ญี่ปุ่นกังวลกรณีจีนและรัสเซียเพิ่มกิจกรรมทางทหารรอบญี่ปุ่น

ถ้อยแถลงของนายโคอิซูมิ ชินจิโร รมว.กห.ญี่ปุ่น เมื่อ 16 ธ.ค.68 ระบุว่าไม่ทราบเจตนาที่แท้จริงของจีนและรัสเซียกรณีเครื่องบินทิ้งระเบิด Tu-95 ของรัสเซีย จำนวน 2 ลำ บินจากน่านฟ้าเหนือทะเลญี่ปุ่น ก่อนพบกับเครื่องบินทิ้งระเบิด H-6 ของจีน จำนวน 2 ลำ ที่บริเวณทะเลจีน ตอ. และทำการบินร่วมกันเป็นฝูงบินเพื่อออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ที่บริเวณใกล้กับภูมิภาคชิโกกุ (1 ใน 4 เกาะหลักของญี่ปุ่น) เมื่อ 9 ธ.ค.68  นายโคอิซูมิระบุด้วยว่าการที่เครื่องบินทิ้งระเบิดของจีนและรัสเซียทำการบินร่วมกันเป็นฝูงบินซ้ำหลายครั้ง สะท้อนว่าทั้งสองประเทศขยายขอบเขตและเพิ่มกิจกรรมรอบญี่ปุ่น โดยการตรวจพบเครื่องบินทิ้งระเบิดของจีนและรัสเซียทำการบินร่วมกันเป็นฝูงบินใกล้ญี่ปุ่นครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 9 ในประวัติศาสตร์ และเป็นครั้งแรกที่เข้าใกล้ภูมิภาคชิโกกุ

ไทยเตรียมออกกฎหมายสภาพภูมิอากาศ

CNA ของสิงคโปร์เผยแพร่บทความกรณีไทยเตรียมออก พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งครอบคลุมมาตรการทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว ตลาดคาร์บอน ภาษีคาร์บอน และการเงินสีเขียว นับเป็นกฎหมายสำคัญในห้วงที่ไทยกำลังเผชิญกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น เห็นได้ชัดเจนจากกรณีอุทกภัยรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ แต่ภาคประชาสังคมยังมีความกังวลว่า กฎหมายดังกล่าวอาจปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจมากกว่าคุ้มครองชุมชน ขณะที่กระบวนการออกกฎหมายยังต้องใช้เวลา และการพิจารณาอาจล่าช้า ด้วยกฎหมายมีความซับซ้อนและครอบคลุมหลายประเด็น อ

หน่วยข่าวกรองทางทหารของเดนมาร์กประเมินว่าภัยคุกคามจากภายนอกเพิ่มขึ้น

สนข.Reuters รายงานเมื่อ 10 ธ.ค.68 ว่า รายงานประจำปีของหน่วยข่าวกรองทางทหารของเดนมาร์กประเมินว่า เดนมาร์กกำลังเผชิญกับภัยคุกคามภายนอกในระดับสูงสุดในรอบหลายปี โดยมหาอำนาจของโลก โดยเฉพาะรัสเซียและจีน กำลังใช้กำลังและยุทธศาสตร์แข็งกร้าวเพื่อขับเคลื่อนผลประโยชน์ของตนเอง ส่งผลให้ความขัดแย้งระดับภูมิภาคและระดับโลกทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯ ในการรับรองความมั่นคงในยุโรป ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้รัสเซียดำเนินปฏิบัติการแบบผสมผสานต่อประเทศสมาชิก NATO รวมถึงเดนมาร์ก แม้ว่าจะยังไม่มีความเสี่ยงของการรุกรานโดยตรงจากกองทัพรัสเซียก็ตาม

