การลาดตระเวนร่วมตามลำน้ำโขง จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 154

สนข.ซินหัว รายงานเมื่อ 27 มิ.ย.68 ว่า การลาดตระเวนร่วมตามลำน้ำโขง ครั้งที่ 154 จัดขึ้นระหว่าง 24-27 มิ.ย.68 ในห้วงวันต่อต้านยาเสพติดและการค้าผิดกฎหมายสากล โดยมีเรือจำนวน 6 ลำ และ จนท.หน่วยบังคับใช้กฏหมายที่เกี่ยวข้อง ประมาณ 200 คน จากจีน ลาว เมียนมา และไทย เข้าร่วม ระยะทางรวม 600 กม. เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยและความมั่นคงตลอดลำน้ําโขง มุ่งเน้นรณรงค์ป้องกันยาเสพติดแก่ชุมชน โรงเรียน และสถานประกอบการในพื้นที่ โดยได้แจกจ่ายแผ่นพับต่อต้านยาเสพติด ประมาณ 1,000 ชิ้น และสื่อเพื่อการศึกษา จำนวน 4,000 รายการ

สหรัฐฯ ประกาศยุติการเจรจาการค้ากับแคนาดาที่จะเก็บภาษีการบริการดิจิทัลกับสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศผ่าน The Truth Social เมื่อ 28 มิ.ย.68 ว่า จะยุติการเจรจาการค้ากับแคนาดา เนื่องจากแคนาดาประกาศจะจัดเก็บภาษีการบริการดิจิทัลกับบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการโจมตีสหรัฐฯ โดยตรงอย่างโจ่งแจ้ง และเลียนแบบสหภาพยุโรป กับทั้งระบุว่ามาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ทันที และจะประกาศให้แคนาดาทราบเกี่ยวกับอัตราภาษีศุลกากรที่แคนาดาต้องจ่ายในการทำธุรกิจกับสหรัฐฯ ภายใน 7 วันนับจากนี้

แรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานและกระทำผิดกฎหมายในไทยยังไม่ลดลง

พบประชาชนโพสต์โซเชียลมีเดียร้องเรียนถึงปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานและกระทำผิดกฎหมายในไทยหลายกรณี โดยเฉพาะในเขตพื้นที่เศรษฐกิจและชายแดน อาทิ กรุงเทพฯ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งมีแรงงานจากหลายเชื้อชาติ ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา แอฟริกา และอุซเบกิสถาน  ส่วนใหญ่ลักลอบประกอบอาชีพค้าขายและบริการ เช่น ช่างไฟฟ้า ร้านอาหารตามงานวัดและงานเทศกาล รับจ้างทั่วไป ประเด็นที่น่ากังวลคือ บางกลุ่มมีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายอย่างจงใจและเป็นขบวนการ เช่น กลุ่มลักลอบค้าประเวณีในเมืองท่องเที่ยว เช่น พัทยา กลุ่มชาวเวียดนามลักลอบประกอบกิจการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และหลอกขายแผงโซลาร์เซลล์ปลอมที่พบมากใน จ.เชียงราย   สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้แรงงานต่างด้าวลักลอบประกอบอาชีพผิดกฎหมายได้ เพราะผู้ประกอบการไทยจำนวนมากนิยมใช้แรงงานต่างด้าวในธุรกิจของตนเอง เพราะค้าจ้างต่ำ และหากเป็นแรงงานผิดกฎหมายไม่ต้องรับผิดชอบให้สิทธิสวัสดิการตามกฎหมาย ซึ่งสะท้อนได้จากโพสต์ตามกลุ่มหาแรงงานต่างด้าวในโซเชียลมีเดียที่ยังมีผู้แสดงความต้องการแรงงานต่างด้าวให้เห็นเป็นจำนวนมาก

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ต่างชาติย้ายมาตั้งฐานในไทยเพราะมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

