วีซ่า DTV กลายเป็นช่องทางใหม่ในการลักลอบเข้ามาทำงานของคนจีน

พบข้อมูลบนโซเชียลมีเดียเปิดเผยว่ามีกลุ่มขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้วีซ่า DTV เป็นช่องทางนำคนจีนเข้ามาทำงานผิดกฎหมายในไทย หรือลักลอบทำงานในธุรกิจของทุนจีน แทนการใช้วีซ่านักเรียนที่ถูกเปิดโปงไปก่อนหน้านี้ โดยในการขอวีซ่า DTV นั้น จะมีเอเย่นต์จีนรับหน้าที่ดำเนินการ ซึ่งเหตุผลในการขอวีซ่ามักระบุว่าต้องการเข้ามาเรียนทำอาหารไทยหรือมวยไทย ตามนโยบายส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ โดยมีโรงเรียนนอมินีของทุนจีน 2-3 แห่ง ใน จ.เชียงใหม่ ที่ถูกใช้สมัครวีซ่าบ่อยครั้ง แต่ไม่ได้มีการบังคับให้นักเรียนเข้าเรียนจริง ส่วนค่าธรรมเนียมที่เอเย่นต์จีนเรียกเก็บอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาทขึ้นไป และมักดำเนินการผ่านสถานทูต/สถานกงสุลไทยในประเทศที่สาม เช่น กัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย และ สปป.ลาว จึงเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่ภายในรู้เห็นเป็นใจด้วย

กรณีสถานการณ์มลพิษในแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย

พบสื่อรายงานข้อมูลว่ามีเหมืองที่เป็นต้นตอของมลพิษในแม่น้ำกกตั้งอยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียงประมาณ 15 กม. และอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองกำลัง UWSA ซึ่งปัจจุบันได้อนุญาตให้ชาวจีนขยายพื้นที่ทำเหมืองทอง จากเดิมที่มีอยู่ในเมืองกก เมืองสาด และบ้านฮุ่ง นอกจากนี้ ทุนจีนยังมีแผนจะสร้างเรือขุดเหมืองทองในแม่น้ำเพิ่ม แต่จะย้ายจุดขุดไปอยู่ในที่ลับสายตามากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะ ด้านกลุ่มนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชนยังคงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาและเปิดเผยข้อมูลให้แก่ประชาชนได้รับทราบอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้เกิดกรณีซ้ำรอยเหมือนกับสถานการณ์มลพิษตะกั่วในห้วยคลิตี้ ที่ จ.กาญจนบุรี เมื่อปี 2545 ที่ชาวบ้านประสบกับความยากลำบากในการพิสูจน์ว่าได้รับสารพิษ และไม่สามารถเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ก่อมลพิษได้

ปัญหาโรงงานทุนจีนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

มีรายงานว่าในพื้นที่ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง มีโรงงานจีนเข้ามาเปิดกิจการจำนวนมาก จนเป็นเขตอุตสาหกรรม ประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนว่าการดำเนินงานของโรงงานเหล่านี้ สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการดำเนินชีวิต เช่น เปิดใช้เครื่องจักรที่ส่งเสียงดังและปล่อยกลิ่นเหม็นออกมาเป็นประจำ ซึ่งแม้จะมีการร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ไม่มีความคืบหน้า นอกจากนี้ พบในพื้นที่ อ.นิคมพัฒนา จ.ปราจีนบุรี เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียและมีกลิ่นเหม็น ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่ามาจากกลุ่มทุนจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจโรงงาน และการจัดการขยะไม่มีมาตรฐาน ทำให้มีความกังวลว่าในอนาคต จ.ปราจีนบุรีอาจกลายเป็นถังขยะอุตสาหกรรมของกลุ่มทุนต่างชาติ จึงร่วมมือกับภาคประชาสังคมยื่นหนังสือคัดค้านการเสนอให้ จ.ปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ที่ขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

