ผู้นำสูงสุดอิหร่านระบุว่าต่างชาติอยู่เบื้องหลังผู้ประท้วงในอิหร่าน

อายะตุลลอฮ์ อะลี คอมะนะอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน มีถ้อยแถลงเมื่อ 9 ม.ค.69 ว่า การชุมนุมประท้วงในอิหร่าน เป็นการกระทำของกลุ่มที่รับใช้ผลประโยชน์ของต่างชาติ เพื่อสร้างความพึงพอใจแก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมตำหนิผู้นำสหรัฐฯ ว่า  เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ระดับสูง นักวิทยาศาสตร์ บุคคลสำคัญ และพลเรือนอิหร่านจำนวนมากในห้วงสงคราม 12 วัน เมื่อ มิ.ย.68 นอกจากนี้ ผู้นำสูงสุดอิหร่านยังย้ำว่าผู้ที่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น จะต้องเผชิญกับความล่มสลายในที่สุด  ประชาชนและรัฐบาลอิหร่านจะร่วมกันต่อต้านกลุ่มบุคคลที่กระทำการเป็นทหารรับจ้างของต่างชาติอย่างเด็ดขาด อนึ่ง การชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านเริ่มเมื่อ 28 ธ.ค.68 ยังคงยืดเยื้อและขยายไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ระบบอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ในอิหร่านประสบปัญหาขัดข้องทั่วประเทศตั้งแต่ 8 ม.ค.69 ส่งผลให้สายการบินต่างประเทศเริ่มทยอยยกเลิกเที่ยวบินไปยังอิหร่าน

เม็กซิโกอาจเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายสำคัญของคิวบาแทนเวเนซุเอลา

สนข. Bloomberg รายงานเมื่อ 10 ม.ค.69 ว่า เม็กซิโกอาจเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายสำคัญของคิวบาแทนเวเนซุเอลา หลังจากสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทหารต่อเวเนซุเอลา เมื่อ 3 ม.ค.69 และประกาศจะเข้าบริหารจัดการกิจการน้ำมันของเวเนซุเอลา  โดยอ้างข้อมูลการติดตามการเดินเรือ พบว่า เรือ Ocean Mariner บรรทุกน้ำมัน ปริมาณ 85,000-90,000 บาร์เรล เดินทางออกจากท่าเรือ ใกล้โรงงานปิโตรเคมี Pajaritos บริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก ทาง ตอ.ของเม็กซิโก ภายใต้บริษัท Petroleos Mexicanos (Pemex) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของรัฐบาลเม็กซิโก เมื่อ 5 ม.ค.69 คาดว่ามีปลายทางไปกรุงฮาวานาของคิวบา อย่างไรก็ดี  ประธานาธิบดี คลอเดีย ชายน์บอม ของเม็กซิโก ชี้แจง เมื่อ 7 ม.ค.69 ว่า เม็กซิโกไม่ได้เพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันให้คิวบา มากกว่าเมื่อปี 2568  การส่งออกดังกล่าวอยู่ภายใต้สัญญาทางการค้าและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

เวเนซุเอลาเริ่มเจรจาฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐฯ

นายเฟรดดี ญาเญซ รมว.กระทรวงการสื่อสารเวเนซุเอลา เปิดเผยเมื่อ 9 ม.ค.69 ว่า นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ไม่มีแผนจะเดินทางออกนอกประเทศในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากต้องมุ่งให้ความสำคัญกับสถานการณ์ภายในประเทศ เพื่อให้ประชาชนอยู่ได้อย่างปลอดภัย สงบ และมั่นคง โดยรัฐบาลเวเนซุเอลามีแผนระยะสั้นที่จะดำเนินการ คือ การเริ่มกระบวนการเจรจาฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหรัฐฯ การเปิดเผยดังกล่าวตรงกับ นายอีวาน กิล รมว.กระทรวงการต่างประเทศเวเนซุเอลา ที่เผยแพร่แถลงการณ์ กต.เวเนซุเอลา แต่เวเนซุเอลาขอยืนยันการประณามของนานาชาติต่อการรุกรานทางทหารของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา เมื่อ 3 ม.ค.69 ซึ่งส่งผลให้พลเรือนและทหาร ประมาณ 100 คน เสียชีวิต รวมถึงประณามการลักพาตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา และภริยา