จากกรณีในช่วงที่ผ่านมามีการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นชาวต่างชาติหลากหลายสัญชาติมากขึ้น เช่น ออสเตรเลีย เวียดนาม เกาหลีใต้ ซึ่งแต่ละกลุ่มคล้ายกันคือ ส่วนใหญ่เข้ามาด้วยวีซ่าฟรีสำหรับนักท่องเที่ยว และเช่าบ้านพักตามชานเมืองในการดำเนินการหลอกลวงเหยื่อ เช่น ที่ จ.ปทุมธานี สมุทรปราการ และชลบุรี ส่วนสาเหตุที่ไทยถูกเลือกเป็นฐานศูนย์กลางนั้นเพราะว่าการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดนไทยเพิ่มขึ้น กับทั้งไทยเดินทางเข้ามาได้ง่าย ค่าครองชีพไม่สูง มีการให้วีซ่าฟรีกับหลายประเทศ ที่สำคัญคือไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี อินเตอร์เน็ตมีความเร็วสูง มีผู้ที่รับจ้างจดทะเบียนซิมและเปิดบัญชีม้าจำนวนมาก ซึ่งแม้มีการจับกุมมากเช่นกัน แต่ยังปรากฏแก๊งบัญชีม้าอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจร้านอาหารเผชิญกับความเสี่ยงสูง

ธุรกิจร้านอาหารในไทยต้องเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว  เฉพาะอย่างยิ่งจากการระมัดระวังใช้จ่ายของผู้บริโภค และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง ส่งผลให้ตลาดอาหารและเครื่องดื่มขยายตัวเพียงร้อยละ 2.8  มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 646,000 ล้านบาท ซึ่งป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำ นอกจากนี้ ธุรกิจร้านอาหารยังต้องรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าสาธารณูปโภค และค่าเช่า  ทำให้วัฏจักรของธุรกิจร้านอาหารสั้นลง จากเดิมที่ร้านอาหารส่วนใหญ่สามารถอยู่รอดได้เกิน 1 ปี แต่ปัจจุบันหลายแห่งต้องปิดตัวภายใน 7 – 8 เดือน โดยเฉพาะร้านขนาดเล็กและรายย่อยได้รับผลกระทบหนัก อย่างไรก็ดี พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันมีความต้องการที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น โดยมุ่งเน้นความแปลกใหม่ ประสบการณ์ คุณภาพ สุขภาพ และราคาที่เหมาะสม ทำให้ลูกค้าไม่ยึดติดกับชื่อเหมือนเดิม ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่สำหรับกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร

อิสราเอลจะติดตามการดำเนินโครงการของอิหร่านต่อไป

นาย David Barnea ผอ.หน่วยข่าวกรองอิสราเอล (Mossad) แถลงเมื่อ 25 มิ.ย.68 ชื่นชม จนท.ในหน่วยงานที่มีส่วนร่วมปฏิบัติภารกิจต่อต้านอิหร่านในห้วงปฏิบัติการ Operation Rising Lion ระหว่าง 13-24 มิ.ย.68 พร้อมทั้งย้ำว่า Mossad จะยังคงปฏิบัติการในอิหร่านและติดตามการดำเนินโครงการต่าง ๆ ของอิหร่านต่อไป นอกจากนี้ การที่ Mossad มีข่าวกรองที่แม่นยำ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และความสามารถในการปฏิบัติการที่เหนือความคาดหมาย ทำให้สามารถช่วย ทอ.อิสราเอลทำลายโครงการนิวเคลียร์และลดภัยคุกคามจากขีปนาวุธของอิหร่าน เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ชาวอิสราเอล พร้อมทั้งขอบคุณสํานักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนภารกิจของ Mossad ในครั้งนี้

ญี่ปุ่นเตรียมเจรจาประเด็นภาษีตอบโต้กับสหรัฐฯ ครั้งที่ 7

สนข. Kyodo News รายงานเมื่อ 26 มิ.ย.68 ว่า นายอากาซาวะ เรียวเซ รมว.รับผิดชอบด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้นำการเจรจาฝ่ายญี่ปุ่นต่อภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ มีกำหนดเดินทางไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ เมื่อวันเดียวกัน เพื่อเจรจาเกี่ยวกับภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ กับ รมว.กค. และรมว.พณ. ของสหรัฐฯ โดยจะเป็นการเจรจาระดับรัฐมนตรีรอบที่เจ็ด นับแต่การเริ่มเจรจา เมื่อ เม.ย.68 ทั้งนี้ นายอากาซาวะ ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางว่า ตนยังคงหวังว่าจะสามารถโน้มน้าวให้สหรัฐฯ ทบทวนภาษีดังกล่าว เฉพาะอย่างยิ่งภาษีนำเข้ารถยนต์ ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 25 ซึ่งญี่ปุ่นไม่สามารถยอมรับได้

สหรัฐฯ เตรียมยกเลิกสถานะผู้ขอลี้ภัย เพื่อดำเนินการขับออกนอกประเทศ

สนข. CNN รายงานเมื่อ 25 มิ.ย.68 ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมยกเลิกสถานะผู้ขอลี้ภัยของผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลให้สามารถขับออกนอกประเทศได้ทุกกรณีด้วยการใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง ทั้งทางแพ่งและทางอาญา เพื่อเป็นการรักษากฎหมายและความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติ (United States Citizenship and Immigration Services-USCIS) ภายใต้กระทรวงความมั่นคงภายในสหรัฐฯ (Department of Homeland Security-DHS) ระบุจำนวนผู้ขอสถานะเป็นผู้ลี้ภัย สูงถึง 1.45 ล้านคน และร้อยละ 25 ของผู้ขอสถานะเป็นผู้ลี้ภัย เป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย

CIA ยืนยันการโจมตีของสหรัฐฯ สร้างความเสียหายรุนแรงต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

นายจอห์น แรทคลิฟฟ์ ผอ.สนง.ข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA)  ยืนยันเมื่อ 25 มิ.ย.68 ว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ เมื่อ 22 มิ.ย.68 และใช้เวลาอีกหลายปีในการฟื้นคืนศักยภาพด้านนิวเคลียร์ ขณะที่กรณีสื่อต่าง ๆ เผยแพร่รายงานของหน่วยข่าวกรองทหารสหรัฐฯ (Defense Intelligence Agency-DIA) ที่ประเมินความเสียหายของโครงการนิวเคลียร์อิหร่านที่ระดับปานกลาง-รุนแรง และกระทบต่อศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านเพียงไม่กี่เดือน เมื่อ 24 มิ.ย.68 นั้น เป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นหลังปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง และได้มีการปรับแก้ข้อมูลดังกล่าวให้เป็นปัจจุบันแล้ว

รัสเซียสนับสนุนให้คงการเจรจาโดยตรงกับยูเครนครั้งที่ 3

สนข. Tass รายงานเมื่อ 26 มิ.ย.68 อ้างถ้อยแถลงของนาย Sergey Naryshkin ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองต่างประเทศรัสเซีย (the Russian Foreign Intelligence Service-SVR) ว่า รัสเซียเห็นถึงความสำคัญของการเจรจาโดยตรงระหว่างรัสเซีย-ยูเครน แม้ยังไม่มีความคืบหน้าที่สำคัญ แต่การเจรจามีส่วนช่วยแก้ไขประเด็นขัดแย้ง รวมถึงข้อห่วงกังวลด้านมนุษยธรรม อย่างไรก็ดี นาย Naryshkin อ้างว่าประเทศในยุโรปยังพยายามแทรกแซงการเจรจาระหว่างรัสเซีย-ยูเครน โดยพยายามเปลี่ยนแปลงความต้องการและจุดยืนของรัสเซียในการเจรจา