบาลนิวซีแลนด์กำหนดวีซ่าชั่วคราวรูปแบบพิเศษ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ชาวยูเครนในนิวซีแลนด์ประมาณ 1,600 คน ในการอุปถัมภ์สมาชิกครอบครัวในยูเครนให้สมัครวีซ่าดังกล่าว ซึ่งจะให้สิทธิเป็นวีซ่าทำงานหรือนักเรียน เป็นเวลา 2 ปี โดยคาดว่าจะครอบคลุมชาวยูเครน ประมาณ 4,000 คน ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ระยะเวลา 1 ปี จนถึง 15 มี.ค.66 นอกจากนี้ นาง Nanaia Mahuta รัฐมนตรีต่างประเทศนิวซีแลนด์ แถลงจะสนับสนุนเงินทุนแก่ชาวยูเครนอีก 4 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ประมาณ 90 ล้านบาท) เพิ่มเติมจากเดิมจำนวน 2 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ประมาณ 45 ล้านบาท) ที่ได้สนับสนุนให้ชาวยูเครนในพื้นที่แล้ว โดยจะแบ่งสนับสนุนผ่านกองทุนมนุษยธรรมเพื่อยูเครนขององค์การสหประชาชาติ จำนวน 2 ล้านดอลลาร์นิวซีแลนด์ และสนับสนุนผ่านข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ…

สหราชอาณาจักรสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยชาวยูเครน

สำนักข่าว Reuters รายงานเมื่อ 13 มี.ค.65 ว่า สหราชอาณาจักรประกาศแผน Homes for Ukraine หรือบ้านเพื่อชาวยูเครนที่ต้องการลี้ภัยมายังสหราชอาณาจักร แม้จะไม่มีครอบครัวหรือญาติอาศัยอยู่ก่อน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายมูลค่า 350 ปอนด์สเตอริง/เดือน (ประมาณ 15,230 บาท) ให้กับครัวเรือนที่สามารถให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งผู้ที่จะให้ที่พักพิงจะต้องแสดงหลักฐานยืนยันว่าที่พักได้ตามมาตรฐานและผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ทั้งนี้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประเมินว่ามีจำนวนผู้ลี้ภัยจากยูเครนแล้วอย่างน้อย 4 ล้านคน

อินเดียจะย้ายที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเคียฟไปโปแลนด์ชั่วคราว

กระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย ออกแถลงการณ์เมื่อ 13 มี.ค.65 ว่า จะย้ายที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเคียฟ ไปที่โปแลนด์เป็นการชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ในยูเครนรุนแรงขึ้น โดยมีการโจมตีพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครนต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของอินเดียจะติดตามและประเมินสถานการณ์เพิ่มเติมเป็นระยะ

NATO กังวลว่ารัสเซียอาจใช้อาวุธเคมี

นาย Jens Stoltenberg เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ระบุเมื่อ 13 มี.ค.65 ว่า รัสเซียอาจหยิบยกประเด็นห้องปฏิบัติการอาวุธชีวภาพในยูเครนเป็นข้ออ้างใช้อาวุธเคมีโจมตียูเครน ซึ่งจะถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางสงคราม นอกจากนี้ NATO เน้นย้ำการปฏิเสธข้อเรียกร้องของยูเครนในการประกาศเขตห้ามบิน เนื่องจากกังวลว่าจะทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างประเทศตะวันตกกับรัสเซียโดยตรง ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียดและรุนแรงขึ้นจนไม่สามารถควบคุมได้ ขณะที่ประธานาธิบดี Andrzej Duda ของโปแลนด์ ระบุว่า NATO อาจแทรกแซงทางทหารในยูเครนหากรัสเซียใช้อาวุธเคมี

เลขาธิการ UN เรียกร้องประชาคมระหว่างประเทศร่วมรับมือการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของรัสเซีย

นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (United Nations-UN) ระบุเมื่อ 10 มี.ค.65 เรียกร้องประชาคมระหว่างประเทศร่วมกันรับมือการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของรัสเซีย และปกป้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรง การโจมตีทางไซเบอร์ และการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร นอกจากนี้ ยังวิตกกับการบุกยูเครนของรัสเซียที่ทำให้ราคาพลังงานและราคาอาหารโลกสูงขึ้น รวมทั้งเกิดภาวะอดอยากทั่วโลก เนื่องจากรัสเซียและยูเครนมีความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงาน เฉพาะอย่างยิ่ง เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตธัญพืชที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประกอบกับปัญหาอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ยิ่งส่งผลกระทบต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ในห้วงหลังการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)