กาตาร์ยืนยันว่าผู้นำเวเนซุเอลายังมีชีวิตอยู่

รัฐบาลเวเนซุเอลาออกแถลงการณ์เมื่อ 9 ม.ค.69 ขอบคุณ เชค ตะมีม บิน ฮะมัด อาลษานี เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ เชค มุฮัมมัด บิน อับดุรเราะห์มาน อาลษานี นรม./รมว.กต.กาตาร์ และรัฐบาลกาตาร์ ที่ประสานขอหลักฐานเพื่อยืนยันว่า ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา และภริยา ยังมีชีวิตอยู่ หลังสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการทางทหารจับกุมตัวบุคคลทั้งสองและนำตัวไปยังสหรัฐฯ เมื่อ 3 ม.ค.69 พร้อมแสดงการยอมรับรัฐบาลกาตาร์ ที่พร้อมจะเป็นคนกลางช่วยให้เวเนซุเอลากับสหรัฐฯ เริ่มการเจรจา เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งและฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ อธิปไตย และสันติภาพ

เศรษฐกิจไทยเสี่ยงต่อการเปลี่ยนขั้วทางเศรษฐกิจในเอเชีย ตอ.ต.

The Diplomat เผยแพร่บทความเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยกับเวียดนาม หลังจาก ธปท.เตือนว่า ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยกำลังลดลงจากหลายปัจจัย ทั้งภาษีจากสหรัฐฯ หนี้ครัวเรือนสูง เงินบาทแข็งค่า รวมทั้งความไม่แน่นอนจากข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชา และการเมืองที่คาดเดาผลการเลือกตั้งได้ยาก  การยอมรับของ ธปท.สะท้อนว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่ไทยเผชิญไม่มีทางแก้ไขได้ในทันที เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้า หลังเผชิญภาวะถดถอยจากสถานการณ์ COVID-19 เห็นได้ชัดเจนจากภาคการท่องเที่ยวในปี 2568 ที่หดตัวอย่างน่ากังวล แตกต่างกับเวียดนามที่เป็นคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค แม้ทั้งไทยและเวียดนามเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเหมือนกัน แต่เวียดนามมีต้นทุนการทำธุรกิจต่ำกว่าไทย มีการส่งออกสินค้ามูลค่าสูงเพิ่มขึ้น ทั้งยังมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นมากขึ้นกับจีนและเกาหลีใต้ จากเส้นทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของไทยและเวียดนามอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนขั้วทางเศรษฐกิจในเอเชีย ตอ.ต.

UN ย้ำพันธกรณีตามกฎบัตร หลังสหรัฐฯ ถอนความร่วมมือจากหน่วยงานและองค์กรของ UN

นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิกาสหประชาชาติ (United Nations – UN) แถลงเมื่อ 8 ม.ค.69 เสียใจที่สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวออกจากหน่วยงานและองค์กรของ UN จำนวน 31 แห่ง โดยย้ำว่าเงินสมทบงบประมาณของ UN และงบประมาณรักษาสันติภาพ เป็นพันธกรณีทางกฎหมายภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติสำหรับสมาชิกทุกประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ   เลขาธิการ UN ยังระบุว่าหน่วยงานทั้งหมดของ UN จะยังคงดำเนินภารกิจตามที่ประเทศสมาชิกมอบหมาย ขณะเดียวกัน  เลขาธิการบริหารอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ระบุว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ จากกรอบความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศ  อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านแรงงาน และมาตรฐานการครองชีพของสหรัฐฯ จากความรุนแรงของปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น แต่ UNFCCC จะยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจต่อไป และเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ กลับเข้ามามีบทบาทในอนาคต

จีนนำตัวผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท Prince Holding Group กลับประเทศ

สนข.China Daily รายงานเมื่อ 8 ม.ค.69 ว่า กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ (Ministry of Public Security-MPS) เผยแพร่กรณีการนำตัวนายเฉิน จื้อ แกนนำกลุ่มอาชญากรรมข้ามพรมแดนชาวจีน (ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท Prince Holding Group) และเป็นผู้ต้องหาเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมหลายประเภท อาทิ การพนัน การฉ้อโกง การมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย และการปกปิดรายได้ที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย กลับมาดำเนินคดีในประเทศจีน นอกจากนี้ MPS ยังระบุว่าจะออกหมายจับสมาชิกหลักในของกลุ่มนายเฉิน และได้ให้คำมั่นที่จะนำตัวผู้หลบหนีทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายของจีน อีกทั้งออกคำเตือนให้ผู้ต้องสงสัยรายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวเข้ามามอบตัว เพื่อแลกกับการลดหย่อนโทษ