คนร้ายยิงใส่ประชาชนบริเวณชายหาด Bondi ในนครซิดนีย์

เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ประชาชนบริเวณชายหาด Bondi ในนครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ เมื่อเวลา 18.45 น. เมื่อ 14 ธ.ค.68 ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับ 15.45 น.ตามเวลาไทย) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คน และบาดเจ็บสาหัสไม่น้อยกว่า 12 คน โดยผู้ก่อเหตุ 2 คน ซึ่งเสียชีวิตแล้ว 1 คน และอีก 1 คนถูก จนท.ควบคุมตัวไว้ได้ จุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่จัดงานเทศกาล Chanukah ของชุมชนชาวยิว ซึ่งเป็นกิจกรรมเฉลิมฉลองช่วงปลายปี   ขณะที่ออสเตรเลียระบุว่า เหตุการณืดังกล่าวคือการก่อการร้าย

สหรัฐฯ จะตอบโต้กลุ่ม ISIS ที่โจมตีกองกำลังสหรัฐฯในซีเรีย

  สนข. AP รายงานเมื่อ 14 ธ.ค.68 ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุจะตอบโต้กลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลามอิรักและซีเรีย (Islamic State of Iraq and Syria – ISIS) อย่างรุนแรง จากโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในตอนกลางของซีเรียเมื่อ 13 ธ.ค.68 และส่งผลให้นายทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 2 นายและพลเรือน 1 ราย ตามการรายงานของหน่วยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (U.S. Central Command – CENTCOM) และว่าสหรัฐฯ กำลังสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะประธานาธิบดีอะห์มัด อัชชะเราะอ์ ของซีเรียไม่พอใจอย่างมาก และจะตอบโต้อย่างรุนแรงต่อกลุ่ม ISIS นอกจากนี้ นายปีเตอร์ เฮกเซธ รมว.กห.สหรัฐฯ ระบุใน X ว่าหากผู้ใดโจมตีชาวอเมริกัน สหรัฐฯ จะตามล่าและกำจัดผู้นั้นในที่สุด

WFP เตือนว่าเมียนมาจะเผชิญภาวะอดอยากยิ่งขึ้นในปี 2569

โครงการอาหารโลก (World Food Programme-WFP) แห่งสหประชาชาติ รายงานเมื่อ 11 ธ.ค.68 เตือนว่า ในปี 2569 ประชาชนกว่า 12 ล้านคนในเมียนมาจะต้องเผชิญภาวะหิวโหยเฉียบพลัน และมีประมาณ 1 ล้านคนจากจำนวนดังล่าว ต้องได้รับความช่วยเหลือเร่งด่วน ส่วนเด็กเล็กและมารดามากกว่า 400,000 คน ประสบภาวะทุพโภชนาการ ขณะที่งบประมาณสนับสนุนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่เพียงพอ ทั้งนี้ WFP เรียกร้องประชาคมระหว่างประเทศเร่งสนับสนุนด้านงบประมาณและการทูต เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง โดย WFP ตั้งเป้าช่วยเหลือ 1.3 ล้านคนในปี 2569 จากผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือทั้งหมดกว่า 12 ล้านคน ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณ 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นรม.มาเลเซียหารือทางโทรศัพท์กับ นรม.ไทยและกัมพูชา

นรม.อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเมื่อ 13 ธ.ค.68 ภายหลังการหารือทางโทรศัพท์กับ นรม.อนุทิน ชาญวีรกูล ของไทย และ นรม.ฮุน มาเนต ของกัมพูชา ย้ำความกังวลของมาเลเซียต่อสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศใช้ความยับยั้งชั่งใจขั้นสูงสุด ยุติการเป็นปรปักษ์ทุกรูปแบบ และงดเว้นการดำเนินกิจกรรมทางทหาร เฉพาะอย่างยิ่งการใช้กำลังและการเคลื่อนกำลังพล ซึ่งมีผลตั้งแต่ 13 ธ.ค.68 เวลา 22.00 น. ตามเวลาไทย นรม.อันวาร์ ยังเรียกร้องให้มีการส่งทีมสังเกตการณ์อาเซียน (AOT) นำโดย ผบ.ทสส.มาเลเซีย ไปประจำการในพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ภาคพื้นดิน ควบคู่กับการติดตามสถานการณ์ผ่านดาวเทียม ซึ่งได้รีบการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ โดยจะนำเสนอผลจากการสังเกตการณ์ของทีม AOT ต่อที่ประชุม รมว.กต.อาเซียน ใน 16 ธ.ค.68