การลักลอบนำผลไม้เวียดนามเข้าไทยมากขึ้น

  กลุ่มชาวสวนผลไม้ ผู้ค้าแผงผลไม้ และผู้ค้าสินค้าแปรรูป เปิดเผยข้อมูลสอดคล้องกันว่า ผลไม้ไทยถูกผลไม้เวียดนามตีตลาดอย่างไม่ถูกต้อง เพราะมีขบวนการลักลอบนำผลไม้เวียดนามเข้ามาสวมสิทธิ์ผลไม้ไทย เพื่อส่งออก  และนำมาวางขายในไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ มะม่วง ทุเรียน อาโวคาโด และเสาวรส เพราะผู้ประกอบการที่ลักลอบนำผลไม้เวียดนามมองเพียงผลกำไร ขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าเป็นผลไม้เวียดนามที่ลักลอบเข้ามา จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามากวาดล้างจับกลุ่มขบวนการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว นอกจากนี้ กรมศุลกากรกัมพูชามีมาตรการให้ทุเรียนนำเข้าจากไทยต้องมีหนังสือรับรองว่าไม่มีสารตกค้างก่อน จึงจะอนุญาตให้นำเข้าได้ ดังนั้น ผู้ค้าทุเรียนไทยบริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม จ.จันทบุรี ที่ติดกับกัมพูชา เรียกร้องขอให้หน่วยงานไทยเร่งประสานกับกัมพูชาเพื่อให้ช่วยรับรองว่า ทุเรียนไทยที่ปลูกฝั่งตะวันออกไม่มีปัญหาสารตกค้าง เนื่องจากมีทุเรียนที่ติดค้างรอส่งขายไปฝั่งกัมพูชาเป็นจำนวนมาก

ผู้นำสหรัฐฯ เรียกร้องให้บริษัท Apple ย้ายฐานการผลิต iPhone จากจีนไปสหรัฐฯ แทนอินเดีย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้พบหารือกับนาย Tim Cook ประธานฝ่ายบริหาร (CEO) ของบริษัท Apple ที่กาตาร์ เมื่อ 14 พ.ค.68 ให้บริษัท Apple ย้ายฐานการผลิต iPhone ที่จะจำหน่ายในสหรัฐฯ จากจีนไปสหรัฐฯ แทนอินเดีย  โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางศุลกากรของสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมและความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีในประเทศ อย่างไรก็ดี บริษัท Apple ยังไม่ตอบรับข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากการย้ายฐานการผลิตไปสหรัฐฯ  คงเป็นไปได้ยากในอนาคตอันใกล้ เพราะต้องใช้งบประมาณสูงและขาดแคลนบุคลากร ทั้งนี้ ปัจจุบัน โรงงานของบริษัท Apple ในอินเดียสามารถผลิต iPhone ได้มากกว่า 40 ล้านเครื่องต่อปี หรือประมาณร้อยละ 20 ของผลผลิตต่อปีทั้งหมด ซึ่งบริษัท Apple มีแผนจะนำเข้า iPhone ที่จะจำหน่ายในสหรัฐฯ ทั้งหมดจากอินเดียภายในสิ้นปี 2569

รัสเซียพอใจผลการเจรจากับยูเครนและจะคงช่องทางการหารือ

ภายหลังการเจรจาโดยตรงระหว่างรัสเซียและยูเครนที่กรุงอิสตันบูล ตุรกี เมื่อ 16 พ.ค.68 คณะผู้แทนรัสเซียพอใจผลการเจรจา ทั้งสองฝ่ายตกลงจะแลกเปลี่ยนเชลยสงครามฝ่ายละ 1,000 คน และรัสเซียรับจะพิจารณาข้อร้องขอของยูเครนที่ให้มีการเจรจาโดยตรงระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ รัสเซียและยูเครนจะนำเสนอแนวทางการหยุดยิงในรูปแบบรายละเอียดที่ชัดเจนและจะคงรักษาช่องทางการเจรจากันต่อไป ขณะที่นาย Rustem Umerov รมว.กห.ยูเครน หัวหน้าคณะผู้แทนยูเครนระบุเพียงว่า ยูเครนให้ความสำคัญอย่างมากต่อการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง และการแลกเปลี่ยนเชลยสงครามของแต่ละฝ่าย แต่ไม่ได้เปิดเผยแผนการเจรจาของยูเครนเพิ่มเติม  

มาเลเซียขยายเวลาโครงการผลักดันกลับแรงงานอพยพตามความสมัครใจ 2.0

ดาโต๊ะ ซรี ไซฟุดดิน นาซูตียน อิสมาอิล รมว.กระทรวงความมั่นคงภายในมาเลเซีย เปิดเผยเมื่อ 16 พ.ค.68 ว่า มาเลเซียจะขยายโครงการผลักดันกลับแรงงานอพยพตามความสมัครใจ 2.0 (Migrant Repatriation Programme 2.0) จากเดิมที่จะสิ้นสุดใน 19 พ.ค.68 เป็น 30 เม.ย.69 เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่ไม่มีหนังสือเดินทาง วีซ่า หรืออยู่เกินระยะเวลาที่กำหนด สมัครเข้าร่วมโครงการ โดยจะไม่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแต่จะต้องชำระค่าปรับก่อนเดินทางออกจากมาเลเซีย ส่วนแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ PRM 1.0 แต่ไม่ชำระค่าปรับหรือไม่เดินทางออกจากมาเลเซียภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีของ ตม. หรือมีหมายจับติดตัวอยู่ จะไม่สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ PRM 2.0