รัสเซียเรียกร้องสหรัฐฯ ปฎิบัติต่อพลเมืองรัสเซียบนเรือ Bella 1 อย่างเป็นธรรม

สนข.Tass รายงานเมื่อ 8 ม.ค.69 ว่า กต.รัสเซีย เรียกร้องให้สหรัฐฯ ปฏิบัติต่อลูกเรือของเรือขนส่งน้ำมัน Bella 1 อย่างเป็นธรรม และว่าการยึดเรือ Bella 1 เมื่อ 7 ม.ค.69 บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ  รัสเซียยืนยันว่าบนเรือ Bella 1 มีพลเมืองรัสเซีย และติดธงรัสเซีย  รัสเซียจะเฝ้าสังเกตการณ์การกระทำของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อรับประกันว่าพลเมืองรัสเซียจะไม่ถูกละเมิดสิทธิและได้กลับรัสเซียอย่างปลอดภัย ทั้งนี้ หน่วยยามชายฝั่งสหรัฐฯ ยึดเรือ Bella 1 รวมถึงจับกุมลูกเรือทั้งหมดในฐานความผิดฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันเวเนซุเอลา และหลบหนีการจับกุม

พรรคเบอร์ซาตูของมาเลเซียปลดแกนนำจากตำแหน่ง เหตุละเมิดวินัย

  ดาตุ๊ก มูฮัมมัด ราดซี มานัน ประธานคณะกรรมการวินัยของพรรคเบอร์ซาตู (พรรคฝ่ายค้าน) ของมาเลเซียลงนามในหนังสือปลด ดาตุ๊ก ซรี ไซฟุดดิน อับดุลเลาะห์ แกนนำพรรคฯ ออกจากตำแหน่ง เมื่อ 6 ม.ค.68 (มีผลทันที) เนื่องจากกระทำความผิดทางวินัยของพรรค ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการฯ สอบสวนนายไซฟุดดิน ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมโค่นล้มนายมูฮยิดดิน ยัสซิน ประธานพรรคเบอร์ซาตู หลังจากร่วมกับ ส.ส. อีก 15 คน เขียนจดหมายอุทธรณ์ต่อมาตรการลงโทษสมาชิกพรรคที่ผลักดันให้นายฮัมซาห์ ไซนูดิน รองประธานพรรคฯ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานพรรคแทน ด้วยเหตุผลว่า นายมูฮยิดดิน มีความห่างเหินจากประชาชนระดับรากหญ้า และพรรคต้องการผู้นำคนใหม่ ทั้งนี้ นายไซฟุดดิน ยอมรับว่าได้รับหนังสือปลดจากตำแหน่งจริงและยืนยันจะยื่นอุทธรณ์

อินโดนีเซียพาดพิงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย แถลงในที่ประชุม ครม. เมื่อ 6 ธ.ค.68 ว่า ปริมาณสำรองข้าวของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นจนมีจำนวนมากกว่า 3 ล้านตัน เป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งบรรลุเป้าหมายได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ภายในปี 2568 หรือปีแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จากเดิมที่ตั้งเป้าจะบรรลุภายใน 4 ปี และมีแผนจะขยายไปยังคาร์โบไฮเดรตชนิดอื่น เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง รวมถึงแหล่งโปรตีนด้วย ทั้งนี้ ประธานาธิบดีปราโบโวได้ย้ำความสำคัญของการรับประกันความมั่นคงทางอาหารให้กับประชาชน ท่ามกลางความขัดแย้งและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น รวมทั้งเห็นว่า หากอินโดนีเซียไม่สามารถบรรลุเป้่าหมายดังกล่าวได้ จะต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวจากไทย กัมพูชา และเวียดนาม   ซึ่งขณะนี้ไทยและกัมพูชากำลังเผชิญสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจปะทุขึ้นอีก