ประธานาธิบดีทรัมป์โทรศัพท์หารือ นรม.ไทย-กัมพูชา ประเด็นความขัดแย้งรอบใหม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยแพร่ข้อความผ่าน Truth social เมื่อ 13 ธ.ค.68 ว่า ได้โทรศัพท์หารือกับ นรม.อนุทิน ชาญวีรกูล ของไทยและนายฮุน มาเนต นรม.กัมพูชา ในประเด็นความขัดแย้งรอบใหม่บริเวณชายแดน  ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหยุดยิงในเย็นวันเดียวกันนี้  และจะกลับไปยึดแนวทางตามข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐฯ ผลักดัน ด้วยความช่วยเหลือจากมาเลเซีย ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังระบุถึง “เหตุระเบิด (Roadside bomb)” ที่ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ว่าเป็นอุบัติเหตุ  พร้อมกับกล่าวว่าการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับไทยและกัมพูชาจะดำเนินไปตามปกติจากการที่ทั้งสองประเทศพร้อมที่จะเข้าสู่หนทางสันติ และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ทำงานร่วมกับผู้นำไทยและกัมพูชา

FDI ไม่สามารถดึงไทยออกจากปัญหาเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำ

Nikkei Asia ของญี่ปุ่นเผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ แม้ได้รับความนิยมสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะจีนที่เข้ามาลงทุนในภาคยานยนต์ไฟฟ้า แต่ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำ เป็นผลจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ประชากรวัยแรงงานที่ลดลงอย่างรวดเร็ว หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง โครงการโครงสร้างพื้นฐานล่าช้า การขาดแคลนแรงงานทักษะ รวมถึงข้อจำกัดด้านศักยภาพในการรองรับ FDI ซึ่งไทยต้องแก้ไขด้วยการเพิ่มต้นทุน ทั้งทางกายภาพและในดิจิทัล ยกระดับคุณภาพแรงงาน ส่งเสริมนวัตกรรม และมุ่งเป้าหมาย FDI อย่างมีกลยุทธ์มากขึ้น ทั้งนี้ ความท้าทายของไทยอาจอยู่ที่เจตจำนงทางการเมืองและความมั่นคงที่จำเป็นต่อการผลักดันการปฏิรูปให้สำเร็จ

คนรุ่นใหม่ในไทยและเวียดนามแต่งงานน้อยลง

CNA ของสิงคโปร์เผยแพร่บทความเรื่องการเปลี่ยนแปลงของการแต่งงานในไทยและเวียดนาม โดยอ้างข้อมูลว่าคนไทย 1 ใน 4 คนยังคงเป็นโสด และครึ่งหนึ่งของประชากรในกรุงเทพฯ ยังไม่แต่งงาน ขณะที่ในเวียดนามอายุเฉลี่ยในการแต่งงานครั้งแรก เพิ่มขึ้น ซึ่งทั่วทั้งเอเชียกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกัน คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่ได้มองการแต่งงานเป็นเหตุการณ์สำคัญในชีวิต โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z  มีมุมมองเปิดกว้างมากขึ้นเกี่ยวกับบทบาททางเพศและโครงสร้างครอบครัว หลายคนยังเห็นว่าการแต่งงานและการมีลูกเป็นภาระทางการเงิน  และบางส่วนมีปัญหาเรื่องการหาคนที่เหมาะสม ในขณะที่ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น