จีนจะจัดตั้งมหาวิทยาลัยของกองทัพใหม่ 3 แห่ง

นสพ.Global Times รายงานเมื่อ 15 พ.ค.68 ว่า คณะกรรมาธิการทหารกลาง (Central Military Commission-CMC) อนุมัติการปรับโครงสร้างโรงเรียนทหาร และการจัดตั้งสถาบันการศึกษาทหารใหม่อีก 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนสำหรับเหล่าทัพต่าง ๆ มหาวิทยาลัยวิศวกรรมของกองกำลังสนับสนุนข้อมูล และมหาวิทยาลัยวิศวกรรมของกองกำลังสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงร่วม โดยจะประกาศข้อมูลเกี่ยวกับสาขาวิชาเฉพาะทาง โควตาการลงทะเบียน และกระบวนการรับสมัครให้สอดคล้องกับแผนการรับสมัครทหารแห่งชาติประจำปี  สถาบันใหม่ที่จัดตั้งขึ้นเป็นความพยายามเชิงยุทธศาสตร์ของจีนในการสร้างความเข้มแข็ง และเพิ่มประสิทธิภาพจากทรัพยากรทางการศึกษาที่มีอยู่ในเหล่าทัพ มุ่งยกระดับการฝึกบุคลากรทหารอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมการบูรณาการและประสานงานที่ดีขึ้นระหว่างกองทัพ และเสริมสร้างประสิทธิภาพการรบ

อินโดนีเซียตั้งเป้าหมายเป็นผู้ผลิตกาแฟมากเป็นอันดับ 2 ของโลก

นาย Zulkifli Hasan รมว.ประสานงานด้านอาหารของอินโดนีเซีย แถลงในงาน World of Coffee เมื่อ 15 พ.ค.68 ที่จาการ์ตา ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่มากเป็นอันดับ 2 ของโลก มากกว่าเวียดนามซึ่งมีผลผลิตกาแฟ 1.8 ล้านตันต่อปี จากปัจจุบัน อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตกาแฟมากที่สุดอันดับ 4 ของโลก รองจากบราซิล เวียดนามและโคลอมเบีย โดยมีสัญญาณบวกจากอัตราการผลิตต่อปีที่เกิน 700,000 ตัน นาย Zulkifli ยังเสนอให้รัฐบาลและภาคเอกชนร่วมมือกันใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมเพิ่มผลผลิตกาแฟภายในประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกและใช้ประโยชน์จากแนวโน้มราคาตลาดโลก ทั้งนี้ ข้อมูลของสำนักงานสถิติกลาง (BPS) ระบุว่า ตั้งแต่ห้วง ม.ค.-ก.ย.67 อินโดนีเซียส่งออกกาแฟ 342,220 ตัน มูลค่า 1.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปยังตลาดหลัก ได้แก่ ฟิลิปปินส์ (85,000 ตัน) สหรัฐฯ (31,730 ตัน) และมาเลเซีย (32,330 ตัน) ขณะที่นำเข้ากาแฟ…

อินเดียสังหารกองกำลังติดอาวุธใกล้ชายแดนอินเดีย-เมียนมา

เว็บไซต์ India Today รายงานเมื่อ 15 พ.ค.68 ว่า กองบัญชาการฝ่ายตะวันออก ทบ.อินเดีย เผยแพร่ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ระบุ หน่วย Assam Rifles (AR) ซึ่งเป็นกองกำลังที่รับผิดชอบด้านการรักษาความปลอดภัยชายแดนบริเวณอินเดีย-เมียนมา ปฏิบัติภารกิจหลังได้รับข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกองกำลังติดอาวุธใกล้หมู่บ้าน New Samtal เขตย่อย Khengjoy Tehsil ในเขต Chandel รัฐมณีปุระ  ได้ปะทะกับกองกำลังติดอาวุธ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 10 ราย อีกทั้ง จนท.สามารถยึดอาวุธและกระสุนได้จำนวนมาก ทั้งนี้ ปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 14 พ.ค.68 และปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการปฏิบัติการ